วัยรุ่น – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 04 Mar 2024 03:20:31 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 คุยกับผู้บริหาร ‘กรุงเทพประกันชีวิต’ ในวันที่เน้นเจาะลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น ใช้ KOL ในการทำการตลาด เพื่อเป็น Top Of Mind อีกครั้ง https://positioningmag.com/1464839 Sun, 03 Mar 2024 15:07:33 +0000 https://positioningmag.com/?p=1464839 คุยกับผู้บริหารหญิงของ ‘กรุงเทพประกันชีวิต’ โดยเธอจะมาเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์ประกันชีวิต ที่ในอดีตนั้นผู้คนจะจดจำว่าเป็นแบรนด์ ‘ผู้ใหญ่’ แต่ล่าสุดประกันชีวิตรายนี้ได้หันมาเน้นลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น และตั้งเป้าที่จะเป็น Top of Mind อีกครั้ง

สำหรับแบรนด์ ‘กรุงเทพประกันชีวิต’ หลายคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไปอาจได้ยินชื่อเสียงของบริษัทประกันชีวิตรายนี้มาบ้าง ซึ่งแบรนด์ดังกล่าวก่อตั้งในปี 1951 (หรือ พ.ศ. 2494) ซึ่งปัจจุบันวัยรุ่นหลายคนอาจไม่รู้จักแบรนด์นี้แล้ว หรืออาจลืมไปแล้วบ้าง

Positioning ได้พูดคุยกับ อรนาฎ นชะพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้า บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จะมาเปิดเผยกลยุทธ์ของกรุงเทพประกันชีวิตหลังจากนี้ว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนของแบรนด์ที่หันมาเจาะกลุ่มวัยรุ่น และกลยุทธ์การตลาดในการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ซึ่งบริษัทตั้งเป้าที่จะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ลูกค้านึกถึง

จุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท

อรนาฎ ได้เล่าถึงการที่ต้องเจาะกลุ่มวัยรุ่น เนื่องจากการทำสำรวจของบริษัทพบว่าในมุมมองของคนทั่วไปนั้นแบรนด์ กรุงเทพประกันชีวิต มีความมั่นคง แต่อาจมีเรื่องความเข้าถึงยาก ทำให้มีช่องว่างในการเข้าถึงยาก และแบรนด์นั้นยังดูไม่กันเองมากพอ

เธอยังได้เล่าว่าเมื่ออดีต บริษัทได้ทำเรื่องแบรนด์ดิ้ง แต่เวลาผ่านไปอาจทำให้คนลืมแบรนด์ กรุงเทพประกันชีวิต หรือแม้แต่ลูกค้าที่เข้าธนาคารกรุงเทพเอง ได้เห็นแบรนด์บ้าง แต่ก็ไม่ได้นึกถึงแบรนด์มากนัก และการปรับตัวครั้งนี้เพื่อที่จะปิดช่องว่างที่ลูกค้ามองว่าแบรนด์เข้าถึงยากด้วย

นอกจากนี้ยังรวมถึงเสียงตอบรับจากช่องทางตัวแทนขาย ที่หาทีมงานเพิ่มเติม นั้นต้องการวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น เลยทำให้บริษัทเลยตัดสินใจที่จะปรับตัวเอง

Refresh แบรนด์ด้วย นาย ณภัทร

ผู้บริหารหญิงของกรุงเทพประกันชีวิต ได้เล่าว่าก่อนหน้าที่กรุงเทพประกันชีวิตได้เลือก ‘นาย’ ณภัทร เสียงสมบุญ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ในช่วงปี 2019 ซึ่งทำให้มุมมองของลูกค้ากับแบรนด์นั้นดีขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ยังทำให้แบรนด์กรุงเทพประกันชีวิตนั้นดูเด็กลงด้วย

เธอยังกล่าวว่าการเลือก ‘นาย’ ยังส่งผลทำให้แบรนด์เข้าถึงมากขึ้น และยังทำให้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพประกันชีวิตเจาะตลาดวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้นด้วย

ไม่เพียงเท่านี้การเลือกนาย ณภัทร เองยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กลุ่มธนาคารกรุงเทพได้เลือกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์อีกด้วย

ทำไมถึงต้องเจาะกลุ่มวัยรุ่น

ผู้อำนวยการอาวุโสฯ ของ กรุงเทพประกันชีวิต ยังได้เล่าว่า การที่เจาะกลุ่มวัยรุ่นเนื่องจากมีมูลค่า (Lifetime value) ที่ยาวกว่า เมื่อเทียบกับวัยกลางคน นอกจากนี้หลังจากการเป็นวัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงชีวิต เช่น การมีครอบครัว หรือแม้แต่การงานที่ดีขึ้น ย่อมทำให้ต้องการผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์

ขณะเดียวกันการแพร่ระบาดของโควิดเองนั้นยังทำให้มุมมองทัศนคติของวัยรุ่นเปลี่ยนไปว่าประกันสุขภาพสำคัญกับชีวิตของเขามาก ขณะเดียวกันวัยรุ่นอายุ 25 ปีขึ้นมานั้นต้องการประกันบ้างแล้ว ซึ่งบริษัทมองว่าถ้าหากเจาะตลาดด้วยการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ก่อน ก็สามารถที่จะอยู่ในใจลูกค้าด้วย

และยังมีเรื่องของการลดหย่อนภาษี เนื่องจากการซื้อประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงด้วย

นาย ณภัทร แบรนด์แอมบาสเดอร์ของกรุงเทพประกันชีวิต / ภาพจากบริษัท

มองแบรนด์แข็งแกร่ง เจาะลูกค้าวัยรุ่นได้

อรนาฎ ยังกล่าวถึงการซื้อประกันชีวิต หรือแม้แต่ประกันสุขภาพ ปัจจัยที่ทำให้คนเลือกแบรนด์นั้นๆ คือความน่าเชื่อถือคือสิ่งสำคัญ แล้วก็สิ่งที่ได้มาคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปไหม นอกจากนี้ยังรวมถึงบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเคลมประกันนั้นทำได้สะดวก ง่าย หรือไม่

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญก็คือช่องทางตัวแทนขาย ถ้าหากหาคนไว้ใจได้แล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยน เนื่องจากการหาตัวแทนขายคนใหม่นั้นถือว่าเป็นความเสี่ยงไม่น้อยว่าจะไว้ใจได้หรือไม่

เธอยังกล่าวว่า แม้วัยรุ่นเองจะสามารถเปลี่ยนไปใช้แบรนด์สินค้าอื่นๆ ได้ง่าย แต่สำหรับประกันถ้าหากซื้อกรมธรรม์แล้วการเปลี่ยนประกันนั้นมีความยุ่งยาก โดยเฉพาะเรื่องของคำถามสุขภาพ เบี้ยประกัน ฯลฯ ทำให้ถ้าหากแบรนด์สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้แล้ว ยากที่จะมีการเปลี่ยน

การตลาดนำโดย KOL เน้นเรื่องจริง

ผู้อำนวยการอาวุโสฯ ของ กรุงเทพประกันชีวิต ยังกล่าวว่า การทำการตลาดในการที่จะเจาะกลุ่มวัยรุ่นก็คือจะต้องเน้นที่เรื่องเกิดขึ้นจริง เนื่องจากวิธีการเข้าถึงหรือเสพสื่อของแต่ละวัยนั้นแตกต่างกัน อย่างวัยรุ่นเองส่วนใหญ่นั้นจะเป็นช่องทางออนไลน์

ทางบริษัทจะใช้ Key Opinion Leader หรือ KOL มาบอกเล่าถึงแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งทำให้แบรนด์สามารถเจาะเข้าถึงวัยรุ่นได้มากขึ้น

กรุงเทพประกันชีวิตยังมีการใช้ลูกค้าของบริษัทมาเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจ และสร้างความผูกพันธ์กับแบรนด์มากขึ้น และทำให้เกิด Impact แบบ Organic โดยเธอได้กล่าวว่าแคมเปญนี้น่าจะเปิดตัวได้ในช่วงเดือนมิถุนายน

เธอยังกล่าวว่าปัจจุบันวัยรุ่นเองได้ทำการบ้านในการหากรมธรรม์ที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งทำให้มีข้อเปรียบเทียบได้หลายอย่าง ซึ่งบริษัทเองก็ได้ออกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับวัยรุ่นออกมาเพิ่มด้วย

