- The Coffee Club สลัดลุคเข้มขรึมโทนขาวดำ เปิดโมเดลสุดชิค Bite & Blend กระชากใจคนเมือง
- นำร่องสาขาที่ศูนย์การค้า Dusit Central Park มีแผนจะขยายเพิ่มอีก 4-5 แห่งภายใน 1 ปี
- ร้านนี้เน้นความไว สไตล์ Grab & Go มีเมนูแค่แซนวิช และเครื่องดื่ม อิ่มสะดวก
ถ้าพูดถึง The Coffee Club (เดอะ คอฟฟี่ คลับ) ภาพจำของใครหลายคนคงเป็นร้านคาเฟ่ฟูลเซอร์วิสสุดอบอุ่นสไตล์ออสซี่ ที่นักท่องเที่ยวชอบมานั่งกินเบรกฟาสต์ชิลๆ หรือสั่งกาแฟแก้วโปรดมาจิบนั่งคุยงานกันยาวๆ
แต่ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไว และพฤติกรรมคนเมืองเปลี่ยนไปในทุกวินาที แบรนด์บิ๊กเบิ้มรายนี้เขาไม่ได้หยุดอยู่กับที่ หลังจากผ่านมรสุมโควิดมาได้ และสร้างการเทิร์นอะราวด์พลิกจากติดลบกลับมาทำกำไรได้อย่างงดงามตั้งแต่ปี 2023 ที่ผ่านมา ปีนี้ The Coffee Club ขอส่งร่างทองสุดชิคที่ฉีกทุกกฎเดิมๆ ออกมาท้าชนตลาดคนเมือง

นั่นคือการเปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุดอย่าง “The Coffee Club, Bite & Blend” โมเดลสไตล์ Grab & Go ที่เน้นความเร็ว ตอบโจทย์คนเมืองเวลาน้อย และเป็นการรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ให้สนุก สดใส สลัดลุคเดิมๆ มุ่งสู่ความโมเดิร์น
โมเดลเดียวอยู่ไม่ไหว ต้องกระจายตามโลเคชัน
เดิมที The Coffee Club มีภาพลักษณ์ของการเป็น "ฟูลคาเฟ่" นั่นก้คือมีอาหารเช้า อาหารมื้อหลัก และเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งกลายเป็นความจำของแบรนด์ที่โดดเด่นที่เมนูอาหารเช้า ทำให้แบรนด์มีลูกค้าคนไทย กับนักท่องเที่ยวในสัดส่วนแบบครึ่งต่อครึ่ง
แต่เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ และเจาะกลุ่ม Local Community มากขึ้น แบรนด์จึงเริ่มแตกฟอร์แมตกระชับพื้นที่ให้เล็กลง เช่น การเข้าไปปักหมุดในย่านออฟฟิศชั้นนำอย่าง The PARQ หรือสร้างกระแสฮือฮาด้วยคอนเซปต์เปิด 24 ชั่วโมงที่โรงพยาบาลจุฬาฯ และโมเดล Grab & Go ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

การทดลองเหล่านั้นนำมาสู่การตกผลึกเป็น 2 โมเดลหลัก ในปัจจุบัน
1. Café (คาเฟ่) ร้านขนาดใหญ่ที่มีทั้งอาหารจานหลัก และเครื่องดื่ม
2. Club (คลับ) ร้านขนาดกะทัดรัด เน้นขายเครื่องดื่มคู่กับขนมทานเล่น โดยเน้นเจาะกลุ่มโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และตึกออฟฟิศที่มีทราฟิกหนาแน่น
ส่ง Bite & Blend เพื่อนแท้ในวันเร่งรีบ
โมเดลใหม่ป้ายแดงที่เพิ่งเปิดไปไม่นานนี้ เกิดขึ้นจากการสังเกต Customer Journey ของคนยุคนี้ที่ชีวิตต้องการความคล่องตัว มีเวลาจำกัด แต่อยากได้ของกินที่ดีต่อสุขภาพ รสชาติอร่อย และหน้าตาสวยงามถ่ายรูปขึ้นกล้อง คอนเซ็ปต์นี้ใช้เวลาบ่มเพาะไอเดียอยู่ 2-3 เดือน จนคลอดออกมาเป็นคู่หูสุดลงตัวระหว่าง “Bite” อาหารทานง่าย และ “Blend” เครื่องดื่มเติมความสดชื่น
นงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอ็มเอฟ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด บอกว่า "ความท้าทายหลักของโมเดลนี้คือเรื่องของ Speed การบริการเฉลี่ยต้องจบภายใน 5-8 นาที เพื่อตอบโจทย์ความเร่งรีบช่วงเช้าและกลางวันของคนทำงาน"

