Strategic Move

จะอยู่ถึง 90 ไปทำไม ถ้าเงินหมดตั้งแต่ 70! ถอดกลยุทธ์กรุงศรีฯ กับแคมเปญ ‘รวยจีวิตี้’ ชวนคนไทยดูแล ‘สุขภาพเงิน’ ให้ยืนยาวเท่าชีวิต

คนยุคนี้จริงจังกับการมีอายุยืนมากขึ้น ทั้งออกกำลังกาย คุมอาหาร ตรวจสุขภาพ ไปจนถึงติดตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพ เพราะ Longevity ไม่ได้หมายถึงแค่การ “อยู่ให้นาน” แต่หมายถึงการมีชีวิตที่ดีให้นานที่สุด

KRUNGSRI90-01.jpg

เมื่ออายุยืนขึ้น สิ่งที่ต้องเตรียมจึงไม่ได้มีแค่สุขภาพกาย เพราะต่อให้ร่างกายแข็งแรงจนอยู่ถึง 80 หรือ 90 ปี แต่ถ้าเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ มีหนี้ก้อนใหญ่ หรือไม่มีเงินสำรองสำหรับค่ารักษาพยาบาล ชีวิตที่ยืนยาวอาจไม่ได้แปลว่าชีวิตจะดีขึ้นตามไปด้วย

นี่คือโจทย์ที่กำลังทำให้เรื่อง Financial Health กลายเป็นอีกด้านของการดูแลสุขภาพ และเป็นเหตุผลที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลือกหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาสื่อสารผ่านแคมเปญ #รวยจีวิตี้ ภายใต้แนวคิด “GO Sustainable with krungsri”

เพราะกรุงศรีกำลังพยายามเปลี่ยนคำถามจาก “ทำอย่างไรให้รวย” เป็น “ทำอย่างไรให้เรามีความพร้อมทางการเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตที่ต้องการได้ในระยะยาว”

Longevity ที่ไม่มี Financial Health อาจไปไม่ถึงฝั่ง

มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานบริหารแบรนด์และการตลาดองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองว่า หากจะพูดถึงชีวิตที่ยั่งยืน เรื่องการเงินไม่สามารถแยกออกจากคุณภาพชีวิตได้

“ชีวิตยั่งยืนมันเริ่มต้นจากการมีรากฐานทางการเงินที่มั่นคงก่อน เพราะทุกวันนี้เราอยากมีชีวิตที่อยู่ได้นาน อยู่ได้ดีจริง ๆ มีความสุข ทำตามฝัน ทำตามเป้าหมายของเรา”

แนวคิดนี้สะท้อนช่องว่างสำคัญของกระแส Longevity ที่มักให้ความสำคัญกับการทำให้ร่างกายอยู่ได้นานขึ้น แต่คำถามที่ตามมาคือ เมื่อชีวิตยาวขึ้น แล้วเงินจะอยู่กับเรานานพอหรือไม่

หากคนหนึ่งดูแลสุขภาพจนสามารถใช้ชีวิตได้ถึง 90 ปี แต่เตรียมเงินไว้สำหรับช่วงหลังเกษียณเพียงไม่กี่สิบปี ปัญหาที่ตามมาก็ไม่ได้ต่างจากการมีสุขภาพดีแต่ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะรักษาคุณภาพชีวิตนั้นไว้

ดังนั้น Financial Health จึงไม่ใช่เรื่องของการมีเงินมาก แต่เป็นเรื่องของ ความพร้อมทางการเงินให้สอดคล้องกับระยะเวลาของชีวิตที่ยาวขึ้น

GO Sustianable with krungsri 2026_4.jpeg

คนไทย “มีวินัย” แต่ยังไม่พร้อม

โจทย์นี้เห็นได้จากพฤติกรรมทางการเงินของคนไทย

ข้อมูลจาก Saving Behavior Survey: ไขรหัสพฤติกรรมการออมของผู้บริโภคไทย 2568 โดยวิจัยกรุงศรี พบว่า เมื่อมีรายได้เข้ามา 38% เลือกนำเงินไปชำระหนี้ก่อน ขณะที่ 24% นำไปออม และมีเพียง 9% ที่นำไปลงทุน

ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าคนไทยไม่ออม แต่สะท้อนว่า ก่อนจะไปถึงขั้นสร้างความมั่งคั่ง หลายคนยังต้องจัดการ “ฐานการเงิน” ของตัวเองเสียก่อน

ทั้งรายได้ หนี้ ภาระค่าใช้จ่าย และความรู้ในการวางแผนการเงิน ล้วนเป็นตัวแปรที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่สามารถขยับจากการ “อยู่รอดทางการเงิน” ไปสู่การ “สร้างความพร้อมสำหรับอนาคต” ได้

