Strategic Move

เจาะโมเดล “งานวัดไร่ขิง” เทศกาลขายของระดับประเทศ ร้านดังจ่ายค่าบูธ 9 วัน “หลักล้าน” ด้านคนดังรวมตัวเปิด “ซอยดารา” เช่าแค่ 3-4 หมื่นบาท

RAIKING-01.jpg

“งานวัดไร่ขิง” ไม่ได้มีแค่เรื่องทำบุญ แต่ยังเป็นเทศกาลขนาดใหญ่ที่รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธา นักท่องเที่ยว สายกิน และสายช้อปเข้ามาในพื้นที่เดียวกัน จนมีคนเข้าร่วมงานแตะมากกว่า 100,000 คนต่อวัน

ปัจจุบัน วัดไร่ขิงมีงานใหญ่ 2 ครั้งต่อปี ได้แก่

1. งานนมัสการปิดทองหลวงพ่อวัดไร่ขิง หรืองานประจำปีเดือน 5 จัดช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน

2. งานนมัสการบรมธาตุมหาเจดีย์ หรืองานเจดีย์ จัดช่วงออกพรรษา ประมาณเดือนตุลาคม เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน

ทั้ง 2 งานกลายเป็นเทศกาลใหญ่ที่มีร้านค้าจำนวนมากเข้ามาจับจองพื้นที่ ทำให้วัดใช้ระบบประมูลพื้นที่ขายของ โดยเฉพาะทำเลดีที่อยู่บนเส้นทางคนเดินหลัก ผลคือค่าบูธอย่าง บูธของร้านปังเว่อร์ ขนมปังโฮมเมด พุ่งไปถึง 1.8 ล้านบาท สำหรับการขายของเพียง 9 วัน

ทำไมร้านถึงยอมจ่ายหลักล้าน?

เหตุผลสำคัญคือ ร้านค้าไม่ได้มองแค่ “ค่าเช่าพื้นที่” แต่กำลังซื้อโอกาสในการเข้าถึงคนจำนวนมาก

ทำเลที่อยู่บนทางเดินหลักมีโอกาสถูกมองเห็นมากกว่า และเมื่อคนเข้าร่วมงานนับแสนคนต่อวัน ร้านค้าก็มีโอกาสสร้างยอดขายจำนวนมากภายในระยะเวลาเพียง 9 วัน

ที่ผ่านมา มีร้านดังจำนวนไม่น้อยที่ยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อแลกกับทำเล เช่น กาละแมแม่เกด เมื่อปี 2565 เคยประมูลพื้นที่ประมาณ 1.6 ล้านบาท ขณะที่ ต้าห์อู๋ พิทยา ช่วงงานต้นปี 2569 เคยจ่ายค่าพื้นที่ 2 ล็อกรวมประมาณ 1.3 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ทำเลดีในงานที่มีคนจำนวนมาก มีมูลค่าสูงไม่ต่างจากพื้นที่ค้าปลีกในห้าง

แต่การจ่ายหลักล้านก็แลกมาด้วย 'ความเสี่ยงสูง' เช่นกัน เพราะร้านต้องขายให้ได้มากพอที่จะคืนทั้งค่าพื้นที่และต้นทุนสินค้า ค่าแรง ค่าขนส่ง ค่าตกแต่งบูธ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายในเวลาเพียง 9 วัน

ยกตัวอย่าง ถ้าจ่ายค่าเช่า 9 วัน อยู่ที่ 1.8 ล้านบาท เท่ากับมีต้นทุนพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 200,000 บาทต่อวัน หากขายของชิ้นละ 100 บาท หักลบแล้วมีกำไร 40 บาท/ชิ้น เท่ากับต้องขาย 5,000 ชิ้น/วัน หรือ 45,000 ชิ้นตลอด 9 วัน ถึงจะคุ้มทุนเฉพาะค่าเช่า (ยังไม่รวมต้นทุนอื่น ๆ เช่น วัตถุดิบ แรงงาน)

“ซอยดารา” ไม่ต้องซื้อบูธราคาแพง แลกทำเลดี แต่ใช้ Personal Branding ดึงคนมาซื้อถึงที่

ขณะที่ปีนี้เกิดกลยุทธ์ที่น่าสนใจจากกลุ่มดาราและคนดัง ได้แก่ เอม ตามใจตุ๊ด, ต้าห์อู๋ พิทยา และโฟกัส จีระกุล

