เป็นคำนิยามที่ ‘ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล’ หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้เศรษฐกิจและธุรกิจไทยในปีนี้
เหตุผลเพราะสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Shockwave ซึ่งเป็นการสั่นสะเทือนที่รุนแรงและต่อเนื่องจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งระดับโลก การแข่งขันที่ดุเดือด เทคโนโลยี AI และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ไม่รู้ว่า จะจบลงเมื่อไร ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก
‘สั้น-เร็ว-ชัด-เล็ก’ รหัสเพื่อความอยู่รอด
เพื่อให้ผู้ประกอบการและธุรกิจอยู่รอดได้ในยุคที่นิยามว่าเป็น ‘ปีเผาเกรียม’ และอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนอย่างมหาศาล ‘ผศ.ดร.เอกก์ ได้แชร์ 4 รหัสลับที่ธุรกิจต้องมี นั่นคือ ‘สั้น-เร็ว-ชัด-เล็ก’
.
สั้น : ทำงานให้สั้น แม้จะวางแผนระยะยาวได้ แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคนี้ ดังนั้น การวางกลยุทธ์ต้องมีกิจกรรมระยะสั้น เพื่อทดสอบตลาดอยู่เสมอ โดยเน้นเกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันแบบ Real-time
เร็ว : ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวลาอันสั้น โดยธุรกิจควรเริ่มใช้ AI ทันทีตั้งแต่วันนี้ อย่าลังเลหรือกลัวเพื่อให้เกิดความคุ้นชิน และปรับตัวให้ทันก่อนที่ความฉลาดของ AI จะทิ้งห่างความสามารถของมนุษย์ไปไกล
“การเข้าไปทำความรู้จักและหัดใช้ AI ตั้งแต่ตอนนี้ในขณะที่มันยังไม่น่ากลัวจนเกินไป จะเป็นผลดีต่อธุรกิจมากกว่าการรอไปเริ่มศึกษาในวันที่ AI พัฒนาไปจนถึงขั้นที่น่ากลัวหรือตามไม่ทันแล้ว
อย่างตอนนี้ AI มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ เปรียบเทียบว่ามันกำลังพัฒนาจากเด็กโตเข้าสู่ วัยรุ่น และจะกลายเป็นผู้ใหญ่ในเวลาอันสั้น ซึ่งจะทำให้ AI ฉลาดกว่าที่หลายคนคาดคิด”
อีกประเด็น ต้องปรับตัวให้เร็วเท่าทันคู่แข่ง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน
ชัด : กลุ่มเป้าหมายต้องชัดเจนที่สุด เพื่อป้องกันการงบประมาณแบบ ‘ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ’
เล็ก : ทำงานให้เล็ก สอดคล้องกับความชัดเจน คือการมุ่งเน้นไปที่ Super Niche Market หรือกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็กหลาย ๆ กลุ่มที่มีศักยภาพ แทนการหว่านแหจับกลุ่มใหญ่เพียงกลุ่มเดียว
นิยามปีหน้า ‘ปีแห่งกระสุนน้อย’ กลยุทธ์ต้อง ‘แม่น-หมอบ-มุ่ง-มอบ’
สำหรับในปีหน้า ทางนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยให้นิยามว่า เป็น ‘ปีแห่งกระสุนน้อย’ ธุรกิจจะตกอยู่ในสภาวะที่มีงบประมาณจำกัด แต่ยังต้องสู้ในสงครามที่ดุเดือด และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ด้วยเงินทุนไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน การใช้จ่ายทุกอย่างจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคุ้มค่าที่สุด
เพื่อให้รอดพ้นจากปีแห่งสงครามที่มีกระสุนจำกัด ธุรกิจต้องใช้กลยุทธ์ ‘แม่น-หมอบ-มุ่ง-มอบ’
แม่น: ต้องใช้ Data เป็นเหมือน ‘เรดาร์’ ในการนำทางเพื่อให้ทุกการตัดสินใจและการตลาดแม่นยำที่สุดท่ามกลางงบประมาณที่น้อยลง
หมอบ: ต้องรู้จักเลือก ‘สิ่งที่จะไม่ทำ’ หากสถานการณ์รุนแรงหรือมีความเสี่ยงสูง การรู้จักหมอบหรือถอยออกมาในจังหวะที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ
มุ่ง: ยังคงเน้นย้ำที่การมุ่งสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Super Niche) อย่างจริงจัง เพื่อโฟกัสเป้าหมายให้ชัดในยุคที่อะไรๆก็ไม่แน่นอนชัดเจน
มอบ: เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการ ‘มอบคืนสู่สังคม’ และ ‘ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ เพราะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นำมาตัดสินใจเลือกหรือซื้อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ดังนั้น แม้จะมีงบประมาณน้อย แต่การทำความดีจะสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ในวันที่คู่แข่งรายอื่นอาจหยุดทำ
จุดเปลี่ยนระบบการเงิน จาก Credit Score สู่ Green Credit
นอกจากกลยุทธ์การตลาดแล้ว แหล่งเงินทุนของธุรกิจกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่ธนาคารพิจารณาเงินกู้จาก ‘เครดิตในอดีต’ กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ระบบ ‘Green Credit Score’
ระบบใหม่นี้จะไม่ดูเพียงแค่ว่า ‘มีประวัติการชำระเงินเป็นอย่างไร’ หรือ 'มีการเบี้ยวหนี้หรือไม่’ แต่จะดูว่า ‘ธุรกิจมีแผนในอนาคตอย่างไร’ และ ‘รักษ์โลก ใส่ใจสังคมหรือไม่’
สอดคล้องกับกฎระเบียบของโลกและแนวโน้มของธนาคารในไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีแผนงานดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าแค่ตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว
แม้สถานการณ์ของธุรกิจไทยต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ทางนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย อยากฝากกำลังใจให้ผู้ประกอบ
เพราะถ้าผ่านยุคโควิด ซึ่งถือว่าสถานการณ์รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าก็จะสามารถผ่านไปได้ เพียงต้องขยับและปรับตัวให้ทัน