แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะยังคงเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว ส่งผลให้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ขยายตัวในระดับระมัดระวังที่ราว 2-3% ถึงแม้ว่าปีนี้จะมีมหกรรมฟุตบอลโลก แต่ก็ไม่ได้กระตุ้นตลาดทีวีมากเท่าไหร่นัก แต่กลายเป็นว่า “สภาพอากาศ” กลับเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่เข้ามาพลิกเกมให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีนี้มีความคึกคักเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ส่งผลให้ประเทศไทยเจออากาศร้อนจัด ยาวนาน และแม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝน แต่อุณหภูมิยังคงพุ่งสูงสลับฝนตก ปัจจัยนี้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สินค้าในกลุ่มความเย็นทั้งเครื่องปรับอากาศ และตู้เย็นกลับมาขายดีฉ่ำเกินคาด
ตลาด 8 หมื่นล้าน สินค้ากลุ่มเย็นนำทัพเติบโต
ข้อมูลจาก LG มีการประเมินว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีนี้จะเติบโตราว 2-3% จากปีก่อนๆ ที่มีการทรงตัว คาดการณ์มูลค่ารวมไว้ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนตามกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ 24,000 ล้านบาท, ตู้เย็น 16,800 ล้านบาท, เครื่องซักผ้า 15,800 ล้านบาท และโทรทัศน์ 9,000 ล้านบาท
ย้อนกลับไปในปีก่อนๆ สินค้ากลุ่มความเย็นเผชิญภาวะชะลอตัวเนื่องจากสภาพอากาศร้อนสั้น โดยเฉพาะในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นประจำทุกๆ ปีที่เข้าสู่ฤดูฝนช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเริ่มดรอปลง แต่สำหรับปีนี้ สภาพอากาศที่ร้อนสะสมต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้สินค้า “กลุ่มความเย็น” เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น กลายเป็นหัวเจาะหลักที่ผลักดันตลาดอย่างเห็นได้ชัด โดยมีการประเมินว่ายอดขายกลุ่มสินค้าเย็นตลอดทั้งปีนี้จะสามารถเติบโตแตะ "สองหลัก" (Two-digit Growth) ได้อย่างแน่นอน
อำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า
"ปีนี้ประเทศไทยเจอซูเปอร์เอลนีโญ ฝนตกก็ยังร้อน ทำให้ปีนี้พวกเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มเย็นขายดี ดีกว่าปีก่อนๆ อย่างปีที่แล้วมันตก ปีก่อนหน้านี้ทุกๆ ปีสินค้าเย็นมันขึ้นมาตลอด ปกติเดือน 6-7 ยอดขายจะเริ่มบางๆ แล้ว ปีนี้ยังโตอยู่ ประเมินว่าปีนี้สินค้ากลุ่มเย็นจะโต 2 ดิจิต"
สำหรับ LG ทำตลาดในประเทศไทยมาแล้ว 38 ปี และมีโรงงานตั้งอยู่ในไทยกว่า 28 ปี โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแบรนด์ได้รับอานิสงส์จากกระแส K-Culture ทำให้ไทยให้ความไว้วางใจในคุณภาพของแบรนด์สัญชาติเกาหลี
สำหรับ 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก (Major Products) ของแอลจี ประกอบด้วย ทีวี, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศ ในปีนี้ยังได้ชูกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสภาวะการแข่งขันและต้นทุนการผลิต ได้แก่
- การบริหารจัดการชิป และต้นทุน : ด้วยการทำข้อตกลงดีลชิป และวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า ทำให้ไม่เจอปัญหาขาดแคลนชิปคอมโพเนนต์ และยังสามารถ "คงราคาสินค้า" ไว้ได้ โดยไม่มีการปรับขึ้นราคาให้กระทบผู้บริโภค
- ฐานการผลิตในไทย : โรงงานในไทยเน้นผลิตเครื่องปรับอากาศ, เครื่องซักผ้า (ฝาบน/2 ถัง) และคอมเพรสเซอร์ โดยเน้นการส่งออกไปยังต่างประเทศสูงถึง 80% ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยเฉพาะนวัตกรรมพรีเมียมส่วนใหญ่ยังคงนำเข้าจากเกาหลี
- รุกตลาดพรีเมียม และนวัตกรรม AI : ปัจจุบันสัดส่วนสินค้ากลุ่มพรีเมียมของแอลจีคิดเป็น 30% และมีสินค้าที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมการทำงานมากถึง 50% เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับคุณภาพ ความสะดวกสบาย และการประหยัดพลังงาน
- กระจายพอร์ตลูกค้า : สัดส่วนลูกค้ารายใหญ่แบ่งเป็นกลุ่ม B2C เป็นหลัก และมีสัดส่วนกลุ่มองค์กร (B2B) อยู่ที่ 10%