ขณะที่ช่องทางผ่านตัวแทนจำหน่ายที่เป็นวัยรุ่นจะเน้นไปยังเรื่องจริง และใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประกันชีวิตที่ดีควรจะเลือกคุณสมบัติอะไรบ้าง ฯลฯ ซึ่งแตกต่างกับการขายให้กับลูกค้าวัยอื่นๆ เนื่องจากการพูดคุยนั้นในวัยเดียวกันย่อมที่จะเข้าใจกันมากกว่า

นอกจากนี้ยังรวมถึงการนำ CRM เข้ามาดูแลลูกค้า รวมถึงทำสิทธิประโยชน์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม

ตั้งเป้าเป็น Top Of Mind 1 ใน 5

ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้ากรุงเทพประกันชีวิต มากถึง 51% นั้นมีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 45 ปี ขณะที่วัยรุ่นต่ำกว่า 25 ปีลงมานั้นอยู่ที่ 19.5% เท่านั้น ทำให้หลังจากบริษัทปรับกลยุทธ์นั้นคาดหวังว่าลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นมาเป็น 25% ให้ได้

โดยผู้อำนวยการอาวุโสฯ ของ กรุงเทพประกันชีวิต ตั้งเป้าว่ากรุงเทพประกันชีวิตจะเป็น 1 ใน 5 ของแบรนด์ประกันฯ ที่ลูกค้าจดจำได้ภายใน 5 ปีหลังจากนี้

]]>
1464839
นักวิจัยเผย ‘โซเชียลมีเดีย’ ทำเงินเฉพาะแค่ ‘เยาวชน’ รวมกันกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ https://positioningmag.com/1457421 Thu, 28 Dec 2023 05:06:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1457421 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ถูกตั้งคำถามว่าส่งผลเสียต่อเยาวชนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ Harvard TH Chan School of Public Health พบว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งหลาย สามารถสร้างรายได้จากการโฆษณาในสหรัฐฯ รวมกันมากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์จากเยาวชน

เพื่อหาตัวเลขรายได้ นักวิจัยได้เก็บข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาที่ อายุต่ำกว่า 18 ปี บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, TikTok, X และ YouTube ในปี 2022 เพื่อประเมินรายได้โฆษณาในสหรัฐฯ ของแต่ละแพลตฟอร์ม และเวลาที่เด็ก ๆ ใช้ต่อวันในแต่ละแพลตฟอร์ม หลังจากนั้น นักวิจัยได้สร้างแบบจำลองเพื่อประเมินรายได้โฆษณาที่แพลตฟอร์มได้รับจากเยาวชนในสหรัฐอเมริกา

จากการศึกษาพบว่า รายได้จากโฆษณาสูงสุดจากผู้ใช้ อายุ 12 ปีหรือต่ำกว่า แพลตฟอร์ม YouTube ทำเงินสูงสุด (959.1 ล้านดอลลาร์) ตามมาด้วย Instagram (801.1 ล้านดอลลาร์) และ Facebook (137.2 ล้านดอลลาร์)

ในส่วนของรายได้โฆษณาจากผู้ใช้ อายุ 13-17 ปี แพลตฟอร์ม Instagram ทำรายได้สูงสุดที่ (4 พันล้านดอลลาร์) ตามมาด้วย TikTok (2 พันล้านดอลลาร์) และ YouTube (1.2 พันล้านดอลลาร์)

นอกจากนี้ นักวิจัยยังคาดการณ์ว่า Snapchat ได้รับส่วนแบ่งสูงสุดของรายได้จากโฆษณาโดยรวมในปี 2022 จากผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี (41%) ตามมาด้วย TikTok (35%), YouTube (27%) และ Instagram (16%)

“การค้นพบนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการควบคุมโซเชียลมีเดียของรัฐบาล เนื่องจากเด็ก ๆ ยังไม่สามารถควบคุมตัวเองในการใช้แพลตฟอร์มได้ ดังนั้น แพลตฟอร์มควรจะมีความโปร่งใสที่มากขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาอันตรายต่อสุขภาพจิตของเยาวชน และลดแนวทางการโฆษณาที่อาจเป็นอันตรายซึ่งกำหนดเป้าหมายไปที่เด็กและวัยรุ่น” นักวิจัยกล่าว

people using smart phone ,Social, media, Marketing concept

ทั้งนี้ นักวิจัยและผู้ร่างกฎหมายได้มุ่งความสนใจไปที่ผลกระทบด้านลบที่เกิดจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมานานแล้ว ซึ่งอัลกอริทึมที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลสามารถผลักดันให้ เด็ก ๆ ใช้งานมากเกินไป โดยที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติในรัฐ เช่น นิวยอร์กและยูทาห์ แนะนำหรือผ่านกฎหมายที่จะควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียในหมู่เด็ก โดยอ้างถึงอันตรายต่อสุขภาพจิตของเยาวชนและข้อกังวลอื่น ๆ

ปัจจุบัน Meta ซึ่งเป็นเจ้าของ Instagram และ Facebook กำลังถูกฟ้องโดยรัฐหลายสิบแห่งในข้อหามีส่วนทำให้เกิดวิกฤตสุขภาพจิต และจากผลวิจัยพบว่า เด็กและวัยรุ่นวัยเรียนอาจจำโฆษณาได้ และมักจะไม่สามารถต้านทานโฆษณาได้เมื่อโฆษณานั้นฝังอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เชื่อถือได้ และได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพลคนดัง

“แม้ว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจอ้างว่าพวกเขาสามารถควบคุมแพลตฟอร์มเพื่อลดอันตรายต่อเยาวชนได้ แต่การศึกษาของเราชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มโซเชียลฯ ยังมีแรงจูงใจทางการเงินอย่างล้นหลามเพื่อชะลอการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อปกป้องเด็ก ๆ ต่อไป” Bryn Austin ศาสตราจารย์ภาควิชาสังคมและพฤติกรรมศาสตร์ที่ Harvard กล่าว

ทั้งนี้ ตัวแพลตฟอร์มเองไม่ได้เปิดเผยว่าพวกเขาทำรายได้จากเยาวชนมากน้อยแค่ไหน

]]>
1457421
คุยกับผู้ก่อตั้ง “เทรเชอริสต์” มองหลากมุมกับพฤติกรรมการลงทุนของวัยรุ่นไทย https://positioningmag.com/1455063 Sun, 10 Dec 2023 12:22:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1455063 Positioning คุยกับ Group CEO และผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เทรเชอริสต์ นอกจากนี้เขาเองยังเป็นผู้ก่อตั้งเพจและเว็บไซต์ Thailand Investment Forum ในหลากเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นมุมมองการลงทุนของวัยรุ่น การลงทุนในชีวิต มุมมองการลงทุนในระยะยาว หรือแม้แต่การหาความสุขในชีวิต

วัยรุ่นไทยนั้นในปัจจุบันถือว่ามีความลำบากในการใช้ชีวิตไม่น้อย หลายครั้งถ้าหากมีการพูดคุยเรื่องการลงทุน หรือแม้แต่เรื่องของการออมเงิน อาจสร้างความไม่พอใจให้กับวัยรุ่นเช่นกัน ซ้ำร้ายกว่านั้นคือเกิดมหกรรมทัวร์ลงเสียด้วยซ้ำโดยเฉพาะผ่านช่องทางเครือข่ายสังคม

และเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยเช่นเดียวกัน เพราะวัยรุ่นหลายคนเองก็พูดถึงปัญหาของการเก็บเงินออมไว้เช่นกัน

เรื่องที่เกิดขึ้นรวมถึงพฤติกรรมการลงทุนของวัยรุ่นไทยในยุคปัจจุบันเราจะทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร

Positioning พาไปคุยกับ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ Group CEO และผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เทรเชอริสต์ นอกจากนี้เขาเองยังเป็นผู้ก่อตั้งเพจและเว็บไซต์ Thailand Investment Forum

