ดร.ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ประธานกรรมการ บริษัท ฮาเวลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแบรนด์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา Hawell's พยายามติดต่อห้างสรรพสินค้าเพื่อกลับไปเปิดสาขาอีกครั้ง แต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีพื้นที่ว่างทุกครั้ง ขณะที่การเปิดร้าน Stand Alone ต้องใช้เงินลงทุนสูง ส่วนแผนแฟรนไชส์ขนาดเล็กก็ถูกตัดทิ้งเพราะเกรงว่าจะกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว
แต่นั่นยังไม่ใช่เหตุผลหลัก เพราะสิ่งที่เขาระบุไว้ตรง ๆ คือ ตัวเขาและครอบครัว "เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี" ก่อนที่เขาจะตัดสินใจก้าวออกจากชีวิตทางโลกอย่างเต็มตัว เพื่อบวชและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เป้าหมายที่วางแผนมาแล้วกว่า 15 ปี
Position ของ Hawell's ในวันนี้จึงไม่ใช่แบรนด์ที่กำลังจะปิดตัวเพราะไปต่อไม่ได้ แต่เป็นแบรนด์ที่เจ้าของเลือกส่งต่อในจังหวะที่ยังเชื่อว่ามีอนาคต ก่อนจะย้อนกลับไปดูว่า Hawell's เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
จากซากธุรกิจในวิกฤตต้มยำกุ้ง สู่ไอศกรีมโคนละ 9 บาท
ก่อนจะมีชื่อ "Hawell's" ษิริพงศ์คลุกคลีอยู่กับธุรกิจไอศกรีมมาเกือบทั้งชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กที่แอบพ่อแม่หิ้วกระติกไปเร่ขายไอศกรีมแถวหลักสี่-ดอนเมือง-สายไหมในวันเสาร์อาทิตย์ ก่อนจะเข้าสู่สายอาชีพนี้อย่างจริงจังในช่วงมหาวิทยาลัย
เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มจากการทำงานที่ Pizza Hut ก่อนย้ายไปโรงงานผลิตไอศกรีมของ Swensen's ทำหน้าที่ผลิตและชิมไอศกรีมวันละ 1-3 ควอท พร้อมร่วมคิดค้นรสมะม่วง จากนั้นได้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ไอศกรีม "อังเคิลเรย์" คิดค้นสูตรไปมากกว่า 60 รสชาติ ก่อนขยับไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปที่ Dairy Queen จนกระทั่งอายุ 24 ปี เขาต้องหยุดเส้นทางสายนี้ชั่วคราวเพราะถูกเกณฑ์ทหาร
หลังปลดประจำการ เขาผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการเอง สร้างแบรนด์ "Is it Ice Cream" ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น "Donald Rabbit" เน้นขายไอศกรีมเค้กส่งตรงถึงบ้านทั่วกรุงเทพฯ แต่ธุรกิจต้องปิดตัวลงเมื่อเจอวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ลูกค้าหลักได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ กำลังซื้อหด และ Donald Rabbit ก็ไปต่อไม่ได้

แทนที่จะมองวิกฤตินี้เป็นจุดจบ ษิริพงศ์กลับเห็นโจทย์ใหม่ว่า ในวันที่คนมีเงินน้อยลง สิ่งที่ขายได้ต้องเป็นของราคาถูกแต่ยังมีคุณภาพ แนวคิดนี้กลายเป็นต้นกำเนิดของ Hawell's — ไอศกรีมนมซอฟต์เสิร์ฟที่เน้นความเข้มข้น ราคาต้องจับต้องได้
ปลายปี 2542 Hawell's เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และประสบความสำเร็จเกินคาด ด้วยราคาเริ่มต้นเพียงโคนละ 9 บาท ทำให้กลายเป็นไอศกรีมที่คนทั่วไปเข้าถึงง่าย จนหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งที่เป็นธุรกิจไทยแท้ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาราว 3 ปี Hawell's ขยายเป็น 22 สาขา ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง
จาก 22 สาขา สู่วันที่ต้องถอยออกจากห้าง
ความสำเร็จในช่วงแรกไม่ได้แปลว่า Hawell's จะยืนอยู่ในสนามนี้ได้อย่างราบรื่นตลอดไป เพราะตลาดไอศกรีมไทยเปลี่ยนเร็ว แบรนด์ต่างชาติรายใหญ่ทยอยเข้ามาแย่งพื้นที่ในห้างมากขึ้น ขณะที่ Hawell's ซึ่งเติบโตมาจากไอศกรีมราคาจับต้องได้ ต้องเผชิญทั้งค่าเช่า ต้นทุนดำเนินงาน และแรงกดดันจากคู่แข่งที่ใหญ่กว่า
จาก 22 สาขา จำนวนสาขาจึงทยอยลดลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเหลือเพียงสาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นสาขาแรกที่แบรนด์เปิดตัวเมื่อปี 2542 ก่อนที่สาขานี้จะปิดตัวลงในปี 2557 ถือเป็นการหายไปจากห้างสรรพสินค้าอย่างสมบูรณ์
แต่เรื่องราวของ Hawell's ไม่ได้จบตรงนั้น เพราะเจ้าของยังไม่มองว่าแบรนด์หมดโอกาส ในช่วงหลังจากนั้นจึงเริ่มทดลองโมเดลใหม่ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขายผ่านช่องทางออนไลน์ และวางแผนกลับมาสร้างแบรนด์อีกครั้ง จนราวปี 2564 Hawell's กลับมาในรูปแบบร้าน Stand Alone พร้อมขยายสินค้าให้กว้างกว่าไอศกรีมเพียงอย่างเดียว ค่อย ๆ กลายเป็น "Hawell's Ice-Cream Cafe' & Restaurant" ที่ต้องการมีพื้นที่ของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาห้างเพียงอย่างเดียว
และในจังหวะที่แบรนด์กำลังพยายามกลับมาเติบโตอีกครั้งนี้เอง เจ้าของกลับตัดสินใจครั้งสำคัญกว่าเดิม คือ ประกาศขายกิจการทั้งหมด

