Strategic Move

เจาะโครงสร้างตลาดหุ้นเกาหลีใต้ กับวิกฤต “กรกฎาคม 2569” สุดผันผวน

KOREAT-01_0.jpg

เกาหลีใต้เป็นประเทศในกลุ่ม G20 ที่มีมูลค่าการส่งออกมหาศาล และเป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก หลายคนจึงคาดหวังความเสถียรจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ แต่ปัญหาคือในเดือนกรกฎาคม 2026 ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยภาวะดิ่งวูบแล้วทะยานขึ้นสูง ไม่ต่างจากเหรียญมีมบนกระดานคริปโต

ตัวเลขที่ดิ่งลง 33% ภายในเดือนเดียว ทำสถิติการร่วงลงรายเดือนที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนดัชนีความผันผวนหรือ VKOSPI พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 87 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากปลายปี 2025 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แดนกิมจิต้องหยุดเลือดโดยเบรกการซื้อขายถึง 9 ครั้งในปี 2026 โดย 2 ครั้งเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จนกระทั่งในวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ตลาดกลับเด้งสวนขึ้นไปถึง 15% ระหว่างวัน ซึ่งเป็นการบวกรายวันที่บ้าคลั่งที่สุด

การดีดกลับ 15-17% ในวันเดียวหลังร่วงหนักต่อเนื่อง 3 วัน สามารถมองเป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน โดยเฉพาะพฤติกรรมและทิศทางการลงทุนในยุค AI ซึ่งกำลังพลิกผันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ยุคนี้ AI ทรงพลังสุด?

สิ่งที่ทำให้หุ้นเกาหลีฟื้นตัว ไม่ใช่การประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นผลประกอบการของบิ๊กเทคที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้าน AI ยังสร้างรายได้จริง และความต้องการ Cloud กับ Data Center ยังคงเติบโต ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาซื้อหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์อีกรอบ

หุ้นที่โดดเด่นที่สุดในวิกฤตรอบนี้คือ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งร่วงหล่นแล้วปรับตัวขึ้นกว่า 20-30% เพราะนักลงทุนเชื่อว่าความต้องการชิป AI จะยังเติบโตต่อเนื่อง

ฝั่ง SK Hynix นั้นมีภาพลักษณ์สดใสมากในไตรมาสที่ 2 ปี 2026 โดยประกาศตัวเลขที่เรียกได้ว่าเป็น "ผลประกอบการที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์องค์กรเกาหลีใต้" รายได้รวมเบาๆ 79.32 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น +257% ต่อปี แต่แล้วราคาหุ้นก็ร่วงลง -8.98% ทันทีในวันประกาศงบ โดยปรากฏว่าธุรกิจที่มีอัตรากำไร 76% และมีออเดอร์ผลิตชิป HBM (High Bandwidth Memory) ล่วงหน้าเต็มไปจนถึงสิ้นปี 2026 กลับถูกเทขายหุ้นทิ้งราวกับบริษัทกำลังจะล้มละลาย จนค่า Forward P/E ของทั้ง Samsung และ SK Hynix ร่วงลงไปต่ำกว่า 5 เท่า

ถามว่าทำไมหุ้นที่ถูกและดีขนาดนี้ จึงไม่มีสถาบันระดับโลกกล้าซื้อในช่วงสัปดาห์ก่อน? คำตอบจาก Young Jae Lee ผู้จัดการกองทุนอาวุโสจาก Pictet Asset Management ในลอนดอน อธิบายไว้อย่างเจ็บปวดว่า สำหรับนักลงทุนสถาบันการเงิน ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีคือความผันผวนที่สูงเกินไป จนไม่สามารถเอาเงินไปวางในสถานการณ์ที่เหมือนการพนันแบบนี้ได้

เมื่อตลาดมีความผันผวนระดับสูง มูลค่าพื้นฐานจะไม่ถูกนำมาพิจารณา เพราะโมเดลการบริหารความเสี่ยงของกองทุนระดับโลก จะบังคับให้ต้องลดสัดส่วนการลงทุนในเกาหลีใต้ลงโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าหุ้นจะมีราคาถูกแค่ไหนก็ตาม