เรื่องของการปรับค่าแรง เพื่อวัยรุ่นได้เหลือเงินเก็บ

ศกุนพัฒน์ มองว่าควรปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากทุกวันนี้ค่าแรงไม่ได้ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างที่ควร ถ้าเราเปรียบเทียบกับต่างประเทศไม่มีสถิติที่ชัดเจนว่า ประเทศไหนที่ค่าแรงสูง แล้วเศรษฐกิจจะมีปัญหา แต่มันจะทำให้เกิดการหมุนเวียน ประชาชนมีกำลังซื้อ มีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น ถึงแม้ว่าตอนแรกเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ในท้ายที่สุดนั้นเงินเฟ้อก็จะปรับตัวกลับไปสู่ตัวเลขตามปกติ

เขามองว่าประเด็นเรื่องค่าแรงในไทยดังกล่าวไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงในสังคมเท่าไหร่ มองว่าเรื่องของการเพิ่มรายได้ยังสร้าง Peace of mind ให้กับประชาชนด้วย ขณะที่เรื่องของทัวร์ลงของวัยรุ่นมองว่าปัญหาสำคัญคือเรื่องค่าแรงที่ได้กล่าวไปในข้างต้น

นอกจากนี้เขายังได้ให้มุมมองว่ารัฐฯ ควรที่จะเข้ามาช่วยในส่วนนี้ เพื่อคนใช้แรงงานหรือ First Jobber ฯลฯ จะได้มีมาตรฐานในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น และยังเพิ่มสวัสดิภาพของประชาชน

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ – Group CEO และผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เทรเชอริสต์

ทำไมวัยรุ่นถึงลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมวัยรุ่นหลายคนถึงชื่นชอบหรือแม้แต่มองสินทรัพย์ดิจิทัลในแง่บวกอย่างมาก ศกุนพัฒน์ ได้กล่าวว่า เราต้องมองว่าทำไมวัยรุ่นถึงทำอย่างงั้น จะเห็นได้จากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล แม้ว่าคนที่อายุเยอะกว่าเห็นแล้วยังตื่นเต้นกับราคาที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่ผ่านมาเขามองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ราคาเพิ่มขึ้นมาในช่วงหลายปีสามารถที่จะเปลี่ยนชีวิตคนได้ และถ้าหากมองกลับไปว่าวัยรุ่นเองนั้นมีเงินตั้งต้นที่น้อยกว่า ก็ต้องพึ่งพาการเติบโตของผลตอบแทนที่สูง ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลตอบโจทย์ดังกล่าว

เขายังยกตัวอย่างเช่น วัยรุ่นถ้าต้องการเก็บเงิน 10,000 บาทอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี แต่ถ้าหากลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลในจังหวะที่ราคาเพิ่มขึ้นร้อนแรง ก็อาจใช้เวลาน้อยกว่านั้นมาก และตัวของวัยรุ่นเองก็หมดหวังในหลายเรื่องรวมถึงเรื่องการลงทุนในรูปแบบทั่วไปด้วย กว่าที่จะลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้นั้นโอกาสมีน้อยมาก

ช่วงเวลาดังกล่าวสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเปรียบเหมือแสงสว่างปลายอุโมงค์ ทำให้วัยรุ่นหลายคนตัดสินใจลงทุน ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องใหม่ของทุกคน จึงไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เช่น ราคาที่ขึ้นมาจากหลักหมื่นบาทเป็นหลักล้านบาท ฉะนั้นแล้วการมองการลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวของวัยรุ่นว่าเป็นเรื่องลบก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมเท่านัก

ศกุนพัฒน์ให้มุมมองว่า สินทรัพย์ดิจิทัลที่ราคาเพิ่มขึ้นมาในช่วงหลายปีสามารถที่จะเปลี่ยนชีวิตคนได้ จากผลตอบแทนที่สูง – ภาพจาก Shutterstock

วัยรุ่นและการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ

ผู้ก่อตั้งของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ เทรเชอริสต์ รายนี้เคยเขียนไว้ใน Facebook ส่วนตัวว่า เขาทำงานในสถาบันการเงิน การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจมหภาค บางช่วงก็ยาก โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ถือว่ายากขึ้น หากสินทรัพย์เวลาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในบางช่วง ทุกอย่างถือว่าเป็นเรื่องง่ายหมด แต่ถ้าหากราคาสินทรัพย์ไม่ไปไหน แกว่งตัวไปมา คนในวงการเองก็ยังมองยาก

เมื่อประกอบกับเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลในระดับที่ต่างกันระหว่างบุคคลทั่วไป กับนักลงทุนสถาบัน ที่นักลงทุนสถาบันและมืออาชีพ เข้าถึงได้ง่ายกว่า ยังรวมถึงเงินลงทุนที่มากกว่า ทำให้การจับจังหวะเพื่อทำกำไร หรือความสามารถในการวิเคราะห์ทำได้ต่างกัน แม้คนในแวดวงการลงทุนเองยังต้องใช้ความเข้าใจ แล้วคนนอกอย่างวัยรุ่น ที่จะต้องมารับมือกับสภาวะตลาดแบบนี้ถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก

จากหลายๆสาเหตุประกอบกัน ส่งผลต่อมุมมองในการเปิดรับความเสี่ยงของวัยรุ่นที่เราเห็น ที่ทำให้วัยรุ่นหลายคน ถ้าตัดสินใจลงทุนอะไร จะลงแทบหมดหน้าตัก ศกุนพัฒน์ทำความเข้าใจแนวคิดนี่ว่า ในกรณีที่แย่ที่สุด ถ้าหากสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดเลย ก็อาจใช้เวลาไม่นานในการฟื้นกลับมา แต่ถ้าหากลงทุนสำเร็จ ก็เหมือนเปลี่ยนชีวิตของเขาได้เลย

เพราะการลงทุนที่ต้องใช้เวลายาวนาน ทำให้วัยรุ่น หรือแม้แต่คนทั่วไป ไม่อยากลงทุนระยะยาว – ภาพจาก Shutterstock

ทำไมวัยรุ่น (หรือแม้แต่คนทั่วไป) ไม่อยากลงทุนระยะยาว

ศกุนพัฒน์ให้มุมมองว่าสิ่งที่เหมือนกันระหว่างนักลงทุนระยะยาวกับระยะสั้นคือทุกคนอยากรวยเร็วเท่ากันหมด แต่ความเป็นจริงคือตลาดได้ให้ผลตอบแทนจริงๆ แบบนั้นหรือเปล่า ถ้าหากตลาดเป็นขาขึ้น การลงทุนระยะยาว 10 ปีถือเป็นเรื่องที่รับได้ เขาได้ยกตัวอย่างหุ้นสหรัฐฯ ที่ผลตอบแทนถือว่าดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็อาจให้ความหวังกับนักลงทุน แตกต่างกับสภาวะของตลาดหุ้นไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความผิดหวังกับนักลงทุน ทำให้หลายคนไม่กล้าลงทุน

การลงทุนในระยะยาวเป็นการตัดสินใจในวันนี้เพื่ออนาคต ซึ่งเรามักจะใช้ข้อมูลจากอดีต เพราะเราไม่มีข้อมูลอื่นประกอบมากนัก อย่างการลงทุนในกองทุน SSF ซึ่งเป็นกองประเภทที่ค่อนข้างใหม่ เราก็จะดูผลงานในอดีตของกองที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทุนที่ลงทุนระยะยาวเช่น LTF ก็ไม่ได้มีผลงานที่ดีนัก ซึ่งก็อาจจะทำให้คนกังวลมากขึ้นเพื่อต้องลงทุนยาว

การมองไม่เห็นอนาคต 10 ปีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เขาได้กล่าวกับลูกค้าว่ากองทุนระยะยาว โดยเฉพาะกองทุนลดหย่อนภาษีแบบ RMF / SSF สามารถที่จะสลับกองทุนได้ ถ้าหากช่วงไหนหุ้นตกจนเสียแนวโน้มชัดเจน ก็สามารถสลับมาถือกองทุนตราสารหนี้ได้ และถ้าสลับกองทุนลดหย่อนภาษีในบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุนเดียวกันยิ่งถือเป็นเรื่องที่ง่ายมาก สามารถทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ถ้าหากคนเข้าใจว่ากองทุนระยะยาว โดยเฉพาะกองทุนลดหย่อนภาษีแบบ RMF หรือ SSF สามารถสลับกองทุนได้ ก็จะทำให้คนมาสนใจการลงทุนระยะยาวมากขึ้น

