Strategic Move

‘บู๊ทส์’ ในไทยยืนยันลุยธุรกิจต่อ หลังบริษัทแม่มีการเปลี่ยนมือ เร่งปั้น ‘เฮ้าส์แบรนด์’ ชิงตลาด 2.7 แสนล้าน

หลังจากเป็นข่าวใหญ่ของวงการค้าปลีกระดับโลก เมื่อ Wittington Investments, Limited บริษัทโฮลดิ้งของตระกูลเวสตัน (Weston) ฝั่งแคนาดา ได้เข้าซื้อกิจการเครือร้านขายยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพชั้นนำอย่าง ‘บู๊ทส์’ (Boots) จาก Sycamore Partners และตระกูล Pessina คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 3 แสนล้านบาท

BOOTSHOUSE-01.jpg

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ ครอบคลุมอาณาจักรค้าปลีกทั้งหมดของบู๊ทส์ทั้งสาขาในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์กว่า 1,800 แห่ง, ธุรกิจร้านแว่นตา Boots Opticians, แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามชื่อดัง No7 Beauty Company ตลอดจนธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเครือข่ายร้านบู๊ทส์ในประเทศไทยที่มีอยู่ราว 250 สาขา  

ล่าสุด ‘ธิตินัทน์ สาระเขตต์’ ผู้อำนวยการฝ่ายแบรนด์ผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัท บู๊ทส์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้การเข้าซื้อกิจการยังอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ และจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อมีความชัดเจนในอนาคต

อย่างไรก็ตามยืนยันว่า บู๊ทส์ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าในไทยตามปกติ โดยมุ่งมั่นมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าต่อไป ภายใต้จุดยืน Health and Beauty Destination

นอกจากนี้ การพัฒนา ‘เฮ้าส์แบรนด์’ หรือสินค้าแบรนด์ของตัวเอง นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความแตกต่างและขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดสุขภาพและความงามในประเทศไทย

ปัจจุบันเฮ้าส์แบรนด์ของบู๊ทส์มีพอร์ตสินค้าครอบคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย

1.สินค้านำเข้าจากสหราชอาณาจักร ได้แก่ แบรนด์ ‘No7’ สกินแคร์พรีเมียม ซึ่งเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในพอร์ตเฮ้าส์แบรนด์ และ ‘Soap & Glory’ แบรนด์ดูแลผิวพรรณและผิวกายสไตล์ UK Heritage

2.สินค้าที่วิจัยพัฒนาขึ้นในประเทศไทย เช่น Boots Vitamin C ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสยอดนิยมที่คู่อยู่กับคนไทยมายาวนาน

No7 PRIME FOREVER .JPG

ผู้บริโภคเปิดใจยอมรับมากขึ้น

ในอดีตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์อาจเคยถูกมองว่า เป็นเพียงสินค้า Me too ที่มีจุดขาย คือ ราคาถูก ทำให้ผู้บริโภคอาจไม่มั่นใจในคุณภาพ

ภาพจำดังกล่าวธิตินัทน์บอกว่า ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยทางบู๊ทส์ได้พลิกภาพจำนั้นอย่างสิ้นเชิง ยกอย่าง แบรนด์ No7 ที่ได้ยกระดับสู่การเป็นสกินแคร์มาตรฐาน Science-Backed ที่เน้นผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์

จุดแข็งสำคัญของ No7 คือ การมีทีมวิจัยและพัฒนา พร้อมด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำการอยู่ที่สหราชอาณาจักร ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังกับสถาบันวิจัยระดับโลก เช่น University of Manchester ในการคิดค้นและพัฒนาสูตร

โดยผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์และวัดผลได้จริง และวางระดับราคาไว้เป็น Accessible Premium สกินแคร์คุณภาพสูงเทียบเท่าเคาน์เตอร์แบรนด์ในราคาที่จับต้องได้

กลยุทธ์ทั้งหมดไม่เพียงแต่ช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์เท่านั้น แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นจนเกิดเป็นแรงดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

ปรับกลยุทธ์รุก New Segment

สำหรับเทรนด์ที่น่าสนใจในตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ก็คือ ผู้บริโภคหันมาใส่ใจการสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงและการชะลอวัยเชิงรุก มากกว่าแค่เรื่องผิวขาวกระจ่างใส

นั่นทำให้บู๊ทส์ได้ขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่ม New Segment ซึ่ง ‘รัตติกาล เงาเงิน’ ผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์และการตลาดระดับภูมิภาค แบรนด์ No7 เล่าว่า เดิมทีกลุ่มผลิตภัณฑ์ชะลอวัย (Anti-Aging) ของ No7 จะโฟกัสกลุ่มวัย 35–40 ปีขึ้นไป

แต่ตอนนี้ได้ขยายมาในกลุ่มผู้บริโภคที่เริ่มดูแลผิวตั้งแต่อายุ 25 ปี ด้วยการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ No7 PRIME FOREVER ออกแบบมาสำหรับการดูแลผิวเชิงรุก ควบคู่กับการปกป้องผิวจากแสงแดดในชีวิตประจำวัน ครอบคลุม 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ Transformative Gel-Oil-Milk Cleanser, Preservation Serum, Weightless Moisturizer และ SPF50 Primer

นอกจากนี้ ยังเจาะกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่นด้วยไลน์ Good Intense ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผิวฉ่ำวาวสไตล์เกาหลี พร้อมปรับดีไซน์บรรจุภัณฑ์ให้มีความสดใส น่ารัก เพื่อมัดใจคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

Soap _ Glory Fragrance Body Mist .JPG

สาขาไม่เน้นจำนวนแต่เน้นคุณภาพ

สำหรับสาขาของบู๊ทส์ในไทยปัจจุบันมีประมาณ 250 แห่ง ซึ่งกลยุทธ์ขยายสาขา จะไม่เน้นเพิ่มจำนวน แต่ให้ความสำคัญกับ Selective Store เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ยอดขาย และ Productivity ของแต่ละสาขาเป็นสำคัญ

พร้อมกับรักษาจุดยืนที่เป็นจุดแข็งมาอย่างยาวนาน นั่นคือ การเป็น Health & Beauty Destination ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าไว้อย่างเหนียวแน่น 

ขณะที่ ‘สงครามราคา’ ทางผู้บริหารบู๊ทส์ ประเทศไทย ยืนยันว่า ไม่ลงไปแข่ง

แต่ก็มีทำโปรโมชันเป็นระยะๆ  เช่น โปรโมชัน 1 แถม 1 ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าคละรายการสินค้าข้ามหมวดหมู่ได้มากกว่า 1,000 รายการ โดยไม่ต้องซื้อสินค้าชนิดเดียวกัน รวมถึงการดูแลฐานสมาชิกหลายล้านคนผ่านระบบ CRM และแอปพลิเคชัน Boots Rewards Club

นอกจากนี้ ยังปรับตัวเข้ากับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ที่ลูกค้าต้องการ เช่น ให้บริการและคำปรึกษาในเรื่องปักปากกา หรือ ปากกาลดน้ำหนัก เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาใส่ใจเรื่องการดูแลน้ำหนักและสุขภาพตัวมากขึ้น ฯลฯ

ทั้งนี้ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า ตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในไทยมีมูลค่ากว่า 270,000 ล้านบาท เติบโต 6% ขณะที่ตลาดสกินแคร์มีมูลค่า 106,000 ล้านบาท เติบโต 7%