Hawell's 165 ล้านบาท มีอะไรอยู่ในดีลบ้าง
การขาย Hawell's ครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการขายเพียงชื่อแบรนด์ แต่เป็นการส่งต่อทั้งระบบธุรกิจ ให้เจ้าของรายใหม่เข้ามาดำเนินงานต่อได้ทันที ตามที่ระบุไว้ในประกาศ ทรัพย์สินที่จะส่งมอบประกอบด้วย
- ที่ดิน 7 ไร่ ที่บางบัวทอง มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท
- อาคารสำนักงานและโรงงาน พร้อมเครื่องจักรและใบอนุญาตโรงงาน มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท
- ร้านฮาเวลส์ ไอศกรีมแอนด์ฟาสต์ฟู้ด มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท
- แบรนด์ Hawell's (เครื่องหมายการค้า)
- สูตรไอศกรีมทั้งหมด ทั้ง Soft Ice Cream และ Hard Ice Cream
- โนว์ฮาวสะสมตลอด 37 ปี ในธุรกิจไอศกรีมของษิริพงศ์ นับตั้งแต่ก่อนตั้งแบรนด์ Hawell's
รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ระบุราคาชัดเจนอยู่ที่ราว 146 ล้านบาท ส่วนต่างที่เหลือคือมูลค่าของแบรนด์ สูตร และองค์ความรู้ซึ่งตีเป็นตัวเงินตายตัวได้ยาก รวมทั้งดีลเป็น 165 ล้านบาท
พูดง่าย ๆ คือผู้ที่เข้ามารับช่วงต่อไม่ต้องเริ่มธุรกิจไอศกรีมจากศูนย์ เพราะมีทั้งสูตร โรงงาน เครื่องจักร แบรนด์ และที่ดินพร้อมใช้งานอยู่แล้ว
ที่น่าสนใจกว่าทรัพย์สินในดีล คือแผนการเติบโตที่เจ้าของเดิมวางไว้ให้ผู้ซื้อ ษิริพงศ์ระบุว่า มีโมเดลขยายร้าน Soft Serve ราว 300 แห่ง ร้าน Hard Ice Cream ราว 100 แห่ง และติดตั้งตู้จำหน่ายไอศกรีมอัตโนมัติอีกราว 5,000 จุด ตั้งเป้ายอดขายรวมสูงถึง 8,790 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขที่สะท้อนว่าเขายังเชื่อมั่นในศักยภาพของแบรนด์ เพียงแต่มองว่าตัวเองไม่มีเวลาพอจะพามันไปถึงจุดนั้นด้วยตัวเอง

ขอละทางโลกมุ่งสู่ทางธรรม
เหตุผลหลักที่ทำให้ษิริพงศ์ตัดสินใจขาย Hawell's จึงไม่ใช่เรื่องธุรกิจไปต่อไม่ได้ แต่เป็นเรื่อง "เวลาในชีวิต" เขาระบุไว้ในโพสต์ประกาศขายว่า ตนวางแผนเรื่องการออกบวชมาแล้วประมาณ 15 ปี และภายในกรอบเวลา 2 ปีนับจากนี้ จะต้องหาสถานที่สร้างป่าสำหรับปฏิบัติธรรม เตรียมตัวออกบวชอย่างเต็มตัว โดยตั้งเป้าหมายไปไกลกว่าการบวชทั่วไป คือมุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุเป็น "พระอรหันต์" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
เขาระบุด้วยว่า เมื่อออกบวชแล้วตั้งใจจะปลีกวิเวกอย่างจริงจัง ไม่ติดต่อ ไม่พบเจอ ไม่พูดคุยกับใคร แม้แต่ภรรยาและลูก ยกเว้นพระพี่เลี้ยงและลูกศิษย์หนึ่งคนที่จะนำอาหารมาถวาย จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
เมื่อมองในมุมนี้ การขาย Hawell's จึงไม่ใช่การ "ทิ้ง" ธุรกิจ แต่เป็นการเลือกจังหวะส่งต่อให้คนอื่นดูแลต่อ ในวันที่เจ้าของเดิมเลือกใช้เวลาที่เหลืออยู่ไปกับเป้าหมายอื่นในชีวิต ดีล 165 ล้านบาทจึงมีความหมายมากกว่าการซื้อขายสินทรัพย์ธรรมดา — สำหรับผู้ซื้อ มันคือโอกาสได้แบรนด์ไอศกรีมไทยที่มีประวัติยาวนานกว่า 25 ปี พร้อมทรัพย์สินและระบบการผลิตครบมือ ส่วนสำหรับษิริพงศ์ มันคือการปิดฉากบทหนึ่งของชีวิตนักธุรกิจ เพื่อเปิดทางไปสู่บทต่อไปของชีวิตที่เขาเลือกเอง
จากเด็กที่เคยหิ้วกระติกขายไอศกรีม สู่แบรนด์ที่เคยมี 22 สาขา ผ่านทั้งช่วงรุ่งเรือง ช่วงตกต่ำ และการกลับมาอีกครั้ง วันนี้ Hawell's ไม่ได้กำลังปิดฉาก แต่กำลังเปลี่ยนมือเจ้าของ ส่วนคนที่จะเข้ามารับไม้ต่อจะพาไอศกรีมแบรนด์ไทยแบรนด์นี้ไปได้ไกลแค่ไหน ยังเป็นคำถามที่ต้องรอคำตอบในบทต่อไป