ศกุนพัฒน์ยังมองถึงเรื่องการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีว่ามนุษย์เงินเดือนที่เป็นเหล่า Top Management มีฐานภาษี 35% เท่ากับได้สิทธิประโยชน์จากการลงทุนในกองลดหย่อนภาษี จากภาษีที่ลดลงไปมากกว่าคนทั่วไปหรือวัยรุ่น ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากตรงนั้น สามารถทำให้ลดความคาดหวังของผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาว ในขณะที่คนเพิ่งเริ่มทำงานที่ยังเงินเดือนและฐานภาษีไม่มาก จะได้ประโยชน์ทางภาษีน้อยกว่า ทำให้ต้องพิจารณาว่า การลงทุนระยะยาวอย่าง SSF และ RMF คุ้มค่ามากกว่าเลือกลงทุนอย่างอื่นหรือไม่

นอกจากนี้ยังรวมถึงอัตราภาษีที่วัยรุ่นที่เป็น First Jobber นั้นยังไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าหากจะเริ่มเสียภาษีจริงๆ แล้วจะต้องมีเงินเดือนประมาณ 27,000 กว่าบาทขึ้นไปแล้ว เขายังตั้งคำถามว่าด้วยเงินเดือนที่มากกว่า 27,000 บาทนั้นไม่ใช่สัดส่วนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้หลายคนจึงยังมองว่า การลงทุนระยะยาว เช่นการลงทุนในกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ยังไม่ใช่สินทรัพย์ที่จำเป็นสำหรับตัวเขาเอง

ศกุนพัฒน์มองว่าลงทุนเหมือนเป็นพื้นฐานคณิตศาสตร์ กับเรื่องของตรรกะ แค่คำนวณเลขได้ และมีเหตุผลโอเคก็สามารถลงทุนได้แล้ว – ภาพจาก Unsplash

ความรู้เรื่องลงทุน วัยรุ่นจะศึกษายังไงดี

เขามองว่าเรื่องลงทุนเหมือนเป็นพื้นฐานคณิตศาสตร์ กับเรื่องของตรรกะ แค่คำนวณเลขได้ และมีเหตุผลโอเคก็สามารถลงทุนได้แล้ว ไม่ได้เป็นศาสตร์ที่ลึกลับซับซ้อนแต่อย่างใด ถ้าเรามีวิธีคิดที่ถูกต้อง เราจะเอาไปปรับใช้กับการตัดสินใจได้ แม้ว่าเราจะเห็นหลายๆ สถาบันการเงิน แพลตฟอร์มการลงทุนได้ให้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต

แต่เขาก็ชี้ว่า เพราะต่างคนต่างพูด ตามแต่วัตถุประสงค์ของหน่วยงานในขณะที่เรื่องดังกล่าวควรจะให้ความรู้แบบเป็นขั้นเป็นตอนจากเรื่องการเงินส่วนบุคคล เช่น การคำนวณดอกเบี้ย การคิดมูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ควรรู้

นอกจากนี้สถานศึกษาควรจะให้ความรู้เช่นกัน เขายังเปรียบว่าวิชาการเงินส่วนบุคคลนั้นบางคนคิดว่าตัวเองอาจเข้าใจอยู่แล้ว เปรียบได้กับการข้ามถนนด้วยตัวเอง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ และไม่มีใครสอนเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง และเรื่องนี้ควรจะมีการจัดทำหลักสูตรอย่างจริงจัง รวมถึงการทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาเหล่านี้

ไม่เพียงเท่านี้ศกุนพัฒน์ยังมองว่าปัญหาทุกอย่างข้างต้นถือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงต่อกันมา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนที่ไม่ได้สอนเรื่องการเงินส่วนบุคคล ทำงานกลับได้ค่าแรงที่ต่ำจนเงินก็ไม่เหลือเก็บ เป็นหนี้บริหารไม่ได้ เลยไม่เหลือเงินมาลงทุน ซ้ำร้ายยังโดนคนด่าว่าเป็นเรื่องที่ตัวเองทำล้วนๆ ทั้งๆ ที่บางทีคนเหล่านี้เกิดมาบนสภาพแวดล้อมแบบนี้ และถูกส่งต่อมาเรื่อยๆ ถ้าหากผู้มีอำนาจไม่เข้ามาจัดการ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจไม่เกิด

ด้วยธุรกิจที่ศกุนพัฒน์ทำอยู่ เขาเองอยากให้ทุกคนมีเงินมากกว่านี้ เพราะไม่งั้นแล้วธุรกิจอย่างเขาก็จะจับแต่กลุ่มนักลงทุนเดิมๆ ที่มีความพร้อม ซึ่งจริงๆ ก็ง่าย แต่เขาเองก็ต้องการอยากให้ทุกคนมีรายได้ที่ดี มีเงินเหลือเก็บ และเขาจะได้ช่วยบริหารเงินเหล่านี้ให้ได้ และคนไปมุ่งเป้าพัฒนาความเชี่ยวชาญของตัวเอง แต่ปัจจุบันคือหลายคนยังติดหล่มเป็นหนี้ส่วนบุคคลอยู่ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้เขายังชี้ว่าถ้าหากวัยรุ่นยังเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงมาก ควรที่จะรีบจ่ายหนี้ดังกล่าวก่อน เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

ถ้าหากวัยรุ่นยังเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงมาก ควรที่จะรีบจ่ายหนี้ดังกล่าวก่อน เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญมาก – ภาพจาก Shutterstock

ศึกษาหาความรู้ เป็นอีกวิธีในการลงทุน (ในตัวเอง)

ศกุนพัฒน์กล่าวถึงการแบ่งชีวิตของเขาเองเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือตอนเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ นั้นจะเรียกตัวเองว่า Saver เขาได้เล่าถึงความโชคดีของเขาที่ได้อยู่บ้านกับพ่อแม่ จึงทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก แล้วเก็บเงินแบบออมทรัพย์ จากนั้นเมื่อเติบโตในการทำงานมากขึ้น ทำให้เก็บเงินได้มากขึ้น สามารถต่อยอดการลงทุนได้ ทำให้เริ่มเปลี่ยนโหมดมาเป็น Investor ต่อมาก็ได้เปิดกิจการของตนเอง คือเป็นโหมด Creator เป็นคนนำเสนอสินค้าและบริการด้วยการก่อตั้งธุรกิจจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของตนเอง

ผู้ก่อตั้งของบริษัทกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เทรเชอริสต์ กล่าวเสริมว่า ถ้ามีเงินเก็บ 100,000 บาทจะเก็บให้ได้ 200,000 บาทยังไง วิธีแรกคือเก็บเงินหลักพันจากเงินเดือนทุกเดือนซึ่งอาจใช้เวลานานหน่อย แต่ก็มีอีกวิธีคือ ถ้าหากเราพัฒนาตัวเองจนได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นจากการทำงาน เช่น จาก 30,000 ไป 40,000 บาท หรือเพิ่มเยอะกว่านั้น ก็จะทำให้เรามีเงินเก็บได้ไวขึ้น นั่นคือการลงทุนกับตัวเองเพื่อเพิ่มความรู้ความสามารถ และเต็มที่กับการทำงาน

เพราะการมีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านวิธีการดังกล่าวนี้มีความเสี่ยงเท่ากับศูนย์ ยกเว้นกรณีตกงานกะทันหัน ดังนั้นสำหรับวัยรุ่นที่ยังมีโอกาสเติบโตในการทำงานอีกมาก เขาแนะนำว่าการลงทุนกับตัวเอง จะทำให้ประสบความสำเร็จทางการเงินได้เร็วและยั่งยืนกว่า

ลงทุนเพื่อยามแก่ และอดทนอย่างไร

หากยึดโยงกับหลักการลงทุน ศกุนพัฒน์ ชี้ว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอย่างหุ้น ในระยะยาวโดยเฉพาะหุ้นเติบโต ให้ผลตอบแทน 2 หลักต่อปี ซึ่งถ้าหากเศรษฐกิจมีปัญหาขึ้นมา ก็มีมาตรการช่วยเหลือจากธนาคารกลางของแต่ละประเทศ เช่น กรณีการทำนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลตอบแทนนั้นเพิ่มมากขึ้น เพราะสหรัฐอเมริกาทำอะไร โลกจะขยับตามเสมอ

