Strategic Move

ย้อนรอย 'ห้างญี่ปุ่น' ในไทย จากยุคฟีเวอร์สู่การถอนทัพทีละราย พร้อมถอดบทเรียนทำไมถึงไปต่อไม่ไหว

หากย้อนกลับไปในยุค 80s–90s ความคลั่งไคล้ในป็อปคัลเจอร์และมาตรฐานสินค้าแบบ Made in Japan ของคนไทยเคยดึงดูดให้กลุ่มทุนค้าปลีกระดับตำนานจากดินแดนอาทิตย์อุทัยตบเท้าเข้ามาเปิดห้างสรรพสินค้าในบ้านเรากันอย่างคึกคัก

JPDEPARTMENTTH-01.jpg

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ด้วยสภาพการแข่งขันที่รุนแรง บวกกับบริบทสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ห้างยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นกลับค่อยๆ ทยอยอำลาตลาดไทยทีละราย...

บทความนี้ จึงอยากพาย้อนตำนานว่า มีห้างญี่ปุ่นถอนตัวออกจากบ้านเรามีใครบ้าง? พร้อมถอดบทเรียนการถอนทัพของห้างญี่ปุ่นในไทยว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร?

ไทยไดมารู – ผู้บุกเบิกนวัตกรรม

‘ไทยไดมารู’ เป็นห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นแห่งแรกในไทย เปิดให้บริการครั้งแรกวันที่ 10 ธ.ค. 2507 ณ ย่านราชประสงค์ (ปัจจุบันคือพื้นที่ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์)โดยสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้างแรกที่มีการติดบันไดเลื่อน และเครื่องปรับอากาศ  ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่ ‘ราชดำริอาเขต’ หรือปัจจุบันคือที่ตั้งของบิ๊กซี ราชดำริ

แม้จะยืนหยัดสร้างความทรงจำมาอย่างยาวนาน แต่สุดท้ายไทยไดมารูก็ไม่อาจต้านทานพิษเศรษฐกิจจาก ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ได้ จึงต้องปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ต.ค.2543 รวมอายุการให้บริการในไทยทั้งสิ้น 36 ปี

โซโก้ –ห้างหรูหรากลางใจเมือง

‘โซโก้’ เปิดให้บริการเมื่อปี 2528 เป็นห้างสรรพสินค้าเน้นความหรูหราและสินค้าเกรดพรีเมียม ตั้งอยู่ ณ ศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า ย่านราชประสงค์ โดยเป็นห้างสาขาแรกในต่างประเทศของเครือโซโก้จากญี่ปุ่น

รวมถึง เป็นสถานที่ตั้งของร้าน McDonald's สาขาแรกในประเทศไทย ที่เปิดให้บริการพร้อมกับห้างโซโก้ในปีเดียวกัน

โซโก้ ถือเป็นห้างระดับตำนานที่เคยดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้บริการในย่านราชประสงค์อย่างล้น แต่สุดท้ายในปี 2546 ต้องล้มม้วนเสื่อจากผลกระทบต่อเนื่องของวิกฤตเศรษฐกิจ ควบคู่กับปัญหาทางการเงินภายในของบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น รวมเวลาเปิดให้บริการในไทย 19 ปี

อิเซตัน-ห้างที่เผชิญมาทุกวิกฤต

นับตั้งแต่เข้ามาปักธงในไทยเมื่อปี 2535 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (เดิมคือเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์) ‘อิเซตัน’ ขึ้นชื่อเรื่องความอึด ถึก ทน เพราะผ่านมรสุมใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน โดยปี 2540 ต้องเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่อิเซตันยังประคองธุรกิจรอดมาได้

นอกจากนี้ ยังต้องเจอกับวิกฤตการเมืองและความผันผวนทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะผ่านการชุมนุมหรือเหตุการณ์จลาจลใจกลางเมืองหลายต่อหลายครั้ง ไปจนถึงมรสุมใหญ่ที่กระทบธุรกิจค้าปลีกทั่วโลกอย่างหนักในปี 2563 กับวิกฤตโควิด-19  

สำหรับเหตุผลที่อิเซตัน ต้องถอนตัวจากเมืองไทยไป เพราะนอกจากผลกระทบจากโควิด-19 แล้ว ยังมาจากการหมดสัญญาเช่าระยะยาวกับทางเจ้าของพื้นที่อย่าง ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ในเดือนธ.ค. 2563 และอิเซตันตัดสินใจ "ไม่ต่อสัญญา"

ทำให้ตำนานห้างญี่ปุ่นแห่งนี้ ต้องโบกมือลาแฟนๆ ชาวไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 21.30 น.

