- พูดคุยกับ “มีน - ยศพร สุวรรณวิเชียร" กับเส้นทาง 8 ปีที่ปั้นแบรนด์ Banobagi ในไทย จากบทบาท Distributor นำสินค้ามาขาย สู่ Shareholder เพราะทางรพ.เกาหลีได้เทียบเชิญไปถือหุ้น 10%
- เริ่มจากทำงานสายธนาคาร จนไปเกาหลีแล้วดีลกับโรงพยาบาล Banobagi นำมาขายในไทย แต่มีการปรับสูตรเพื่อให้เข้ากับผิวคนไทย
- ปีแรกมียอดขาย 90 ล้าน จนถึงตอนนี้ยอดขายโตขึ้น 5 เท่า หรือมียอดขายราวๆ 450 ล้านบาท ต่อยอดสู่สินค้ากลุ่มอื่นๆ อย่าง PDRN และครีมกันแดด
จบดีลธุรกิจที่คาเฟ่ข้างโรงพยาบาล
ใครที่เป็นสายมาสก์หน้าจะต้องคุ้นเคยกับแบรนด์ Banobagi (บาโนบากิ) ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือของโรงพยาบาลความงามที่เกาหลี โดยผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้ในประเทศไทยก็คือ ยศพร สุวรรณวิเชียร กรรมการผู้บริหาร บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด จำกัด (Beyond Beauty Trade)
เดิมทียศพรไม่ได้อยู่ในเส้นทางสายความงามมาก่อน แต่อยู่ในแวดวงทางการเงิน หรือเป็น “สาวแบงก์” มาก่อนนั่นเอง แต่เดินทางไปท่องเที่ยวที่เกาหลี แล้วได้แรงบันดาลใจ เพราะสาวเกาหลีผิวดี หน้าตาสวย ธุรกิจความงาม และศัลยกรรมเฟื้องฟู

จุดเริ่มต้นปฐมบทของเส้นทางนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน หลังจากที่ยศพรลาออกจาวงการแบงก์แล้วไปเกาหลี ได้นำเข้าแบรนด์สกินแคร์ Skindom เข้ามาครั้งแรก โดยเจาะตลาดทีวีช้อปปิ้ง เหตุผลที่เลือกแบรนด์นี้เพราะเป็นแบรนด์สกินแคร์ที่ซัพพายสินค้าให้กับคลินิกความงามมากถึง 11,113 แห่งทั่วเกาหลี ตอนนั้นก็ขายดีมากเมื่อเทียบกับช่องทางทีวีช้อปปิ้งอย่างเดียว
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เธอบอกว่าไม่ได้อยากได้แบรนด์ระดับคลินิกแล้ว อยากเพิ่มพอร์ตธุรกิจให้บริษัท เลยมองหาแบรนด์ระดับ “โรงพยาบาล” ไปเลยสิ เอาให้แบบน่าเชื่อถือ มีผลรับรองทางการแพทย์แบบจุกๆ
การเดินทางไปเกาหลีรอบใหม่จึงเกิดขึ้น รอบนั้นเธอขนแผ่นมาสก์หน้ากลับมาทดลองใช้มากมาย จนกระทั่งได้พบกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ Banobagi (บาโนบากิ) โรงพยาบาลศัลยกรรม และผิวหนังระดับ Top 5 ของเกาหลีใต้ ซึ่งการดีลธุรกิจครั้งสำคัญที่ไม่ใช่ห้องประชุม แต่เกิดขึ้นในร้านกาแฟเล็กๆ ข้างโรงพยาบาล ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว
Hybrid Brand ปรับสูตรให้เข้ากับผิวคนไทย
ในตอนแรกผลิตภัณฑ์ของ Banobagi ถูกจำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายภายในโรงพยาบาล และคลินิกศัลยกรรมในเกาหลีเท่านั้น เมื่อยศพรนำสินค้ามาทดลองใช้ เธอพบว่าแม้เทคโนโลยีจะเริ่ด แต่เนื้อสัมผัส และสูตรบางส่วนยังไม่ตอบโจทย์สภาพผิว และสภาพอากาศของประเทศไทย ที่มีผู้บริโภคผิวมันสูงถึง 46%