นอกจากนี้ถ้าหากมองอีกแนวคือตามช่วงชีวิต (Life-path) ถ้าหากอายุน้อยรับความเสี่ยงสูงได้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นทั่วโลก ที่ไม่ได้จำกัดในประเทศไทยอย่างเดียว เนื่องจากผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงกว่า และพออายุมากขึ้นก็ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงมา มาถือสินทรัพย์ปลอดภัยสัดส่วนมากขึ้น อย่างตราสารหนี้ โดยมองว่าเงินก้อนในช่วงที่อายุมากแล้วจะเยอะ เช่น 10 ล้าน ถ้าหากได้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ 3% ต่อปี ก็จะได้ผลตอบแทน 300,000 บาท โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงมาก

สำหรับวิธีสำหรับการอดทนในการลงทุน ศกุนพัฒน์ มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก เพราะในวงการการลงทุนนั้นมองไม่เหมือนกัน เพราะหลายคนมองว่าก็ทนไปเดี๋ยวดีเอง แต่เขาได้ยกตัวอย่างว่า กองทุนหุ้นเทคโนโลยีบางกองทุนนั้น ผลตอบแทนตกลงมาจาก 100 เหลือ 20 แบบนี้เราไม่ควรอดทน จะไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้ ต้องรู้ร้อนรู้หนาวพอสมควรที่จะจัดการเรื่องดังกล่าวได้

Group CEO และผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เทรเชอริสต์ ยังทิ้งท้ายว่า “ดังนั้นอย่าลืมที่จะหาความสุขให้กับตัวเองในวันนี้ด้วย” – ภาพจาก Unsplash

สมดุลของชีวิต

เขาชี้ว่าชีวิตควรจะมีความสุข ก็ต้องสร้างความสมดุลให้กับตัวเอง ซึ่งจุดสมดุลของแต่ละคน และแต่ละจังหวะชีวิตไม่เท่ากัน ถ้าเราเพิ่งเริ่มทำงาน และยังมีโอกาสเติบโตในการทำงานอีกมาก ก็ควรจะทำให้เต็มที่ ถ้าหากว่ามีโอกาสที่จะทำให้เรามีเงินเดือนเพิ่มขึ้นมากใน 5-10 ปี เราก็ควรจะให้น้ำหนักไปกับตรงนั้น ก็ถือว่าเป็นการสร้างสมดุลให้เหมาะกับจังหวะของตัวเอง

แต่เขายังทิ้งท้ายว่า โดยธรรมชาตินั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ มนุษย์ไม่รู้ว่าเราตัวเองจะตายเมื่อไหร่ ดังนั้นอย่าลืมที่จะหาความสุขให้กับตัวเองในวันนี้ด้วย ลองกลับมาคิดบ้างว่าชีวิตวันนี้มีความสุขไหม เราอาจจะเลือกให้ตัวเองไม่มีความสุขในวันนี้แล้วหวังว่าจะมีความสุขในวันข้างหน้าอย่างเดียว แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างมีความไม่แน่นอน เราต้องอย่าลืมสมดุลชีวิตในมุมนี้ด้วยเช่นกัน

]]>
1455063
งานเข้า ‘Meta’ หลังทนาย 42 คนยื่นฟ้องข้อหาออกแบบอัลกอริทึมที่ทำให้ “เยาวชนเสพติด” การใช้งาน https://positioningmag.com/1449277 Wed, 25 Oct 2023 11:37:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1449277 แม้จะมีข้อมูลว่า Facebook อาจไม่ได้เป็นที่นิยมของ วัยรุ่น แต่ไม่ใช่กับ Instagram เพราะถือว่ายังคงเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมของวัยรุ่น อย่างไรก็ตาม ด้วยจุดนี้เองทำให้กลุ่มทนาย 42 คน ร่วมกันฟ้องร้อง Meta ว่าทำให้ วัยรุ่นเสพติดการใช้ Facebook และ IG

ปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้งานแพลตฟอร์มของ Meta อยู่ที่ 3.88 พันล้านคน/เดือน หรือคิดเป็นประชากร ครึ่งโลก ที่ใช้งาน แน่นอนว่ากลุ่ม วัยรุ่น ก็ต้องรวมอยู่ในจำนวนดังกล่าวแน่นอน ส่งผลให้ กลุ่มทนายทั่วไป 42 คน ฟ้อง Meta โดยอ้างว่า ฟีเจอร์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Facebook และ Instagram นั้น ดึงดูดและมุ่งเป้าไปที่เด็กและวัยรุ่น

ส่งผลให้ขณะนี้ Meta กำลังเผชิญกับการฟ้องร้องหลายคดีเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวในหลายเขต โดยอัยการสูงสุดจาก 33 รัฐ ได้ยื่นฟ้อง Meta ซึ่งคดีดังกล่าวถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐที่มีลำดับความสำคัญในการปกป้องเด็กและวัยรุ่นจากอันตรายทางออนไลน์

โดยกลุ่มทนายระบุว่า Meta ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ Facebook และ Instagram เพื่อให้วัยรุ่นใช้งานได้นานขึ้นและกลับมาซ้ำหลายครั้ง ผ่านการออกแบบอัลกอริทึม การแจ้งเตือนมากมาย ส่งผลให้เกิดการเลื่อนฟีดแพลตฟอร์มอย่างไม่สิ้นสุด นอกจากนี้ กลุ่มทนายยังรวมฟีเจอร์ที่มองว่า ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่นผ่านการเปรียบเทียบทางสังคมหรือส่งเสริมความผิดปกติของร่างกาย เช่น “การถูกใจ” ​​หรือฟิลเตอร์รูปภาพ

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มพันธมิตรอัยการสูงสุดของรัฐได้ร่วมมือกันเพื่อติดตาม Meta แต่ในปี 2020 มีรัฐจำนวน 48 รัฐได้ฟ้องร้องบริษัทในเรื่อง การต่อต้านการผูกขาด นอกจากนี้ รัฐบาลกลางยังกล่าวหาว่า Meta ละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของเด็ก หรือ COPPA โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง โดยรัฐต่าง ๆ กำลังหาทางยุติสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นอันตรายของ Meta เช่นเดียวกับบทลงโทษและการชดใช้ค่าเสียหาย

“Meta ตระหนักดีถึงผลกระทบด้านลบที่การออกแบบอาจมีต่อผู้ใช้รุ่นเยาว์” ทนายความ กล่าว

ที่ผ่านมา เคยมีการรั่วไหลของเอกสารภายในของบริษัท ที่เปิดเผยการวิจัยภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตนเกี่ยวกับ ผลกระทบของ Instagram ที่มีต่อวัยรุ่น โดยพบว่า “เด็กสาววัยรุ่น 32% รู้สึกแย่เกี่ยวกับร่างกายของตนเอง โดย Instagram ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง” 

สื่อแฉ ‘Facebook’ ศึกษาผลด้านลบของ ‘Instagram’ ต่อวัยรุ่นกว่า 3 ปีแต่ไม่เปิดเผย

ทั้งนี้ จากการสำรวจของ Pew Research Center ระบุว่า วัยรุ่นจำนวนมากเลิกใช้งาน Facebook แต่ Instagram ยังคงได้รับความนิยมในสหรัฐฯ โดยวัยรุ่นที่ใช้ Instagram ในสหรัฐฯ มีประมาณ 22 ล้านคน/วัน

Source

]]>
1449277
“Nike” นำโด่งอันดับ 1 แบรนด์รองเท้า-เสื้อผ้าที่ “วัยรุ่น” อเมริกันชื่นชอบมากที่สุด https://positioningmag.com/1426651 Thu, 06 Apr 2023 11:28:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1426651 ผลสำรวจจาก Piper Sandler พบว่า “วัยรุ่น” อเมริกันยกให้ “Nike” เป็นแบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้าที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุด นำห่างอันดับ 2 อย่าง “Converse” และอันดับ 3 คือ “Adidas” อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของแบรนด์ยังอยู่ที่กลุ่ม “วัยรุ่นหญิง” ที่ไม่ได้เทใจให้มากเท่าวัยรุ่นชาย

