แม้ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมจะชะลอตัว จนทำให้ตลาดแว่นตาในไทยที่มีมูลค่า 15,000-17,000 ล้านบาทดูซบเซาลงไปบ้าง แต่ด้วยพฤติกรรมของผู้คนยุคปัจจุบันที่ ‘ชีวิตติดจอ’ ได้กลายเป็นโอกาสใหม่ให้ธุรกิจนี้เติบโตเฉลี่ย 3-5% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง
ชัชวาลย์ วณิชไพสิฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท KT OPTIC จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันคนไทยประมาณ 15% มีปัญหาสายตา แต่มีคนที่เข้าสู่ระบบการตัดแว่นหรือแก้ไขจริงเพียง 2-4 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ตลาดยังขยายตัวได้อีกมาก โดยมี 2 เทรนด์สำคัญเป็นตัวขับเคลื่อน
1. ชีวิตติดหน้าจอ ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องสายตา โดยเฉพาะ ‘กลุ่มเด็ก’ ที่นับตั้งแต่หลังโควิค-19 เป็นต้นมา ‘เด็กไทยสายตาสั้นเร็วขึ้น’ โดยพบปัญหาตั้งแต่อายุ 11-12 ปี เนื่องจากสาเหตุหลักมาจากการเรียนออนไลน์และการใช้สมาร์ทโฟน
2.สังคมผู้สูงวัย (Aging Society): ประชากรอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาสายตายาวตามวัยมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดันความต้องการเลนส์โปรเกรสซีฟและแว่นอ่านหนังสือให้เติบโตอย่างน่าสนใจ
โดยตลาดแว่นตาในไทยมีมูลค่าราว 15,000-17,000 ล้านบาท แบ่งเป็น แว่นสายตา 70% และแว่นแฟชั่น 30%
สำหรับปัจจัยการตัดสินใจเลือกเข้าร้านแว่นตาของผู้บริโภคยุคนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
-ผู้เริ่มใส่แว่นใหม่ : เน้นความสะดวก เช่น ร้านใกล้บ้าน, มีหลายสาขา ฯลฯ และมีโปรโมชั่นดึงดูดใจ
-ผู้ใส่แว่นมาแล้วระยะหนึ่ง : เมื่อผ่านการใส่แว่นมาแล้ว 2-3 อัน ‘ราคา’ จะกลายเป็นปัจจัยลำดับท้าย ๆ แต่จะหันมาตัดสินใจจาก ‘คุณภาพ’ และ ‘ความเป็นมืออาชีพ’ ทั้งความเชี่ยวชาญของนักวัดสายตา, นวัตกรรมและเครื่องมือที่ทันสมัย, ความหลากหลายของแบรนด์ ฯลฯ
ส่วนการแข่งขันในตลาดส่วนใหญ่ ชัชวาลย์ บอกว่า จะเน้น ‘สงครามราคา’ ลดราคา 80-90% หรือขายแพ็คเกจราคาถูก แต่ KT Optic ยืนยันเลือกที่จะไม่ลงในสนามดังกล่าว แต่จะเน้นไปที่คุณภาพและการบริการที่เป็นมืออาชีพ เพื่อสร้างความแตกต่างและทำให้ธุรกิจเติบโตแบบยั่งยืน
นั่นจึงเป็นที่มาของการปรับโฉมสาขา Fashion Island ให้กลายเป็น ‘Vision & Eyewear Destination’ ยกเครื่องพื้นที่กว่า 180 ตารางเมตร สู่การเป็น Professional Lab ที่รวมนวัตกรรม เทคโนโลยี และแฟชั่นแว่นตาไว้ในที่เดียว ไม่ใช่แค่ร้านขายแว่นตา
โดยที่นี้ จะรองรับประสบการณ์แบบ Vision & Style Lab ที่มีเครื่องมือวัดสายตาระดับสากลครบชุดจาก ZEISS และตรวจสุขภาพสายตาด้วย Airdoc AI เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยตรวจสุขภาพสายตาและคัดกรองความเสี่ยงโรคตาได้ถึง 13 โรค เช่น เบาหวานขึ้นตา หรือความดันในลูกตา
“สาขา Fashion Island จะเป็นแฟลกชิป สโตร์ ซึ่งเรามีแผนจะปรับสาขาอื่นให้เป็นรูปแบบนี้ แต่ต้องดูถึงความเหมาะเสมหลายด้าน ดังนั้น เบื้องต้นจะขยายการใช้ Airdoc AI เข้าไปใช้งานแล้วกว่า 70 สาขา และให้ครอบคลุมทุกสาขาในอนาคต”
นอกจากนี้ ด้วยกลุ่มลูกค้าของ KT Optic จะเป็นบีบวกขึ้นไป แต่จากสถานการณ์และโอกาสทางธุรกิจที่เห็น ชัชวาลย์ ยอมรับว่า เขากำลังพิจารณาทำ Fighting Brand ในรูปแบบ Budget Shop เพื่อตอบโจทย์ตลาดแมส
โดยจะร่วมทุนกับพันธมิตรจากประเทศจีน ที่มีโมเดลธุรกิจและระบบการจัดการที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว
“เราจะไม่ทำเอง แต่เลือกใช้ทางลัดซึ่งช่วยลดต้นทุนในการลองผิดลองถูกและประหยัดเวลาในการพัฒนาระบบใหม่เอง”
การขยับตัวครั้งนี้ ทางชัชวาลย์ ต้องการตอกย้ำจุดยืนของ KT Optic เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และตั้งเป้าให้เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต อย่างในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ปีไว้ที่ 850 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อน 5%
ส่วนการเข้ามาของผู้เล่นที่มีมากขึ้นนั้น เขาไม่ได้กังวล แต่มองเป็น ‘โอกาสดี’ สำหรับช่วยขยายตลาดร้านแว่นตาในไทยให้เติบโตมากกว่าเดิม
“ยิ่งเข้ามาเยอะ ยิ่งดี เพราะตลาดจะโตเร็วขึ้น ซึ่งแต่ละรายก็มีแนวทางของตัวเอง”