มิ่งขวัญสรุปโจทย์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“บางทีเรามีวินัยทางการเงินแล้ว แต่ยังขาดความพร้อม”

เพราะการออมอย่างสม่ำเสมอไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์เสมอไป

มีเงินออม แต่หนี้ยังสูงก็ได้มีรายได้ดี แต่ไม่มีเงินสำรองก็ได้ลงทุนอยู่ แต่ไม่ได้วางแผนเกษียณก็ได้

ดังนั้น Financial Health จึงต้องมองมากกว่าตัวเลขเงินออม แต่ต้องมองภาพรวมว่า วันนี้เรามีฐานะทางการเงินแบบไหน และพร้อมแค่ไหนสำหรับชีวิตที่อยากมีในอนาคต

GO Sustianable with krungsri 2026_3.jpeg

“รวย” ไม่ใช่มีเงินมากที่สุด แต่ต้องพร้อมที่สุดสำหรับชีวิตตัวเอง

จากโจทย์นี้จึงเกิดเป็นคำว่า “รวยจีวิตี้” การเล่นคำระหว่าง “รวย” กับ “Longevity” ที่กรุงศรีต้องการใช้เปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “ความรวย”

เพราะความรวยในแบบเดิมมักถูกผูกกับจำนวนเงิน รายได้ หรือสินทรัพย์ที่มี แต่ในโลกที่ชีวิตของคนยาวขึ้น นิยามดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ

“ไม่ใช่ว่าต้องรวยเร็วที่สุด รวยให้ได้มากที่สุด แต่รวยยังไงอย่างยั่งยืน”

คนหนึ่งอาจนิยามความสำเร็จทางการเงินว่าคือการมีบ้านอีกคนอาจต้องการเกษียณโดยไม่เป็นภาระลูกบางคนอยากมีเงินพอสำหรับดูแลครอบครัวขณะที่คนรุ่นใหม่บางคนอาจให้ความสำคัญกับการมีเงินไปท่องเที่ยว ทำตามความฝัน หรือมีอิสระในการเลือกชีวิต

จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่บอกได้ว่าใคร “รวยกว่า” หรือใครมีสุขภาพทางการเงินดีกว่า สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เงินที่มีอยู่สามารถรองรับชีวิตที่เจ้าตัวต้องการได้หรือไม่

นี่ทำให้ Financial Health มีความหมายต่างจากการวัดความมั่งคั่งแบบเดิม เพราะไม่ได้ถามเพียงว่า “มีเงินเท่าไร” แต่ถามว่า “เงินที่มีเพียงพอสำหรับเป้าหมายชีวิตของเราหรือยัง”

GO Sustianable with krungsri 2026_1.jpeg

จาก Financial Literacy สู่ Financial Action

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ กรุงศรีไม่ได้วางโจทย์ของแคมเปญไว้แค่การให้ความรู้

เพราะปัญหาของการเงินอาจไม่ได้อยู่ที่คน “ไม่รู้” เสมอไป แต่อยู่ที่ รู้แล้วไม่ได้ลงมือทำ

ทุกคนรู้ว่าต้องออมรู้ว่าต้องบริหารหนี้รู้ว่าต้องมีเงินสำรองรู้ว่าต้องเตรียมเงินเกษียณ

แต่ความรู้ทั้งหมดจะไม่มีความหมาย หากไม่เปลี่ยนเป็นพฤติกรรม

กรุงศรีจึงออกแบบ #รวยจีวิตี้ เป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ เช็ก – ศึกษา – ลงมือทำ – วัดผล

เริ่มจากการเช็กสถานะทางการเงินของตัวเองก่อนว่าอยู่ตรงไหน จากนั้นจึงเลือกศึกษาความรู้ที่เหมาะกับเป้าหมาย ก่อนนำไปลงมือทำ และกลับมาวัดผลอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดนี้ทำให้ Financial Health ถูกวางให้มีลักษณะคล้ายการดูแลสุขภาพ

การตรวจสุขภาพปีละครั้งไม่ได้แปลว่าเราสุขภาพดีไปตลอดชีวิต เช่นเดียวกับการมีเงินออมก้อนหนึ่งไม่ได้แปลว่าเราจะพร้อมสำหรับอนาคตเสมอไป

สถานะทางการเงินเปลี่ยนตามรายได้ หนี้ ค่าใช้จ่าย ครอบครัว และเป้าหมายชีวิต จึงต้องถูกตรวจและปรับอยู่เรื่อย ๆ

GO Sustianable with krungsri 2026_5.jpeg

นี่จึงไม่ใช่แค่แคมเปญการเงิน แต่คือโจทย์ใหม่ของ “ธนาคาร”

หากมองในมุมธุรกิจ สิ่งที่น่าสนใจกว่าแคมเปญ #รวยจีวิตี้ คือการที่ธนาคารกำลังพยายามขยับบทบาทของตัวเอง