ครั้งหนึ่ง Nike กับ Adidas เคยเป็นคู่แข่งที่สูสีมาก แต่วันนี้ Nike เติบโตจนยิ่งใหญ่กว่า Adidas ไปสองเท่าตัว ยิ่งเห็นผลการสำรวจความชื่นชอบแบรนด์ในหมู่วัยรุ่นอเมริกันแล้ว บอกได้ว่า Adidas ต้องเร่งเกมอีกเยอะ

Piper Sandler สำรวจวัยรุ่นอเมริกันใน 47 รัฐของสหรัฐอเมริกา โดยมีค่าเฉลี่ยอายุผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ที่ 16.2 ปี โดยการสำรวจนี้จะจัดทำทุกๆ 2 ปี

ผลสำรวจรอบล่าสุดพบว่า เจนซียุคนี้ 61% ชื่นชอบแบรนด์รองเท้า Nike ทิ้งห่างอันดับ 2 คือ Converse ซึ่งมีวัยรุ่นชื่นชอบ 10% ยิ่งอันดับ 3 ยิ่งห่างออกไป เพราะ Adidas มีวัยรุ่นชื่นชอบเพียง 6%

การสำรวจในกลุ่มวัยรุ่นนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะวัยรุ่นมักจะเป็นวัยที่วางเทรนด์ด้านรสนิยม และพวกเขายังมีเวลาอีกหลายทศวรรษข้างหน้าที่จะซื้อสินค้าแบรนด์ที่พวกเขารัก

NEW YORK, NEW YORK – NOVEMBER 23: People stand in line outside the Nike store on Fifth Avenue on November 23, 2020 in New York City. (Photo by Noam Galai/Getty Images)

Nike นั้นถือเป็นแบรนด์ที่ปรับตัวให้เข้ากับวัยรุ่นแต่ละยุคมาอย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดแบรนด์นี้เพิ่งจะออกสนีกเกอร์รุ่นใหม่ที่ตั้งเป้าเจาะกลุ่มเจนซีโดยเฉพาะ ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่เกิดระหว่างปี 1997-2012 (ปัจจุบันอายุ 11-26 ปี) จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในการสำรวจของ Piper Sandler แบรนด์ Nike ถึงได้อันดับ 1 ในใจวัยรุ่นมา 12 ปีติดต่อกัน

ขณะที่ Adidas อาจจะเข้ามาเจาะตลาดนี้ช้ากว่า แต่ก็เริ่มเข้ามาแล้ว อย่างเช่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แบรนด์มีการออกเสื้อผ้าแนวสปอร์ตแวร์สที่เน้นกลุ่มเจนซีโดยเฉพาะเช่นกัน

ในการสอบถามเว็บไซต์ช้อปปิ้งที่วัยรุ่นอเมริกันชอบที่สุด Nike ก็ยังได้อันดับ 2 รองจาก Amazon สอดคล้องกับนโยบายการดันยอดขายดิจิทัลให้เพิ่มขึ้นของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ถ้าเจาะลึกลงไปก็ยังมีบางกลุ่มเป้าหมายที่ Nike ยังมีจุดอ่อนเช่นกัน

ในจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 5,690 คน แบ่งเป็นเพศชายและเพศหญิง ฝั่งเพศชายนั้นให้ Nike เป็นอันดับ 1 แบรนด์เสื้อผ้าที่พวกเขาชอบมากที่สุดและชนะแบรนด์อื่นแบบขาดลอย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นชายในฐานะใดก็ตาม

แต่ฝั่งผู้หญิงนั้นแตกต่าง หากมองภาพรวมฝั่งผู้หญิงให้ Nike อันดับ 1 แต่ด้วยสัดส่วน 16% รองมาอันดับ 2 คือ American Eagle ได้ไป 12% และอันดับ 3 คือ Lululemon 11% เห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน

ถ้าเจาะเข้าไปในกลุ่มวัยรุ่นหญิงที่มีฐานะดี อันดับจะสลับกัน โดยวัยรุ่นกลุ่มนี้ให้ Lululemon อันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 14% รองมาคือ American Eagle 12% และ Nike อยู่อันดับ 3 ได้ไป 10%

นับว่าแผนการเจาะกลุ่มผู้หญิงของ Nike ที่ดำเนินมาเกินสิบปีนั้น ยังต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าไปอยู่ในใจผู้หญิงรุ่นใหม่ให้ได้

Source

 

อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติม

]]>
1426651
งานวิจัยพบ “ล็อกดาวน์” เพราะโควิด-19 ส่งผลให้อายุ “สมอง” วัยรุ่นแก่ตัวเร็วผิดปกติ https://positioningmag.com/1411066 Sat, 03 Dec 2022 08:14:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1411066 งานวิจัยล่าสุดพบว่า การล็อกดาวน์ในช่วงเกิดโรคระบาดโควิด-19 มีผลกระทบต่อ “สมอง” ของวัยรุ่นในเชิงกายภาพ ทำให้อายุสมองแก่ตัวลงเร็วผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นในส่วนของสมองที่มีผลต่อ “อารมณ์” และสุขภาพจิตในวัยรุ่น

Ian Gotlib หัวหน้าทีมวิจัยจาก Stanford University ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นนี้ใน Biological Psychiatry: Global Open Science โดยเนื้อหางานวิจัยระบุถึงการที่ “สมอง” ของวัยรุ่นได้รับผลกระทบหลังผ่านการล็อกดาวน์ในช่วงเกิดโรคระบาดโควิด-19 ทำให้อายุสมองแก่ตัวลงเร็วขึ้น

“เราทราบอยู่แล้วจากงานวิจัยชิ้นอื่นที่พบว่าโรคระบาดโควิด-19 มีผลต่อสุขภาพทางจิตในวัยรุ่น แต่ที่เราไม่เคยรู้คือ ผลกระทบนั้นมีผลทาง ‘กายภาพ’ โดยตรงในสมองของวัยรุ่น” Gotlib ระบุในงานวิจัย

Gotlib กล่าวว่า ปกติแล้วโครงสร้างทางสมองของคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้น โดยในวัยเจริญพันธุ์และวัยรุ่นตอนต้น ร่างกายของเด็กจะเปลี่ยนแปลงหลังสมองเกิดการเติบโตทั้งในส่วนฮิปโปแคมปัสและอะมิกดาลา สมองในส่วนฮิปโปแคมปัสจะช่วยในการควบคุมด้านความทรงจำ และส่วนอะมิกดาลาจะควบคุมเรื่องอารมณ์

การวิจัยนี้มีการสแกน MRI สมองของเด็ก 163 คน โดยสแกนเทียบช่วงก่อนเกิดโรคระบาดกับหลังเกิดโรคระบาด Gotlib พบว่า อายุของสมองวัยรุ่นถูกเร่งการเติบโตผิดปกติเมื่อต้องผ่านประสบการณ์ “ล็อกดาวน์” ในช่วงเกิดโควิด-19

ก่อนจะเกิดโรคระบาดโควิด-19 เขาระบุว่าการเร่งโตของอายุสมองเด็กจะถูกพบเฉพาะในเด็กที่ผ่านประสบการณ์สถานการณ์ร้ายในชีวิตมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ความรุนแรง การถูกทอดทิ้ง ครอบครัวมีปัญหา หรือหลายๆ ปัจจัยเหล่านั้นรวมกัน และเด็กที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มักจะเกิดปัญหาสุขภาพจิตในภายหลังเมื่อเติบโตขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของ Gotlib ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าการเปลี่ยนโครงสร้างทางสมองที่เขาและทีมค้นพบจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในลักษณะเดียวกันหรือไม่ และยังไม่ทราบว่าอายุสมองที่แก่ตัวล่วงหน้าอายุจริงจะเป็นเช่นนี้ถาวรหรือไม่

“สำหรับคนวัย 70-80 ปี คุณจะคาดการณ์ได้เลยว่าปัญหาการจดจำและความทรงจำจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในสมอง แต่สำหรับเด็กอายุ 16 ปี ถ้าอายุสมองแก่ตัวลงเร็วผิดปกติ จะเกิดผลอย่างไรนั้นยังไม่แน่ชัด” Gotlib กล่าว

