ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ Nissan สามารถพลิกฟื้นกลับมาทำกำไรได้นั้น มาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจภายใต้แผนที่เรียกว่า Re-Nissan ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ การบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ตามแผนดังกล่าว มีการตั้งเป้าจะปิดโรงงานประกอบรถยนต์จาก 17 แห่ง ให้เหลือ 10 แห่ง และลดจำนวนพนักงานลง 20,000 คน ภายในปีงบประมาณ 2027
ไม่เพียงแต่ปรับปรุงระบบภายใน ทาง Nissan ยังรุกตลาดด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หลากหลายเซกเมนต์ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีรถยนต์รุ่นหลักที่เป็นหัวหอกสำคัญ ได้แก่
Leaf EV: รถยนต์ไฟฟ้า
Kicks: รถยนต์ Compact SUV ที่ตอบโจทย์คนเมือง
Elgrand: รถตู้มินิแวนระดับพรีเมียมสำหรับตลาดระดับบน
แม้สภาวะตลาดจะมีความผันผวน และมีความท้าทายมากมาย แต่จากผลประกอบการที่น่าพอใจในไตรมาสนี้ Nissan ยังคงยืนยันเป้าหมายที่จะกลับมาทำกำไรให้ได้ตลอดปีงบประมาณ 2026 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ด้วยการเดินหน้าตามแผน Re-Nissan อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในอนาคต
ทว่าปรับลดเป้ายอดขายทั่วโลกจาก 3.30 ล้านคัน เหลือ 3.15 ล้านคัน อันเนื่องมาจากสภาพการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงตลาดรถยนต์ในจีน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Nissan ยังคงมีความท้าทายรอบด้านที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันในตลาด EV ที่ค่ายรถยนต์จีนอย่าง BYD เริ่มรุกคืบเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นการท้าทายเจ้าถิ่นอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังมีกระแส EV ในอาเซียน โดยยอดขายรถดังกล่าวยนต์เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในอินโดนีเซียที่พุ่งสูงถึง 34% ในไตรมาสที่ 2
รวมถึงการปรับตัวของคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Toyota ที่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิทั้งปีโดยได้รับอานิสงส์จากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า และกำลังเร่งปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อรับมือกับความท้าทายในอุตสาหกรรมยานยนต์
.
อ้างอิง
.