Strategic Move

‘โป๊ยเซียน’ ยาดมพันล้าน มีเพียง 4 คนในโลกที่รู้สูตร และอีกหลายเรื่องที่คุณ(อาจ)ไม่รู้

จากยาดมหลอดเล็กๆ ที่อยู่ในตลาดมายาวนาน 90 ปี ตอนนี้ ‘ยาดมโป๊ยเซียน’ กลายเป็นแบรนด์ระดับตำนานมียอดขายระดับ ‘พันล้านบาท’ และไม่เพียงเป็นไอเท็มฮิตคู่กายคนไทยเท่านั้น ยังมีการส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก

POYSIAN1-01.jpg

บทความนี้ จึงอยากนำเสนอจุดเริ่มต้น ตลอดจนเบื้องหลังความสำเร็จ และอีกหลายเรื่องที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนของยาดมโป๊ยเซียน

สำหรับจุดกำเนิดของยาดมโป๊ยเซียน เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2479 เริ่มจากร้านขายยาสมุนไพรแผนจีนเล็กๆ ณ ย่านเยาวราช ซึ่งสินค้ายุคแรกไม่ใช่ยาดม แต่เป็นยาสมุนไพรจีน     

ต่อมาได้มีการพัฒนายาดมออกมา และทายาทรุ่น 2 ได้มีการปรับสูตรยาดมใหม่ใช้ชื่อว่า ‘พีเป็กซ์’ เป็นยาดมหลอดสีแดง มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ พกพาง่าย และใช้สะดวก

หลังจากพีเป็กซ์ประสบความสำเร็จยาวนานกว่า 10 ปี ก็ได้มีการพัฒนายาดมโป๊ยเซียนรูปแบบใหม่ 2 in 1 ‘ใช้ดม ใช้ทาในหลอดเดียวกัน’ และจุดเด่นนี้เองได้กลายเป็นสโลแกนที่ติดหูและสร้างการจดจำให้กับแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน

มาถึงวันนี้ยาดมโป๊ยเซียนมีอายุ 90 ปี และถูกส่งต่อมาถึงทายาทรุ่น 4 อย่าง ‘ดร.ณัฐพงษ์ ลาภบุญทรัพย์’ กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักท์ จำกัด ซึ่งเขาบอกว่า จากช่วงแรกมียาดมในตลาดเพียง 10 แบรนด์ แต่ตอนนี้มีมากกว่า 40 แบรนด์ ทว่ายาดมโป๊ยเซียยังสามารถครองมาร์เก็ตแชร์เป็นเบอร์ 1 ของตลาดได้ นั่นมาจาก

‘มาตรฐานระดับโลก’ และ ‘สูตรลับ’ ที่มีเพียง 4 คนในโลกเท่านั้นที่รู้ โดยโรงงานผลิตยาดมโป๊ยเซียนได้รับการรับรอง GMP PIC/S มาตรฐานขั้นสูงสุดในสากล, มีโรงงานฉีดพลาสติกเป็นของตัวเอง และเครื่องจักรใหม่ทุกเครื่องต้องผ่านการทดสอบ (Validation) ที่เข้มงวดนานกว่า 1.5 ปี ก่อนจะเริ่มเดินสายพานผลิตจริง

ขณะที่สูตรของยาดมโป๊ยเซียน จะมีเขียนเป็นกระดาษเก็บไว้ในเซฟและมีมากกว่า 4 คนที่รู้ แต่ ‘ส่วนผสมสุดท้าย’ ที่ถือเป็น ‘สูตรลับ’ จะมีแค่ 4 คนในโลกเท่านั้นที่รู้ ได้แก่ ตัวของดร.ณัฐพงษ์ คุณพ่อและน้องสาวอีก 2 คนของเขา  

‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ของแบรนด์เกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อมีการเปลี่ยนระบบบริหารใหม่ ด้วยการก้าวข้ามจาก ‘ธุรกิจครอบครัว’ สู่ ‘มืออาชีพ’ ทั้งการวางโครงสร้างบริษัทและระบบที่ชัดเจน,  ปรับระบบบริหารจัดการภายในเพื่ออุดรอยรั่ว เช่น เรื่องนวัตกรรม เพิ่มกำลังการผลิต ฯลฯ

