Honda – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 14 Jan 2026 13:24:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ย้อนรอย ‘โลโก้’ Honda ก่อนปรับโฉมใหม่ ในปี 2027 สะท้อน ‘การเกิดใหม่ครั้งที่ 2 ของแบรนด์ https://positioningmag.com/1555117 Wed, 14 Jan 2026 10:32:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555117 ‘โลโก้’ ถือเป็นหนึ่งภาพที่สะท้อนให้เห็นถึง Identity และทิศทางขององค์กรว่า กำลังเดินหน้าไปในทิศทางใด ซึ่งเมื่อไม่นานทางค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง ‘Honda’ (ฮอนด้า) ได้ประกาศใช้โลโก้ ‘H mark’ แบบใหม่ สำหรับธุรกิจรถยนต์ ที่จะประกาศใช้ในปี 2027

 

เพื่อเป็นสัญลักษณ์ ‘การเกิดใหม่ครั้งที่สองของแบรนด์’ และการเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจรถยนต์ฮอนด้าสู่อนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะ

 

บทความนี้ จึงอยากจะพาไปย้อนดูวิวัฒนาการโลโก้ของ Honda ในแต่ละยุคว่าเป็นอย่างไร

 

Honda ก่อตั้งขึ้นในปี 1947 มี ‘โซอิจิโร่ ฮอนด้า’ (Soichiro Honda) เป็นผู้ก่อตั้ง มีโลโก้เป็น ‘ปีก’ ที่กำลังกางออก เป็นสัญลักษณแห่งความเร็วและอิสระในการขับเคลื่อนอย่างอิสระ และสร้างชื่อโด่งดังในปี 1950 หลังจากเปิดตัวรถจักรยานต์รุ่นแรก นั่นคือ Honda Dream

 

-ในปี 1960 Honda ได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจรถยนต์ และเริ่มมีโลโก้ของตัวเองเป็นครั้งแรกในปี 1961 ด้วยการใช้โลโก้ตัว ‘H’ ขนาดใหญ่ดีไซน์ในทรงสี่เหลี่ยมอยู่ในกรอบสีแดง วางอยู่เหนือคำว่า Honda โดยโลโก้นี้ใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961-1969

 

-ถัดมา ในปี 1969 ได้มีปรับดีไซน์โลโก้ใหม่ ที่ยังคงใช้ตัว H เป็นตัวอักษรสีขาว ทรงสูง ผอม อยู่ในกรอบสีดำ แสดงถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ สำหรับโลโก้นี้ใช้ตั้งแต่ปี 1969-1981

 

-ปี 1981 ทาง Honda ได้ปรับดีไซน์โลโก้อีกครั้ง โดยโลโก้ยังเป็นสีดำ แต่กลับมาใช้ตัว H ที่ดูขยายใหญ่ มีความทันสมัย วางอยู่บนคำว่า Honda สีดำ ใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1981-2000

 

-ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในปี 2000 กับการเปลี่ยนโลโก้ใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของแบรนด์ที่เติบโตไปอีกขั้น ด้วยการปรับดีไซน์เน้นความพรีเมียม มีความทันสมัย โดยใช้ตัว H สีเทาเมทัลลิก มีการเชื่อมตัวเข้ากับกรอบ วางอยู่เหนือ Honda สีแดง ดูหนักแน่นและแข็งแกร่ง ซึ่งโลโก้นี้ใช้ตั้งแต่ปี 2000-2026

สำหรับโลโก้ H mark เวอร์ชั่นใหม่ มีแผนจะเริ่มปรับใช้กับทั้งกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่และกลุ่มรถยนต์    ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เริ่มต้นกับรุ่นรถยนต์ที่มีแผนเปิดตัวเข้าสู่ตลาดในปี ค.ศ. 2027 เป็นต้นไป

 

โดยโลโก้ใหม่นี้ได้รับการปรับโฉมควบคู่ไปกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่ ซึ่งรวมถึงไลน์อัป Honda 0 Series ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้ความมุ่งมั่นในการ ‘สร้างสรรค์รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของฮอนด้า’ ด้วยการเริ่มต้นจากศูนย์ ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ของฮอนด้า

 

แต่ยังคงใช้เอกลักษณ์ของแบรนด์ นั่นคือ การใช้ตัว H ทว่าได้นำกรอบสี่เหลี่ยมออก สะท้อนให้เห็นความยืดหยุ่น ความทันสมัย และวิสัยทัศน์ขององค์กรที่พร้อมมุ่งหน้าสู่ความท้าทายและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

 

