ดร.พลภัทร นิติธรรมยง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท เบบี้ สวิมมิ่ง แฟมิลี่ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจสถาบันสอนว่ายน้ำเด็กและทารก เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า แม้อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลง แต่ธุรกิจสอนว่ายน้ำยังมีโอกาสเติบโต เมื่อพ่อแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ “ทักษะชีวิต” ในการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉุกเฉิน จากหลายปีที่ผ่านมาสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทยคือการจมน้ำ
นอกจากเรื่องความปลอดภัยทางน้ำแล้ว ผู้ปกครองยังมองการว่ายน้ำในมิติของสุขภาพ และพัฒนาการทางร่างกาย โดยเฉพาะเด็กที่อาจไม่เหมาะกับกีฬาบางประเภท แต่สามารถใช้การว่ายน้ำเป็นกิจกรรมออกกำลังกายได้ รวมถึงช่วยสร้างระเบียบวินัยและเชื่อมโยงกับพฤติกรรมด้านโภชนาการและสุขภาพ

ทั้งนี้ Baby Swimming เจาะกลุ่มลูกค้า B+ ที่มีกำลังซื้อ ปัจจุบันคอร์สเรียนคิดเป็นรายเทอม (1 เทอม = 12 ครั้ง) ราคาอยู่ประมาณ 8,000 - 11,000 บาท ขึ้นอยู่กับทำเลสาขา เด็กเล็กเรียนครั้งละ 30 นาที ส่วนเด็กโตเรียน 45 นาที
ปัจจุบันเบบี้ สวิมมิ่ง มีอยู่ 18 สาขา (สาขาลงทุนเอง 40% และสาขาแฟรนไชส์ 60%) สอนนักเรียนรวมแล้ว 50,000 คน และในแต่ละเทอมมีผู้ปกครองสมัครเรียนต่อในระดับ 70-80%
"ตลาดเราช่องว่างกว้างมาก เนื่องจาก สามารถรองรับเด็กตั้งแต่อายุ 4 เดือนถึง 15 ปี ทำให้แม้จะดึงตลาดได้เพียง 1% ก็สามารถสร้างดีมานด์ได้สูง และปัจจุบัน Capacity ของแต่ละสาขารองรับไปแล้ว 80% ขณะที่อัตรากำไร (มาร์จิ้น) ของธุรกิจสอนว่ายน้ำสูงถึง 50%"

แผน 5 ปี ลุยสาขาแฟล็กชิป-ขยายกลุ่มนักกีฬา-สูงวัย จ่อบุก ตปท.
เบบี้ สวิมมิ่ง วางแผนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569 - 2573) สร้างการเติบโต และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักทั้งในไทยและต่างประเทศ ผ่านกลยุทธ์ต่าง ๆ ดังนี้
1.ขยายสาขาแฟล็กชิป
เบื้องต้น ปี 2569 เริ่มสร้างสาขาแฟล็กชิป พื้นที่ 2 ไร่ บริเวณ ราชพฤกษ์-สวนผัก งบประมาณลงทุนเฉพาะสระน้ำอยู่ที่ราว 18 ล้านบาท จะแบ่งออกเป็น 2 สระ คือ สระเด็ก และสระขนาด 25 เมตร รองรับการขยายลูกค้าไปสู่กลุ่มนักกีฬา - ผู้สูงวัย ในอนาคต
นอกจากนี้ อยู่ระหว่างดีลที่ดินใจกลาง กทม. เพื่อสร้างสาขาขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีกด้วย และจ่อขยายสาขาแฟรนไชส์ในหัวเมืองใหญ่อีก 2-3 แห่ง เช่น นครปฐม เป็นต้น

2.ขยายตลาดกว้างขึ้น ครอบคลุมปั้นนักกีฬา-สูงวัย
ขณะเดียวกัน "เตรียมขยายตลาดให้กว้างขึ้น" จากสอนเฉพาะเด็ก ขยับไปสู่กลุ่มอายุ 15 ปี จนถึงมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ผ่านการเซ็น MOU กับ SAGINUMA SWIMMING CLUB สถาบันว่ายน้ำชื่อดังของญี่ปุ่น เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ ได้แก่
กลุ่มนักกีฬาว่ายน้ำ
โดยนำหลักสูตรของญี่ปุ่นมาปรับใช้ ครอบคลุมทั้งการฝึกซ้อม การสร้างสถิติ และโภชนาการ รวมถึงระบบสนับสนุนการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ช่วงเริ่มต้นจะรับนักกีฬากลุ่มอายุ 12-15 ปี ก่อนขยายไปถึง 18 ปีในอนาคต โดยวางเป้าหมายให้เด็กเข้าสู่การแข่งขันจริง เริ่มตั้งแต่ระดับสโมสร พร้อมเปิดรับทั้งเด็กที่ต้องการเข้าสู่เส้นทางนักกีฬาและเด็กทั่วไป ซึ่งตั้งเป้าใน 3 ปีต้องเทรนเด็กจนได้รางวัลหรือชนะการแข่งขันบางรายการ

ตลาดผู้สูงวัย หรือ Aging Market
นำโมเดลจากญี่ปุ่นมาพัฒนาหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อ Longevity เน้นการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงและป้องกันโรค พร้อมระบบดูแลความปลอดภัยและคุณภาพน้ำ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในปี 2572
3.ขยายธุรกิจสู่ตลาด CLMV
โดยวางเวียดนามเป็นตลาดเป้าหมาย เนื่องจากมีประชากรประมาณ 90 ล้านคน มีทั้งวัยเด็กและวัยทำงานที่มีกำลังซื้อ
ซึ่งการไปเวียดนามเปิดกว้างการลงทุนหลายโมเดลทั้ง Master Franchise หรือ Joint Venture (JV) รวมไปถึงยังสนใจตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ลาว ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
"เป้าหมายเบบี้สวิมมิ่งอยากทำแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มไปตลาดต่างประเทศในปีที่ 5 ของแผน หรือราวปี 2573 นี้"