สำหรับสาเหตุที่ KOSPI ผันผวนราวกับหุ้นถูกปั่น อาจเป็นเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างดั้งเดิมที่ถูกขยายวงด้วยกระแส AI จนมีบางกระแสวิเคราะห์ว่าดัชนี KOSPI ได้กลายเป็นเครื่องมือแทงพนันในบริษัทเกาหลีเพียง 2 แห่ง

สปอตไลท์ส่อง Samsung Electronics - SK Hynix

ตัวเลขจากบทวิเคราะห์หลายสำนักชี้ตรงกันว่า Samsung Electronics และ SK Hynix มีสัดส่วนน้ำหนักรวมกัน "มากกว่า 50%" ของดัชนี KOSPI ทั้งกระดาน. ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงขาขึ้นของปี 2026 เพียงแค่ 2 บริษัทนี้ก็กินสัดส่วนผลักดันการเติบโตของ KOSPI ไปถึง 70%

นอกจากโครงสร้างนี้ที่ทำให้ KOSPI ขาดความยืดหยุ่น อีกสิ่งที่ทำหน้าที่เป็น "ประกายไฟ" ในวิกฤตครั้งนี้คือพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ ที่ถูกขนานนามว่า "กองทัพมด" หรือ Ant Investors

เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตการใช้เลเวอเรจที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ เพราะผู้ซื้อขายรายย่อยจำนวนมากมีพฤติกรรมการลงทุนโดย เน้นการกู้ยืมเงิน หรือใช้เครื่องมือเพิ่มมูลค่าการซื้อขายให้สูงกว่าเงินทุนที่มีอยู่จริงอย่างต่อเนื่อง จนมีความเสี่ยงในลักษณะคล้ายกับการพนัน ข้อมูลจากสมาคมการลงทุนทางการเงินแห่งเกาหลี (Korea Financial Investment Association) ระบุว่า ยอดการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหุ้น (Margin Debt) ของนักลงทุนรายย่อย พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 60 ล้านล้านวอน (ประมาณ 4 63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม 2026

สิ่งที่เกิดขึ้นมองเหมือนว่านักลงทุนรายย่อยเกาหลีกำลังกู้เงินมาแทงพนันว่าหุ้น SK Hynix จะต้องขึ้นเท่านั้น และเมื่อราคาหุ้นชิปเริ่มปรับฐานในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม นักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจเหล่านี้ถูกบังคับเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) เมื่อหาเงินมาเติมไม่ทัน โบรกเกอร์จึงต้องบังคับขายหุ้น (Forced Sell) ทิ้งทุกราคา แรงขายนี้ไปกดดันราคาหุ้นให้ต่ำลงไปอีก และทริกเกอร์ Margin Call ของรายย่อยกลุ่มถัดไป เกิดเป็นโดมิโนที่ดันให้ KOSPI ร่วงลง 33% ภายในเดือนเดียว

สถานการณ์เลวร้ายจน คู ยุนชอล (Koo Yun-cheol) รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม และสั่งดำเนินมาตรการแบบ "คุมกำเนิด" ทันที โดยมีมติเตรียมจำกัดเพดานการถือครอง Leveraged ETF หุ้นตัวเดียวให้อยู่ที่ไม่เกิน 20% ของพอร์ตนักลงทุนรายย่อย และเพิ่มเงินวางประกันขั้นต่ำในการเทรดเป็น 30 ล้านวอน (จากเดิมไม่กี่ล้านวอน) โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 สิงหาคมนี้

การตัดสินใจครั้งนี้ถูกวิเคราะห์ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ต้องป้องกันให้เกิดการถ่ายเลือดรายย่อยออกให้ทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดพังทลายทั้งระบบ ซึ่งส่วนนี้มีบางรายงานย้ำว่ากองทัพมดเกาหลีไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่ถูก Margin Call แต่ยังมาจากห้องเทรดในวอลล์สตรีทด้วย