ที่สำคัญคือ การดึงมืออาชีพภายนอก (Professional Team) เข้ามาเสริมทัพในจุดที่ครอบครัวไม่เชี่ยวชาญ

ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง ทำให้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2566-2568 มียอดขายเกิน 1,000 ล้านบาทต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะปี 2566 สามารถทำกำไรได้สูงถึง 50% หรือประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยทำได้มาก่อน จนทายาทรุ่น 4 อย่าง ดร.ณัฐพงษ์ ก็ตกใจเหมือนกัน

‘ถอนงบโฆษณา’ เอาไปช่วยสังคม

ในยุคที่หลายแบรนด์อัดฉีดเม็ดเงินไปกับสื่อโฆษณา แต่ยาดมโป๊ยเซียนกลับเดินเกมสวนทาง โดยในปี 2566 ได้หั่นงบโฆษณาให้เหลือเพียง 10% และเลือกนำเงินที่เคยนำไปสื่อป้ายโฆษณามาเป็นผู้สนับสนุนเก้าอี้พักคอยให้กับโรงพยาบาลและอุทยานประวัติศาสตร์

โดยปัจจุบันทำไปแล้ว 12 จังหวัด และตั้งเป้า 20 จังหวัดในปีนี้ ซึ่งกลยุทธ์นี้ ไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้กับสังคม แต่ยังทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนจริงๆ

ยาดมมี 6 สี สูตรต่างกันหรือไม่?

หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทำไมยาดมโป๊ยเซียนถึงต้องมี 6 สีใน 1 แผง และแต่ละสีมีความแตกต่างกันหรืออย่างไร?

คำตอบคือ ทั้ง 6 สี มีสูตรและกลิ่นเดียวกัน แต่การทำหลากสี จะช่วยให้ลูกค้าจำง่าย และการจัดให้ 1 แผงมี 6 สี  ก็เพื่อให้ง่ายต่อการนับระบบโหล (12 ชิ้น) สำหรับยี่ปั๊วซาปั๊วหรือระบบค้าส่งนั่นเอง

และสีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้ง 6 สี ประกอบด้วย เขียว, ชมพู, เหลือง, ฟ้า, ม่วง และบานเย็น เป็นการเลือกใช้สีที่มีความเสถียรมากสุดหลังจากผ่านกระบวนการผลิตแล้ว ไม่เกี่ยวกับกลยุทธ์ ‘สีมงคล’ แต่อย่างใด

แบรนด์ 100 ปีที่จะพา Thai Herbal ไปสู่ตลาดโลก

สำหรับก้าวต่อไปของยาดมโป๊ยเซียน ไม่ได้ต้องการเติบโตหวือหวาแบบฉาบฉวย แต่ตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนไว้ที่ปีละ 5% เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ 100%

ขณะที่เป้าหมายสูงสุดของแบรนด์ ก็คือ การเป็นแบรนด์ 100 ปี ที่จะพา Thai Herbal Product ไปสู่ตลาดโลก อยู่ในระดับเดียวกับที่ ‘อาหารไทย’ เคยทำสำเร็จมาแล้ว โดยปัจจุบันยาดมโป๊ยเซียนมีการส่งออกอย่างทางการไปกว่า 20 ประเทศ และกระจายไปแบบไม่เป็นทางการรวมแล้วกว่า 50 ประเทศทั่วโลก อาทิ ประเทศแถบแอฟริกาอย่างกานา ฯลฯ

"ยาดมไม่ใช่ Soft Power แต่ที่สร้างให้เกิด Soft Power มันคือ 'เสน่ห์' ที่จับต้องไม่ได้ และตอนนี้เมืองไทยเปลี่ยนยาดมให้กลายเป็น Lifestyle Product ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องซื้อกลับไปเป็นของฝาก ถ้าเราร่วมมือกันเป้าหมายก็ไม่ได้ยาก”