โตคิว-ห้างขวัญใจวัยรุ่น

‘โตคิว’ เป็นห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นที่ปักหลักให้บริการคนไทยและนักท่องเที่ยวมายาวนานถึง 35 ปีนับตั้งแต่ปี 2528 มีด้วยกัน 2 สาขา ได้แก่ สาขา MBK Center  และสาขาพาราไดซ์ พาร์ค โดยสาเหตุมาจากการตัดสินใจถอนทัพของบริษัทแม่ Tokyu Group จากประเทศญี่ปุ่น

เนื่องจากการแข่งขันที่ดุเดือดของค้าปลีกไทย ทำให้ห้างโตคิวต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง และการปรับตัวของห้างคู่แข่งรอบข้างที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้ไวกว่า จนแบกรับภาระขาดทุนต่อไปไม่ไหว ต้องตัดสินใจโบกมือลาตลาดไทย

เริ่มจากปี 2562 ปิดสาขาพาราไดซ์ พาร์ค และ 31 ม.ค. 2564 ได้ปิดสาขา MBK Center เป็นอันปิดฉากตำนาน 35 ปีในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

จาก ‘จัสโก้’ สู่ MaxValu

‘จัสโก้’ เป็นห้างของกลุ่มอิออนจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาปักธงธุรกิจในไทยเมื่อปี 2527 ในลักษณะร่วมทุนก่อตั้งบริษัทในชื่อ ‘สยามจัสโก้’ เน้นห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ที่รวมทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า และแผนกต่างๆ โดยเปิดสาขาแรกย่านรัชดาภิเษก ก่อนจะขยายสาขาเพิ่มเติม

ต่อมาในปี 2550 เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างองค์กรเตรียมรองรับยุทธศาสตร์การเติบโตระลอกใหม่ สยามจัสโก้ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘อิออน (ไทยแลนด์)’ และได้เปิดตัว MaxValu สาขาแรกที่นวมินทร์ ชูจุดเด่นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าคุณภาพสไตล์ญี่ปุ่น มีความสะดวกสบาย และเปิดให้บริการตลอด 24 ชม.

จากนั้นในปี 2551 เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทางอิออนได้ทยอยปรับเปลี่ยนจัสโก้เดิมทุกสาขาในไทยให้กลายเป็น MaxValu อย่างเต็มรูปแบบ

กระทั่งล่าสุดเมื่อ ส.ค.2569 ทาง ‘บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)’ หรือ CRC ได้เข้าซื้อกิจการอิออน (ไทยแลนด์) แบบ 100% และเตรียมเปลี่ยน MaxValu ทั้งหมด 30 สาขาให้กลายเป็นแบรนด์ Tops ถือเป็นการปิดตำนานกลุ่มค้าปลีกจากญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนาน 42 ปีไปอีกราย

ทำไมห้างญี่ปุ่นถึง ‘พ่ายแพ้’ ในตลาดไทย?

เมื่อลองวิเคราะห์จะเห็นได้ว่า การถอนทัพของห้างญี่ปุ่นหลัก ๆ มาจากโครงสร้างของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

‘ทุนค้าปลีกไทยที่แข็งแกร่งมากขึ้น’ : ต้องยอมรับยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของไทยทั้งกลุ่มเซ็นทรัล, เดอะมอลล์, และกลุ่มซีพี มีความเข้าใจเชิงลึกในพฤติกรรมคนไทยมากกว่า และสามารถกว้านซื้อ Prime Location รวมถึงสามารถพัฒนารูปแบบห้างให้เป็นแบบ Mixed-use ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบครบวงจร ทำให้ห้างญี่ปุ่นที่เน้นการเช่าพื้นที่หรือทำรูปแบบเดิมๆ สู้ได้ยาก

‘พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม’ : ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เข้าห้างเพื่อซื้อของอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความบันเทิง ร้านอาหารที่หลากหลาย และบรรยากาศภายในห้างที่ต้องถ่ายภาพโชว์ในโซเชียลได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ การเติบโตของ Specialty Store และ E-Commerce ทำให้คนหันไปซื้อสินค้าเฉพาะทางหรือสั่งออนไลน์มากขึ้น ความเป็น ‘ห้างสรรพสินค้าที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว’ แบบญี่ปุ่นจึงลดความน่าสนใจลง

‘แบกรับภาระขาดทุนและปรับตัวช้า’ : ห้างญี่ปุ่นหลายแห่งมีวัฒนธรรมการบริหารแบบดั้งเดิมจากบริษัทแม่ ที่เน้นความละเมียดละไมและขั้นตอนที่รัดกุม แต่อาจขาดความยืดหยุ่นและความเร็วในการปรับตัวให้ทันกับตลาดไทยที่เปลี่ยนแปลงไวมาก ส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องจนไม่คุ้มที่จะลงทุนต่อ จนต้องถอนตัวออกจากตลาดไป

การถอนตัวของห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นในไทย จึงถือเป็นบทเรียนที่น่าสนใจในโลกธุรกิจในหลายประเด็น โดยเฉพาะความสามารถในการปรับตัวให้ทันความต้องการตลาดและผู้บริโภคที่เข้าไปลงทุนในประเทศนั้นๆ