แทนที่จะไปแข่งขันประมูลทำเลหลักที่มีราคาสูง กลุ่มดาราได้เลือกเช่าพื้นที่ที่คนเดินน้อยกว่า บริเวณใกล้ห้องน้ำ ซึ่งในปีก่อนแทบไม่มีคนสนใจ ราคาจึงถูกกว่ามาก อยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อบูธ และตั้งชื่อเรียกเล่น ๆ ว่า “ซอยดารา” ที่มีคนดังมารวมตัวกัน

กลยุทธ์นี้ต่างจากร้านทั่วไป เพราะไม่ได้หวังพึ่งคนเดินผ่าน แต่ใช้ฐานแฟนของตัวเองดึงคนเข้ามา

พูดให้เข้าง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ร้านต้องเลือกทำเลที่คนเยอะ “ซอยดารา” เลือกทำเลที่ถูกลง แล้วใช้ชื่อของคนดังเป็นตัวดึงคนแทน

หากคนตั้งใจมาเจอเอม ก็มีโอกาสเดินผ่านร้านต้าห์อู๋ โฟกัส หรือร้านอื่น ๆ ในซอยไปด้วย ทำให้พื้นที่ที่เคยเงียบกลายเป็นจุดหมายของคนในงาน

ค่าเช่าหลักแสน-หลักล้าน คุ้มไหม?

คำตอบคือ มีโอกาสคุ้ม แต่ความเสี่ยงสูง เพราะงานมีเพียง 9 วัน ร้านค้าต้องทำยอดขายให้ได้ภายในเวลาจำกัด หากวันไหนฝนตก คนลดลง หรือกำลังซื้อไม่ดี ยอดขายก็อาจหายทันที

โดยเฉพาะร้านที่จ่ายค่าพื้นที่หลักล้าน ต้นทุนจะถูกล็อกไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานแล้ว

ดังนั้นร้านที่ประมูลพื้นที่แพงต้องมั่นใจทั้งเรื่องสินค้า ราคา ฐานลูกค้า และกำลังขายของตัวเอง เพราะต่อให้คนเดินงานถึงหลักแสนต่อวัน ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะซื้อสินค้า

งานวัด กลายเป็นเทศกาลขายของขนาดใหญ่

โมเดลของงานวัดไร่ขิงสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเทศกาลสามารถดึงคนจำนวนมากเข้ามาได้ พื้นที่ขายของก็จะมีมูลค่าตามไปด้วย

ร้านค้าจึงมี 2 ทางเลือก

ทางแรก จ่ายแพงเพื่อซื้อทำเลที่คนเดินเยอะ

ทางที่สอง จ่ายถูกลง แล้วใช้แบรนด์ ชื่อเสียง หรือฐานแฟนของตัวเองดึงคนเข้าร้าน

ทั้งนี้ ไม่ได้มีแค่งานวัดไร่ขิงที่มีโมเดลแบบนี้ งานภูเขาทอง วัดสระเกศ กรุงเทพฯ เป็นงานวัดเก่าแก่ใจกลางกรุงเทพฯ ในช่วงลอยกระทง มีทั้งการสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ตลาดย้อนยุค อาหาร และเครื่องเล่น

งานนมัสการหลวงพ่อโสธร จ.ฉะเชิงเทรา เป็นงานประจำปีขนาดใหญ่ริมแม่น้ำบางปะกง มีร้านค้า ของกินพื้นบ้าน และมหรสพ

งานพระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เป็นงานประจำปีของจังหวัด มีขบวนแห่ทางเรือและตลาดงานวัดริมแม่น้ำ

ทั้งหมดมีจุดร่วมเหมือนกัน คือ ดึงคนเข้าพื้นที่ให้ได้มากที่สุด แล้วเปิดโอกาสให้ร้านค้าเข้ามาใช้ Traffic นั้นสร้างยอดขาย

ปัจจัยข้างต้นนี้ ทำให้ “งานวัด” กลายเป็นมากกว่างานบุญ แต่เป็น ตลาดชั่วคราวขนาดใหญ่ ที่ร้านค้าต้องแข่งขันกันทั้งเรื่องทำเล ราคา และความสามารถในการดึงลูกค้า