เพราะในอดีต การแข่งขันของธนาคารอาจอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ อัตราดอกเบี้ย โปรโมชั่น หรือความสะดวกในการทำธุรกรรม แต่เมื่อบริการทางการเงินจำนวนมากถูกย้ายมาอยู่บนดิจิทัล สิ่งที่ธนาคารต้องสร้างมากกว่าการเป็น “ช่องทางทำธุรกรรม” คือเหตุผลที่ทำให้ลูกค้ายังต้องการธนาคารในชีวิตประจำวัน

Financial Health จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ธนาคารสามารถเข้าไปมีบทบาทได้ลึกกว่าเดิม

ไม่ใช่เพียงช่วยให้ลูกค้าฝากเงินหรือกู้เงิน แต่ช่วยให้ลูกค้า เข้าใจสถานะทางการเงินของตัวเอง ตัดสินใจได้ดีขึ้น และใช้เครื่องมือทางการเงินให้เหมาะกับเป้าหมายชีวิต

กรุงศรีจึงนำทั้งองค์ความรู้และเครื่องมือเข้ามาเชื่อมกับแต่ละขั้นของการดูแล Financial Health ตั้งแต่ Krungsri The COACH และ Plearn เพลิน ไปจนถึงโซลูชันบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคบริหารเงิน ออมเงิน และติดตามเป้าหมายของตัวเอง

โจทย์จึงเปลี่ยนจาก “ธนาคารมีอะไรขาย” ไปสู่ “ธนาคารช่วยให้ลูกค้าจัดการชีวิตทางการเงินได้อย่างไร”

และนี่อาจเป็นการเปลี่ยนบทบาทที่สำคัญของธุรกิจธนาคารในวันที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเริ่มมีความคล้ายกันมากขึ้น

GO Sustianable with krungsri 2026_9.jpeg

เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่คนดูแคมเปญ แต่ต้อง “ลุกขึ้นมาทำ”

สำหรับกรุงศรี ความสำเร็จของ #รวยจีวิตี้ จึงไม่ได้จบที่ยอดการรับรู้หรือจำนวนคนเห็นแคมเปญ

สิ่งที่ต้องการเห็นมากกว่าคือคนที่เห็นแล้วกลับไปเช็กการเงินของตัวเอง เริ่มออม จัดการหนี้ วางแผนลงทุน หรือกลับมาทบทวนเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง

เพราะ Financial Health ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลภายในหนึ่งหรือสองวัน

แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ต้องทำซ้ำจนกลายเป็นนิสัย

มิ่งขวัญจึงอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเห็นแคมเปญ ไม่ใช่เพียง “รู้สึกว่าเรื่องนี้สำคัญ” แต่คือ “ลงมือทำ”

ท้ายที่สุดแล้ว Longevity อาจกำลังเปลี่ยนวิธีที่คนมองชีวิต จากการถามว่า “จะอยู่ได้นานแค่ไหน” ไปสู่คำถามว่า “จะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไรให้ดีที่สุด”

และเมื่อชีวิตยาวขึ้น เงินก็ต้องพร้อมอยู่กับเรานานขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น “ความรวย” ในโลกของ Longevity อาจไม่ใช่การมีเงินมากที่สุด แต่คือการมี Financial Health ที่แข็งแรงพอจะทำให้เรา มีอิสระในการใช้ชีวิต และอยู่กับชีวิตที่เลือกได้ไปจนถึงวันข้างหน้า

เพราะถ้า Longevity คือการเพิ่ม “เวลา” ให้ชีวิตFinancial Health ก็คือการทำให้มั่นใจว่า เรามีทรัพยากรมากพอที่จะใช้เวลานั้นอย่างที่ต้องการ

GO Sustianable with krungsri 2026_8.jpeg

เมื่อ Sustainability ไม่ได้มีแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม

อีกด้านหนึ่ง #รวยจีวิตี้ ยังสะท้อนการตีความ Sustainability ในมุมที่กว้างขึ้น

เพราะเมื่อพูดถึง ESG หรือ Sustainability คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมก่อน แต่สำหรับกรุงศรี เรื่องความยั่งยืนสามารถเริ่มต้นจากระดับบุคคลได้เช่นกัน

ถ้าคนหนึ่งมีเงินสำรองเพียงพอจัดการหนี้ได้วางแผนอนาคตได้และสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้

คนคนนั้นก็มีความเปราะบางทางการเงินน้อยลง

เมื่อคนจำนวนมากมี Financial Health ที่ดีขึ้น ผลที่ตามมาก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับบุคคล แต่เชื่อมโยงไปถึงครอบครัวและสังคมในภาพใหญ่

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “สุขภาพทางการเงิน” จึงสามารถถูกนำมาอยู่ในบทสนทนาเรื่อง Sustainability ได้