หลายคนรู้จัก JIANCHA (เจี้ยนชา) จากชาองุ่นครีมชีสสุดไวรัล เนื่องจากเป็นการวางจุดยืนเป็นแบรนด์ชาผลไม้พรีเมียม ถึงเวลาที่แบรนด์บุกเข้าตลาดแมสเต็มตัว ขยายเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มเปิดตัว “JIANCHA ชาเขียวผสมเนื้อสตรอว์เบอร์รี” โดยมีทั้งเครื่องดื่มมัทฉะ ผสมเนื้อสตรอว์เบอร์รี่ จำหน่ายในราคา 49 บาท (ขนาด 230 มล.) นำร่องเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 10,000 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ตั้งเป้ายอดขาย 200,000 แก้วภายในระยะเวลา 3 เดือน
จากหน้าร้านสู่โมเดิร์นเทรด
ใครที่ทำธุรกิจร้านอาหาร หรือเครื่องดื่มจะนึกออกทันทีว่า สเต็ปต่อไปคือการพัฒนาสินค้าเข้าร้านโมเดิร์นเทรด หรือร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจะช่วยในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นนั่นเอง
สำหรับ JIANCHA เองก็เช่นกัน หลังจากประสบความสำเร็จจากการเปิดหน้าร้านแล้ว ความฝันก็คือการเข้าโมเดิร์นเทรด จุดเริ่มต้นได้เกิดจากการเทียบเชิญของ 7-Eleven ที่ต้องการนำแบรนด์ชานม และชาผลไม้ยอดนิยมเข้ามาสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภค
พลอย - พอลลี่ เฮสันต์ ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์ JIAN CHA ได้เล่าว่า ทางแบรนด์ได้ซุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวนี้นานเหมือนกัน ประมาณ 7 เดือน เพื่อแก้โจทย์ยากทั้งในเรื่องของกระบวนการแยกเลเยอร์ รสชาติ Shelf Life การจับตัวของวัตถุดิบ ตลอดจนเทรนด์สุขภาพระดับโลกที่ส่งผลให้มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในยุคนี้
ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เลือกนำมัทฉะพรีเมียม สายพันธุ์คุณภาพสูง ซึ่งเป็นเมนูขายดีติด Top 3 ของหน้าร้าน มาจับคู่กับ สตรอว์เบอร์รีพร้อมเนื้อผลไม้ เกิดเป็นเลเยอร์สีเขียว และชมพูที่แยกชั้นกันอย่างชัดเจน และต้องใช้พฤติกรรมการดื่มแบบ “แช่เย็น แล้วเขย่า (Shake)” เพื่อให้รสชาติรวมกันอย่างสมบูรณ์
ถ้าถามว่าทำไมถึงเลือกขายเมนูมัทฉะ แทนที่จะขายชาองุ่นที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของแบรนด์ พอลลี่บอกว่า ต้องการสร้างความแตกต่างในตลาด เพราะยังไม่มีใครทำเครื่องดื่มมัทฉะรูปแบบนี้มาก่อน และต้องการทำเมนูให้แตกต่างจากหน้าร้าน เมนูมัทฉะเป็นเมนูที่ขายดีติด Top 3 แต่ตอนนี้เมนูมัทฉะสตรอว์เบอร์รี่ก็จะไม่มีขายหน้าร้านเพื่อไม่ให้ซ้ำกัน
ซึ่งการวางขายในเซเว่นนี้จะเปลี่ยนเครื่องดื่มทุกๆ 3 เดือน เท่ากับว่าชาเขียวผสมสตรอว์เบอร์รี่นี้จะขายแค่ 3 เดือนเท่านั้น แล้วจะมีรสชาติใหม่ออกมาเรื่อยๆ แต่จะขายทีละรสชาติ ไม่ขายพร้อมกัน
บุกตลาดแมส สร้างโอกาสในการดื่มทุกวัน
ด้วยความที่ JIANCHA มีร้านอยู่ตามศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์เป็นหลัก ประกอบกับราคาที่จัดอยู่ในระดับพรีเมี่ยม การบุกเข้าชั้นวางเซเว่นในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการสร้างการรับรู้มากขึ้น เพื่อมองโอกาสในการขยายสาขาไปต่างจังหวัด
อีกทั้งต้องการเพิ่มโอกาสการดื่ม ด้วยราคา 49 บาท สามารถซื้อทานได้ทุกวัน ทุกเวลา โดยไม่ต้องรอร้านเปิด
ปัจจุบัน JIANCHA มีสาขาในประเทศไทยรวม 65 สาขา แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯ 61 สาขา ต่างจังหวัด 4 สาขาโดยเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ 80% แต่หลังจากนี้บริษัทจะปรับสัดส่วนการลงทุนเองเพิ่มขึ้นเป็น 40% และตั้งเป้าขยายสาขาในไทยให้ครบ 100 สาขาภายในปีนี้ เน้นปักหมุดตามศูนย์การค้าชั้นนำ รูปแบบ Flagship Store และรองรับระบบเดลิเวอรี่เพื่อครอบคลุมพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น
ในส่วนของตลาดต่างประเทศ JIANCHA วางรากฐานเป็น Global Brand โดยเน้นไปที่ประเทศที่มีกฎหมาย และระบบแฟรนไชส์ที่แข็งแกร่ง GDP สูง และผู้บริโภคมีกำลังซื้อ (Spending) ปัจจุบันได้เข้าไปเปิดให้บริการแล้วในหลายประเทศ ได้แก่
ออสเตรเลีย : เมลเบิร์น 2 สาขา และบริสเบน 1 สาขา
สเปน : 1 สาขา เปิดตลาดโซนยุโรป ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนตลอดปี และเตรียมขยายต่อในยุโรป
สิงคโปร์ : 2 สาขา
สหรัฐอเมริกา : เตรียมเปิดสาขาแรกที่ ลอสแอนเจลิส (LA) ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569
สำหรับแผนงานปี 2570 แบรนด์เตรียมขยายฐานไปยังประเทศจีน รวมถึงภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยเน้นการเข้าไปลงทุนเปิดสาขา Flagship Store ด้วยตัวเองก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพาร์ทเนอร์ ก่อนจะเปิดรับแฟรนไชส์ในท้องถิ่นต่อไป