เมนูต้องหยิบง่าย ทานคล่อง ดีต่อสุขภาพ
จากโมเดลร้านปกติที่มีเมนูระดับ 100 รายการ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเลือกเมนูให้เหลือในระดับกระทัดรัด นงชนกจึงบอกว่ามองจากโจทย์ที่ว่าต้องทำให้เร็ว ง่าย ทานสะดวก ทานคนเดียวได้ ไม่เลอะมือ ร้านนี้จึงมีเมนูเพียงแค่หลักสิบ ประกอบไปด้วย Panini 10 เมนู เมนูกาแฟที่ขายดี เครื่องดื่มสกัดเย็น 4 รายการ และสมูทตี้ 3 รายการเท่านั้น ราคาเริ่มต้น 129 บาท
โดยเหตุผลที่ต้องเลือก Panini Sandwich เป็นตัวชูโรง จากเดิมที่แบรนด์เสิร์ฟแซนวิชขนมปังซาวโดว์ (Sourdough) แน่นๆ แนวมื้อใหญ่ ด้วยคอนเซ็ปต์นี้หันมาใช้ ขนมปังธัญพืช ที่มีความบางกรอบ เบาท้อง แต่อิ่มกำลังดี ตอบโจทย์สายสุขภาพที่อยากทานแบบ Light-meal อีกทั้งยังทานง่าย ไม่เลอะเสื้อผ้า มีให้เลือก 8 เมนูหลัก ที่มีทั้งโปรตีน กับผักแบบจุกๆ และเมนูโลคอลอย่าง หมูหยองพริกเผา และ กล้วยคาราเมลชีส อีก 2 เมนูพิเศษ

ปักหมุด Dusit Central Park ที่แรก
นอกจากเมนูจะเปลี่ยนไปแล้ว ภาพลักษณ์ (CI) และโทนสี ของร้านก็แปลกไปจากที่เคยเป็นมาอย่างสิ้นเชิง The Coffee Club ดีไซน์โลโก้ และแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้มีความสนุก สดใส น่ารัก และขี้เล่นมากขึ้น เพื่อให้ดึงดูดสายตาคนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen Z ได้อยู่หมัด
นงชนกบอกว่า โจทย์หลักอยากให้สนุก เข้าถึงคนรุ่นใหม่ แพ็คเกจจิ้งต้องใช้งานสะดวก เหมาะกับการทานมือเดียว ถือแล้วต้องเท่ ถ่ายรูปแล้วต้องสวย
ทำเลทองที่แบรนด์เลือกประเดิมเป็นสาขาแรกของประเทศไทย คือที่ Dusit Central Park บริเวณชั้น G ซึ่งเป็นทำเลใจกลางเมืองที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของคนเมือง คนทำงานออฟฟิศ และคนที่เพิ่งเสร็จจากการวิ่งออกกำลังกายในสวนลุมพินี โดยร้านจะเปิดตั้งแต่ 08.00 น. รองรับคนที่เพิ่งออกกำลังเสร็จ และคนที่กำลังเข้าทำงานพอดี

ขยายตึกออฟฟิศ ปักหมุดสแตนอโลน
The Coffee Club ตั้งเป้าว่าโมเดล Bite & Blend จะไม่เป็นเพียงแค่ป๊อปอัปทดลองชั่วคราว แต่จะใช้ที่ Dusit Central Park เป็นโมเดลต้นแบบ เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงและเตรียมขยายสาขาต่อทันที
จากปกติที่แบรนด์จะเปิดสาขาฟูลเซอร์วิสเฉลี่ยปีละ 4-5 สาขา ในปีนี้แบรนด์ตั้งเป้าจะลุยเปิดโมเดลใหม่อย่าง Bite & Blend เพิ่มเติมอีก 4-5 สาขา โดยเน้นไปที่ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Grab & Go ชัดเจน เช่น อาคารสำนักงานเกรด A, ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง และโรงพยาบาลที่มีทราฟิกสูง