การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ ครอบคลุมอาณาจักรค้าปลีกทั้งหมดของบู๊ทส์ทั้งสาขาในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์กว่า 1,800 แห่ง, ธุรกิจร้านแว่นตา Boots Opticians, แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามชื่อดัง No7 Beauty Company ตลอดจนธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเครือข่ายร้านบู๊ทส์ในประเทศไทยที่มีอยู่ราว 250 สาขา
ล่าสุด ‘ธิตินัทน์ สาระเขตต์’ ผู้อำนวยการฝ่ายแบรนด์ผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัท บู๊ทส์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้การเข้าซื้อกิจการยังอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ และจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อมีความชัดเจนในอนาคต
อย่างไรก็ตามยืนยันว่า บู๊ทส์ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าในไทยตามปกติ โดยมุ่งมั่นมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าต่อไป ภายใต้จุดยืน Health and Beauty Destination
นอกจากนี้ การพัฒนา ‘เฮ้าส์แบรนด์’ หรือสินค้าแบรนด์ของตัวเอง นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความแตกต่างและขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดสุขภาพและความงามในประเทศไทย
ปัจจุบันเฮ้าส์แบรนด์ของบู๊ทส์มีพอร์ตสินค้าครอบคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย
1.สินค้านำเข้าจากสหราชอาณาจักร ได้แก่ แบรนด์ ‘No7’ สกินแคร์พรีเมียม ซึ่งเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในพอร์ตเฮ้าส์แบรนด์ และ ‘Soap & Glory’ แบรนด์ดูแลผิวพรรณและผิวกายสไตล์ UK Heritage
2.สินค้าที่วิจัยพัฒนาขึ้นในประเทศไทย เช่น Boots Vitamin C ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสยอดนิยมที่คู่อยู่กับคนไทยมายาวนาน

ผู้บริโภคเปิดใจยอมรับมากขึ้น
ในอดีตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์อาจเคยถูกมองว่า เป็นเพียงสินค้า Me too ที่มีจุดขาย คือ ราคาถูก ทำให้ผู้บริโภคอาจไม่มั่นใจในคุณภาพ
ภาพจำดังกล่าวธิตินัทน์บอกว่า ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยทางบู๊ทส์ได้พลิกภาพจำนั้นอย่างสิ้นเชิง ยกอย่าง แบรนด์ No7 ที่ได้ยกระดับสู่การเป็นสกินแคร์มาตรฐาน Science-Backed ที่เน้นผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์
จุดแข็งสำคัญของ No7 คือ การมีทีมวิจัยและพัฒนา พร้อมด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำการอยู่ที่สหราชอาณาจักร ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังกับสถาบันวิจัยระดับโลก เช่น University of Manchester ในการคิดค้นและพัฒนาสูตร
โดยผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์และวัดผลได้จริง และวางระดับราคาไว้เป็น Accessible Premium สกินแคร์คุณภาพสูงเทียบเท่าเคาน์เตอร์แบรนด์ในราคาที่จับต้องได้
กลยุทธ์ทั้งหมดไม่เพียงแต่ช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์เท่านั้น แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นจนเกิดเป็นแรงดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ปรับกลยุทธ์รุก New Segment
สำหรับเทรนด์ที่น่าสนใจในตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ก็คือ ผู้บริโภคหันมาใส่ใจการสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงและการชะลอวัยเชิงรุก มากกว่าแค่เรื่องผิวขาวกระจ่างใส
นั่นทำให้บู๊ทส์ได้ขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่ม New Segment ซึ่ง ‘รัตติกาล เงาเงิน’ ผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์และการตลาดระดับภูมิภาค แบรนด์ No7 เล่าว่า เดิมทีกลุ่มผลิตภัณฑ์ชะลอวัย (Anti-Aging) ของ No7 จะโฟกัสกลุ่มวัย 35–40 ปีขึ้นไป
แต่ตอนนี้ได้ขยายมาในกลุ่มผู้บริโภคที่เริ่มดูแลผิวตั้งแต่อายุ 25 ปี ด้วยการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ No7 PRIME FOREVER ออกแบบมาสำหรับการดูแลผิวเชิงรุก ควบคู่กับการปกป้องผิวจากแสงแดดในชีวิตประจำวัน ครอบคลุม 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ Transformative Gel-Oil-Milk Cleanser, Preservation Serum, Weightless Moisturizer และ SPF50 Primer
นอกจากนี้ ยังเจาะกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่นด้วยไลน์ Good Intense ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผิวฉ่ำวาวสไตล์เกาหลี พร้อมปรับดีไซน์บรรจุภัณฑ์ให้มีความสดใส น่ารัก เพื่อมัดใจคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

สาขาไม่เน้นจำนวนแต่เน้นคุณภาพ
สำหรับสาขาของบู๊ทส์ในไทยปัจจุบันมีประมาณ 250 แห่ง ซึ่งกลยุทธ์ขยายสาขา จะไม่เน้นเพิ่มจำนวน แต่ให้ความสำคัญกับ Selective Store เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ยอดขาย และ Productivity ของแต่ละสาขาเป็นสำคัญ
พร้อมกับรักษาจุดยืนที่เป็นจุดแข็งมาอย่างยาวนาน นั่นคือ การเป็น Health & Beauty Destination ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าไว้อย่างเหนียวแน่น
ขณะที่ ‘สงครามราคา’ ทางผู้บริหารบู๊ทส์ ประเทศไทย ยืนยันว่า ไม่ลงไปแข่ง
แต่ก็มีทำโปรโมชันเป็นระยะๆ เช่น โปรโมชัน 1 แถม 1 ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าคละรายการสินค้าข้ามหมวดหมู่ได้มากกว่า 1,000 รายการ โดยไม่ต้องซื้อสินค้าชนิดเดียวกัน รวมถึงการดูแลฐานสมาชิกหลายล้านคนผ่านระบบ CRM และแอปพลิเคชัน Boots Rewards Club
นอกจากนี้ ยังปรับตัวเข้ากับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ที่ลูกค้าต้องการ เช่น ให้บริการและคำปรึกษาในเรื่องปักปากกา หรือ ปากกาลดน้ำหนัก เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาใส่ใจเรื่องการดูแลน้ำหนักและสุขภาพตัวมากขึ้น ฯลฯ
ทั้งนี้ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า ตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในไทยมีมูลค่ากว่า 270,000 ล้านบาท เติบโต 6% ขณะที่ตลาดสกินแคร์มีมูลค่า 106,000 ล้านบาท เติบโต 7%