เธอจึงนำเสนอแนวคิดการเป็น Hybrid Brand โดยใช้นวัตกรรม และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์จากเกาหลี เข้ากับอินไซต์ของผู้บริโภคชาวไทย นำมาสู่การปรับปรุงสูตร เนื้อสัมผัส และสารบำรุงใหม่ทั้งหมด เช่น ปรับลดปริมาณมอยซ์ เพื่อไม่ให้เหนียวเกินไป เพื่อเปลี่ยนสกินแคร์ระดับโรงพยาบาลให้กลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่ายในช่องทางบิวตี้สโตร์ และได้สิทธิ์วางจำหน่ายแบบ Exclusive ที่ร้าน Watsons ในปี 2561
ช่วงโควิดคนมาสก์หน้ากันฉ่ำ
หลังวางจำหน่ายแผ่นมาสก์หน้าของ Banobagi ตอนนั้นวางจุดขายเป็นเจลลี่มาสก์ แผ่นมาสก์จะนุ่ม และน้ำมาสก์ฉ่ำๆ จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สร้างพฤติกรรมมาสก์หน้าให้คนไทยก็คือช่วง COVID-19 จากเดิมที่นิยมมาสก์หน้าเฉลี่ยสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง แต่ช่วงนั้นคนต้องอยู่บ้านตลอด Banobagi จึงออกแคมเปญ “มาสก์หน้า 7 วัน” ส่งผลให้ยอดขายเติบโตสูงถึง 100% ในช่วงนั้น และทำให้คนไทยคุ้นชินกับการมาสก์หน้าสม่ำเสมอ
ภาพรวมตลาดแผ่นมาสก์หน้าในประเทศไทย (ข้อมูลจาก Euromonitor) พุ่งสูงขึ้นกว่า 73% ภายในช่วงเวลา 5 ปี จากมูลค่า 3,487.6 ล้านบาทในปี 2562 สู่ระดับ 6,052.9 ล้านบาทในปี 2567

โดยมาสก์ที่ขายดีที่สุดของ Banobagi 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. Damage Skin Premium Mask : มาสก์คาเวียร์ 2. Jelly Mask สูตร Acne และ 3. Sleeping Mask สูตรคาแฟอีน
ยศพรบอกว่าปีแรกที่ขายมาสก์ มียอดขาย 90 ล้านบาท จากปีแรกจนถึงปีนี้มีการเติบโตแบบ 500% แม้จะไม่ได้บอกตัวเลขโดยตรง แต่บวกลบคูณหารก็ราวๆ 450 ล้านบาท ในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 12%
ขายดีจนเกาหลีเทียบเชิญถือหุ้น 10% ใหญ่เป็นอันดับ 4
ความสำเร็จในประเทศไทยไม่เพียงแต่สร้างยอดขายมหาศาล แต่ยังกลายเป็นโมเดลต้นแบบที่เรียกว่า Thailand Model ซึ่งผลักดันให้ Banobagi เกาหลี ขยายธุรกิจคอสเมติกส่งออกไปมากกว่า 26 ประเทศทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่เป็นโมเดลผ่านดิสบริบิวเตอร์ โดยที่ประเทศไทยเป็นตลาดอันดับ 1 นอกประเทศเกาหลีใต้

ความขายดีแบบขึ้นแท่น ทำให้บริษัทแม่ Banobagi เกาหลีถึงกับยื่นข้อเสนอให้ยศพรเข้าถือหุ้น 10% ในธุรกิจคอสเมติก ซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนชาวต่างชาติรายแรก และรายเดียวในประวัติศาสตร์ ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 เรียกว่าได้เปลี่ยนบทบาทจาก Distributor เป็น Shareholder ในทันที
ต้องเล่าก่อนว่าปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจของ Banobagi เกาหลี ประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงพยาบาลศัลยกรรม, คลินิกผิวหนัง และธุรกิจคอสเมติก ที่มีแผ่นมาสก์ และสกินแคร์ ซึ่งยศพรได้เข้าถือหุ้นกลุ่มนี้
รุกตลาด Non-Mask เติมพอร์ต PDRN และกันแดด
หลังจากขายแผ่นมาสก์หน้ามา 8 ปี จนตอนนี้มีสัดส่วนรายได้กว่า 95% ปีนี้ยศพรเริ่มสร้างความหลากหลายในพอร์ตสินค้า และกระจายความเสี่ยง ได้เริ่มขยายไลน์สินค้า Non-Mask เช่น ผลิตภัณฑ์กันแดด
และล่าสุดในปี 2569 ได้เปิดตัวไลน์กลุ่มสกินแคร์ PDRN เป็นสูตรที่กำลังมาแรงอย่างมาก โดยเปิดตัวพร้อมกัน 6 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมตั้งแต่โฟมล้างหน้าทำความสะอาดคราบกันแดดได้ 99.19%, เซรั่ม, ครีมบำรุง, ครีมรอบดวงตา, Wrapping Mask เนื้อฟิล์ม และ Hydrogel Mask