ทั้งนี้ งานวิจัยของ Gotlib ไม่ได้ตั้งใจจะศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น เดิมเขาเริ่มงานวิจัยตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 เพื่อวิจัยหัวข้อภาวะซึมเศร้าในช่วงวัยเจริญพันธุ์ แต่เมื่อเกิดโควิด-19 ระบาดขึ้นทำให้งานวิจัยมีการเลื่อนออกไปชั่วคราว และเมื่อทีมกลับมาวิจัยกันอีกครั้งหลังหยุดไปเกือบ 1 ปี กลับกลายเป็นการค้นพบว่าภาวะโรคระบาดทำให้สมองของเด็กวัยรุ่นแก่ตัวเร็ว

การวิจัยครั้งนี้มีความสำคัญในแง่ที่ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครที่รอดพ้นไปจากการระบาด ทุกคนได้เผชิญล็อกดาวน์เพราะโควิด-19 กันทั้งหมด และหากวัยรุ่นทั่วโลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสมองแบบเดียวกัน นั่นหมายความว่าทั้งเจนเนอเรชันนี้อาจมีความผิดปกติในการเติบโตของสมองเหมือนกันทั้งหมด และอาจจะมีผลเมื่อพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่

Jonas Miller นักวิจัยร่วมในทีมนี้จาก University of Connecticut อธิบายว่า การล็อกดาวน์และดิสรัปชันเพราะโรคระบาด ทำให้กิจวัตรประจำวันเปลี่ยนแปลงไป และเป็นเหมือนสถานการณ์ทางลบที่มีผลกระทบในชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้สมองของเด็กวัยรุ่นในช่วงที่ผ่านโรคระบาดไม่เหมือนกับเด็กในยุคก่อนหน้านี้

Source

]]>
1411066
ผลสำรวจชี้ โควิดทำ ‘วัยรุ่นอาเซียน’ ยิ่งเครียดเรื่องหางาน ‘ธุรกิจส่วนตัว’ อาชีพในฝันอันดับ 1 https://positioningmag.com/1368035 Tue, 21 Dec 2021 12:42:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1368035 หากอ้างอิงภาพรวมตลาดการหางานในไทยจาก จ๊อบส์ ดีบี พบว่าการระบาดระลอก 4 ของ COVID-19 ในไทยทำให้ประกาศงานหายไปเกือบ 50% อัตราการแข่งขันของผู้หางานอยู่ที่ 80 ใบสมัครต่อ 1 ประกาศงาน ขณะที่เด็กจบใหม่ยิ่งลำบาก เนื่องจากบริษัทต้องการเลือกจ้างคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเด็กจบใหม่ และจากการสำรวจของ DHL พบว่าไม่ใช่แค่ไทย แต่วัยรุ่นทั้ง อาเซียน ต่างก็มีความกังวลในการหางาน

90% กังวลเรื่องความสามารถในการหางาน

ดีเอชแอล ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ ได้เผยแพร่รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับความสามารถในการหางานของเยาวชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยบริษัทฯ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นทางออนไลน์เป็นเวลา 3 สัปดาห์ และได้รวบรวมคำตอบจากเยาวชนอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่า 950 คนจาก 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ศรีลังกา และเวียดนาม โดยพบว่า

  • กว่า 90% รู้สึก วิตกกังวล หรือ วิตกกังวลอย่างมาก เกี่ยวกับความสามารถของตนเองในการหางาน
  • เกือบ 95% ยอมรับว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อกระบวนการหางาน

อย่างไรก็ตาม เยาวชนเหล่านี้ยังคงมีความรู้สึกเชื่อมั่น และมองโลกในแง่ดี โดย 88% เชื่อว่าตนเองมีความพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน และกว่า 70% คาดว่าจะสามารถหางานได้ในระยะเวลาไม่ถึง 6 เดือนหลังจากที่จบการศึกษา

“คนรุ่นใหม่ในตลาดแรงงานอาจรู้สึกวิตกกังวลกับความไม่แน่นอนของอาชีพการงาน ราว 66% ของคนไทยเผยว่าภาวะการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นสาเหตุของความเครียด ขณะที่อีก 62% มองว่าเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยติดต่อกันเป็นเวลานาน” เฮอร์เบิต วงษ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) เผยว่ามีจำนวนผู้ว่างงานทั้งสิ้น 870,000 คนในไตรมาสที่สามของปี 2564 และผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานสูงสุด (3.63%) ตามด้วยผู้จบการศึกษาระดับปวส. (3.16%)

สาธารณสุขและการแพทย์ อาชีพมั่นคงสูง

เยาวชนกว่า 360 คนจากในอาเซียน รู้สึกว่าการทำงานในสายด้านสาธารณสุขและการแพทย์ เช่น แพทย์ หรือพยาบาล เป็นอาชีพที่มั่นคงที่สุดในภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าบุคลากรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก

แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เมื่อถามว่างานแรกที่อยากทำมากที่สุดคืออะไร มากกว่า 20% ตอบว่าอยากทำธุรกิจส่วนตัว เปรียบเทียบกับ 14% ที่เลือกสายงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์ ซึ่งที่จริงแล้ว ตำแหน่งงานในภาคการศึกษา และธุรกิจโรงแรม/ท่องเที่ยว ครองอันดับที่สองและสาม ส่วนการแพทย์อยู่ในอันดับที่สี่

ความท้าทายเป็นปัจจัยสำคัญสุดในการเลือกงาน

สำหรับปัจจัยที่วัยรุ่นมองว่าเป็น สิ่งสำคัญที่สุดในการพิจารณาตกลงการเข้าทำงาน คือ โอกาสในการเรียนรู้ และความท้าทาย ตามด้วย ความมั่นคงของงาน โดยผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 20% ระบุว่าปัจจัยนี้มีความสำคัญอย่างมาก และที่ไม่น่าแปลกใจคือ ราว 38% ของเยาวชนที่ตอบแบบสอบถามมองว่าวิธีการแบบเดิม ๆ เช่น การฝึกงาน เป็นวิธีที่มีประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงาน รวมถึงคำแนะนำจากผู้สอนงานและอาจารย์ก็เป็นตัวช่วยที่สำคัญ

และถึงแม้ว่าแหล่งรวมตำแหน่งงานทางออนไลน์จะเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน แต่ก็ถูกมองว่าเป็นช่องทางที่มีประโยชน์น้อยที่สุด เพราะไม่มีการสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเหมือนกับการเป็นพนักงานฝึกหัด หรือการที่มีคนช่วยแนะนำในการเข้าทำงาน ทั้งนี้ นอกเหนือจากทักษะด้านเทคนิคและความถนัดเฉพาะทางแล้ว 45% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคลก็มีความสำคัญเช่นกัน ขณะที่ 30% คิดว่าทักษะด้านภาษาจะช่วยในการหางานได้ง่ายขึ้น

]]>
1368035
‘Facebook’เตรียมเดิมเกมใหม่เน้นเอาใจ ‘วัยรุ่น’ หลังผลสำรวจชี้ 71% ของผู้ใช้อายุมากกว่า 56 ปี https://positioningmag.com/1358267 Tue, 26 Oct 2021 06:40:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1358267 ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่ไทยที่ Facebook จะเจอปัญหา ‘วัยรุ่น’ หันไปใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ แทน ทำให้ Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้เปิดเผยว่าเขากำลัง ‘ปรับปรุง’ แพลตฟอร์มให้กับคนหนุ่มสาวหันมาใช้งานแพลตฟอร์มมากขึ้น

Facebook เพิ่งเปิดเผยผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยเปิดเผยว่า มียอดผู้ใช้งานต่อวัน (Daily Active Users) 1,930 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 22 ล้านบัญชี เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วนยอดผู้ใช้งานต่อเดือน (Monthly Active Users) 2,910 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 15 ล้านบัญชี เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

อย่างไรก็ตาม การสำรวจล่าสุดที่เผยแพร่โดย Piper Sandler พบว่า กลุ่มวัยรุ่นใช้ Facebook น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับโซเชียลมีเดียอื่น ๆ โดยจากการสำรวจวัยรุ่น 10,000 คนพบว่า 81% ใช้ Instagram ซึ่งสูงสุดจาก 6 แพลตฟอร์ม 77% ใช้ Snapchat และ 73% ใช้ TikTok เพียง 27% ใช้ Facebook โดยปัจจุบัน Facebook ได้รับความนิยมในกลุ่ม Baby Boomers ซึ่ง 71% ของผู้ใช้มีอายุมากกว่า 56 ปี