ความวุ่นวายในตลาดหุ้นเกาหลีถูกเชื่อมโยงกับการล่มสลายของ "Situational Awareness LP" กองทุนเฮดจ์ฟันด์สาย AI ที่บริหารโดย Leopold Aschenbrenner อดีตนักวิจัย OpenAI วัยเพียง 24 ปี ซึ่งหลังจากทำผลตอบแทนครึ่งปีแรก (H1 2026) ได้เพิ่ม +439% จากการใช้ Leverage สูงถึง 4 เท่า มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) จึงดีดตัวสูงสุดประมาณ 20,000 - 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น Nebius, Micron, และ SK Hynix ร่วงรุนแรง จุดจบจึงเกิดขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม นั่นคือการถูกบังคับขายพอร์ตหุ้นสาธารณะทั้งหมดมูลค่าราว 16,000 ล้านดอลลาร์

ข้อมูลระบุว่า SK Hynix คือหนึ่งใน "Core Holdings" ของกองทุนนี้ และเมื่อ Situational Awareness โดน Margin Call จากโบรกเกอร์ตัวหลักอย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเทกระจาดขายหุ้นทุกตัวในพอร์ตที่มีสภาพคล่อง

การร่วงลงอย่างรุนแรงของ SK Hynix ที่ลาก KOSPI วูบดิ่งไปด้วย จึงอาจไม่ใช่เพราะอุตสาหกรรม AI ถึงจุดจบ แต่เป็นเพราะกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่โอเวอร์เลเวอเรจในสหรัฐฯ ต้องการเงินสดด่วน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่มีสภาพคล่องสูงและเปิดให้ซื้อขายได้ง่าย จึงกลายเป็นเหมือน "ตู้กดเงินสด” ให้กองทุนต่างชาติกดเงินออกไปชำระหนี้

แน่นอนว่ามีกระแสมองภาพรวมปัญหาทั้งหมดนี้เป็นแค่สัญญาณรบกวน เพราะ 31 กรกฎาคม ดัชนี KOSPI พุ่งทะยานกลับขึ้นมา 15% และหุ้น SK Hynix เด้งกลับเกือบ 28% โดยข่าวการเข้าซื้อหุ้นเหมาเข่งของกลุ่ม Citadel และการควักเงินส่วนตัว 4.8 พันล้านวอนเข้าซื้อหุ้น SK Hynix ของประธานกลุ่ม SK อย่าง Chey Tae-won รวมถึงการที่รัฐบาลอัดฉีดเงินผ่าน Sovereign Wealth Fund มูลค่า 1.39 หมื่นล้านดอลลาร์ ล้วนเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า "ยุคทองของ AI ยังอยู่" และใครที่กล้าซื้อตอนร่วง 33% คือผู้ชนะ

ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องบอกว่าการที่หุ้นเด้งกลับ 15% ในวันเดียว นั้นไม่อาจมองเป็นสัญญาณของความแข็งแกร่งได้ แต่เป็นอาการของความผิดปกติ และตลาดทุนที่มีเสถียรภาพซึ่งเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวของสถาบัน ไม่ควรมีการแกว่งตัวกว้างขนาดนี้ ขณะเดียวกัน การที่ดัชนีระดับประเทศถูกอุ้มด้วยเม็ดเงินฉุกเฉินของรัฐบาล และการช้อนซื้อของขาใหญ่อย่าง Citadel ยิ่งตอกย้ำว่า KOSPI ได้สูญเสียคุณสมบัติของการเป็น "เครื่องสะท้อนมูลค่าธุรกิจ" ไปแล้ว และกลายสภาพเป็นสมรภูมิรบทางสภาพคล่อง ที่คนที่มีสายป่านยาวที่สุด อาจเป็นผู้กินรวบเงินของรายย่อยที่ถูกล้างพอร์ตไปเมื่อ  2 วันก่อน

บทสรุปของการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และวิกฤต “กรกฎาคม 2569” สุดผันผวน คือจงระลึกไว้เสมอว่าหุ้นที่ราคาถูกที่สุดในรอบทศวรรษ อาจยังแพงเกินไป หากตลาดที่หุ้นนั้นสังกัดอยู่ ถูกขับเคลื่อนด้วยหนี้สิน ไม่ใช่ผลกำไร

ที่มา: Reuters, AP, Economic times, WSJ, Macromicro