จากปัญหาที่กลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นเริ่มใช้งานน้อยลง Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้ระบุว่า Facebook จะพยายามปรับบริการให้เหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวัย 18-29 ปี แทนที่จะปรับให้เหมาะกับกลุ่มผู้สูงอายุ Zuckerberg ระบุว่า วิธีหนึ่งที่ Facebook ทำได้คือการเพิ่มคุณลักษณะ Reels ที่เป็นฟีเจอร์วิดีโอสั้นคล้าย ๆ กับ TikTok ลงใน Facebook ด้วย จากเดิมที่มีใช้แค่ใน Instagram และจากนี้จะเน้นไปที่ ‘วิดีโอ’ มากขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มเห็นในปีหน้า

ทั้งนี้ ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของ Facebook อยู่ที่ 29,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกำไร 9,194 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% โดยสำหรับสัดส่วนรายได้ของบริษัท 97% มาจากค่าโฆษณา เพิ่มขึ้น 33% ราบได้จากอุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ Oculus คิดเป็น 3% เติบโตขึ้น 195%

businessinsider / cnbc

]]>
1358267
‘Pfizer’ เผยผลทดลอง ‘วัคซีน COVID-19’ สำหรับวัยรุ่น 12-15 ปี มีประสิทธิภาพสูงถึง 100% https://positioningmag.com/1325829 Wed, 31 Mar 2021 12:54:03 +0000 https://positioningmag.com/?p=1325829 Pfizer ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลก เผยผลทดลองในระยะที่ 3 ของวัคซีนป้องกัน COVID-19 ในวัยรุ่นอายุระหว่าง 12 ถึง 15 ปี พบมีประสิทธิภาพถึง 100% เตรียมยื่นขออนุมัติจาก อย.สหรัฐฯ ให้ทันฉีด ก่อนช่วงเปิดภาคเรียนที่จะถึงนี้

Albert Bourla ซีอีโอของ Pfizer ระบุว่า บริษัทจะยื่นข้อมูลใหม่ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ในเร็วๆ นี้ รวมถึงหน่วยงานกำกับดูเเลอื่นๆ ทั่วโลก เพื่อให้เยาวชนที่อยู่ในวัยดังกล่าวได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเปิดภาคการศึกษาใหม่

การทดลองวัคซีนในระยะที่ 3 ดังกล่าว ได้ทดลองกับกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 2,260 คนในสหรัฐฯ พบว่า Antibody ตอบสนองอย่างดีเยี่ยม โดยในกลุ่มที่ใช้วัคซีนหลอก มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 18 ราย แต่ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนจริง ไม่มีผู้ติดเชื้อแม้แต่รายเดียว ชี้ให้เห็นว่าวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันไวรัสโคโรนา

วัคซีนของ Pfizer – BioNTech นั้นใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า ‘mRNA’ เป็นวัคซีนชนิดเเรกที่ได้รับการอนุมัติจากสหรัฐฯ เเละยุโรป เมื่อปลายปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ได้อนุมัติการใช้งานสำหรับผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปเเล้ว ส่วนเด็กวัยประถมคาดว่าอาจเริ่มได้รับการฉีดวัคซีนในช่วงต้นปีหน้า

สำหรับการกระจายวัคซีนให้ประชาชนที่เป็น ‘เด็กทารกเด็กเล็ก’ นั้น เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิด ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ หรือ Herd Immunity ได้เร็วขึ้น เเม้ว่าผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อ COVID-19 จะมีความเสี่ยงที่จะอาการหนักน้อยกว่าวัยผู้ใหญ่เเละผู้สูงอายุ เเต่เด็กก็มีโอกาสเเพร่เชื้อไปสู่ผู้ใหญ่ได้ เเละการติดต่อในหมู่วัยรุ่นก็ ‘รวดเร็วกว่า’ จากกิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ที่ใกล้ชิดกันในกลุ่มเพื่อนฝูง

 

 

ที่มา : CNA , CNBC 

]]>
1325829
วิจัยอังกฤษพบ “วัยรุ่น” เลิกไล่ตาม “อาชีพในฝัน” เมื่อวิกฤตโรคระบาดเปลี่ยนอนาคต https://positioningmag.com/1299701 Fri, 02 Oct 2020 03:59:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1299701 งานวิจัยในอังกฤษพบว่าเด็กวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงานถึง 2 ใน 5 หมดหวังที่จะมีอาชีพในฝัน และเปลี่ยนมาทำอาชีพ “อะไรก็ได้” แล้ว เนื่องจากวิกฤตโรคระบาด COVID-19 เปลี่ยนวิถีชีวิตและเศรษฐกิจไปหมด

Censuswide นักวิจัยการตลาดทำงานวิจัยสำหรับกองทรัสต์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส (องค์กรการกุศลเพื่อช่วยเหลือหนุ่มสาวกลุ่มเปราะบางของอังกฤษ) งานวิจัยนี้สำรวจประชาชนชาวอังกฤษวัย 16-25 ปี จำนวน 2,000 คน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า คนรุ่นใหม่เหล่านี้ประมาณ 2 ใน 5 มองว่าตนเอง “จะไม่ได้ทำอาชีพที่ตนเองอยากทำ” และ เป้าหมายในอนาคตของพวกเขา “ดูเป็นไปไม่ได้ที่จะทำสำเร็จ” รวมถึง “จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต”

สัดส่วนนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งหากกลุ่มประชากรที่สำรวจมาจากชนชั้นที่รายได้ต่ำกว่า โดยมีดัชนีชี้วัดคือกลุ่มคนที่ตอบว่าเคยได้รับอาหารกลางวันฟรีที่โรงเรียน

ก่อนหน้านี้ กลุ่มคนวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งจบใหม่หรือกำลังจะเรียนจบคือหนึ่งในกลุ่มพนักงานที่ได้รับผลกระทบสูงจากโรคระบาด เพราะเกิดปัญหาบริษัทรัดเข็มขัด งดจ้างงานเพิ่ม รวมถึงปัญหาการเรียนที่ต้องหยุดชะงักจากการล็อกดาวน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก องค์กรแรงงานสากลของสหประชาชาติยังมีรายงานเมื่อเดือนสิงหาคมว่า 42% ของคนวัยหนุ่มสาวทั่วโลก แม้จะยังมีงานทำในช่วงโรคระบาดแต่ก็มีรายได้ที่ลดลง

ผลสำรวจล่าสุดดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นภาพที่ค่อนข้างสิ้นหวังของคนหนุ่มสาว โดยเกือบ 3 ใน 5 ของผู้ที่ถูกสำรวจตอบว่าพวกเขา “กลัวว่าจะไม่มีงานทำ” ส่วนถ้าเจาะไปที่กลุ่มที่เรียนจบแล้วและยังไม่มีงานทำ เกือบครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้กังวลว่าจะตกงานไปอีกยาวนาน

36% ของคนหนุ่มสาวอังกฤษยังตอบว่าตนเอง “สูญเสียความหวัง” กับอนาคตโดยรวมไปแล้ว ขณะที่ 39% หมดแรงบันดาลใจกับการใช้ชีวิตในปีต่อไป

โจนาธาน ทาวน์เซนด์ ซีอีโอประจำประเทศอังกฤษของกองทรัสต์เจ้าฟ้าชายชาร์ลส กล่าวว่า บทสรุปจากผลสำรวจนี้ทำให้เห็นว่าโรคระบาดไม่ใช่แค่ดิสรัปต์การศึกษา แต่ยังทำลายโอกาสการงานอาชีพของคนรุ่นใหม่ด้วย

“โรคระบาดทำลายความมั่นใจต่ออนาคตของพวกเขา ถึงขนาดที่บางคนรู้สึกว่าพวกเขาจะไม่มีทางประสบความสำเร็จในชีวิตได้” ทาวน์เซนด์กล่าว และย้ำว่าคนที่มาจากกลุ่มด้อยโอกาสจะยิ่งได้รับผลกระทบหนักกว่า

“เราต้องสนับสนุนการเพิ่มพูนทักษะ ฝึกฝนใหม่ และทำให้พวกเขาเข้าถึงโอกาสด้านการงาน มิฉะนั้นเราจะเสียความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ไปและเกิดกลุ่มคนตกงานระยะยาวขึ้น ซึ่งเป็นผลเสียทั้งต่ออนาคตของพวกเขาเองและการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ”

Source

]]>
1299701