ตามแผน Honda ยังเตรียมขยายขอบเขตการใช้โลโก้ H mark ใหม่ เพื่อสื่อถึงอัตลักษณ์ของธุรกิจรถยนต์ฮอนด้าในทุกมิติ ผ่านทั้งผลิตภัณฑ์และทุกจุดที่สามารถสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า อาทิ โชว์รูมและศูนย์บริการ การสื่อสาร และกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตสำหรับรถยนต์ เป็นต้น

 

ทั้งหมด เพื่อเป็นตัวแทน ‘การเกิดใหม่ครั้งที่สองของแบรนด์ Honda’ ในยุคการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะ

]]>
1555117
พักก่อนอีวี! ‘ฮอนด้า’ เตรียมมุ่งการลงทุนไปที่ ‘รถไฮบริด’ หลังเห็นการชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า https://positioningmag.com/1522576 Tue, 20 May 2025 16:26:50 +0000 https://positioningmag.com/?p=1522576 ในปี 2024 ที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) มียอดขายทั่วโลกที่ 10.8 ล้านคัน (+13.7%) ส่วนยอดขายรถยนต์ไฮบริด (PHEV) มียอดขายที่ 6.4 ล้านคัน เติบโตถึง 42.2% ทำให้ ฮอนด้า (Honda) มองว่า ควรทุ่มการลงทุนไปที่ PHEV แทน BEV

ล่าสุด โทชิฮิโระ มิเบะ ประธานบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทจะลดการลงทุนในด้านรถยนต์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ที่วางแผนไว้จนถึงปีธุรกิจ 2030 จาก 10 ล้านล้านเยน เหลือ 7 ล้านล้านเยน เนื่องจากมองว่าความต้องการในรถยนต์ไฟฟ้า 100% กำลังชะลอตัว ดังนั้น บริษัทจึงจะมุ่งเน้นไปที่ รถไฮบริดรุ่นใหม่ ตามความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น

“จากการชะลอตัวของตลาดในปัจจุบัน เราคาดว่ายอดขายรถ BEV ในปี 2030 จะลดลงต่ำกว่า 30% ที่เราตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้ และคาดว่ารถ BEV จะมีสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ของยอดขายทั้งหมดในตอนนั้น”

ทั้งนี้ ฮอนด้าคาดว่าจะขายรถยนต์ไฮบริดได้ 2.2 – 2.3 ล้านคันภายในปี 2030 โดยบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวรุ่น ไฮบริดรุ่นใหม่อีก 13 รุ่นทั่วโลก ภายใน 4 ปีนับจากปี 2027 นอกจากนี้ยังจะพัฒนาระบบไฮบริดสําหรับรุ่นขนาดใหญ่ซึ่งวางแผนที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังในช่วง 10 ปีจากนี้

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ฮอนด้าประกาศว่าได้ระงับแผนสร้างฐานการผลิตรถอีวีมูลค่า 1.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในประเทศแคนาดาเป็นเวลาประมาณสองปี เนื่องจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ากล่าวว่ายังคงวางแผนที่จะมีรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่และเซลล์เชื้อเพลิงเป็นยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดภายในปี 2040

]]>
1522576
มอง ‘นิสสัน’ ในวันที่ดีลควบรวมกับ ‘ฮอนด้า’ ล่ม อาจกลับสู่จุดเสี่ยง ‘ล้มละลาย’ เพราะหนี้ที่แบกกว่า ‘2 แสนล้านบาท’ https://positioningmag.com/1510744 Thu, 13 Feb 2025 09:05:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1510744 ในที่สุด ฮอนด้า และ นิสสัน ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการถึงการยุติดีล ควบรวม มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนิสสันไม่ต้องการเป็น บริษัทลูก และเมื่อพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ แล้ว ทั้งสองบริษัทมองว่า การแยกกัน จะทำให้ทั้งคู่ดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วกว่า จึงเลือกที่จะยุติการหารือ และข้อตกลง MOU

แม้ว่าข้อตกลงจะยุติลง แต่ทั้งสองบริษัทก็ไม่ใช่ว่าจะมองหน้ากันไม่ติด โดยทั้งคู่ยังยังคงมีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างกัน โดยจะมุ่งเน้นไปที่ เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และ รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งสองบริษัท เพราะต้องอยู่รอดให้ได้ท่ามกลางการแข่งขันของยานยนต์ยุคใหม่

การควบรวมที่ไม่เกิดขึ้น สำหรับ ฮอนด้า (Honda) ค่ายรถเบอร์ 2 ของญี่ปุ่น อาจไม่ได้น่าเป็นห่วงมาก เพราะ กำไรของบริษัทยังเติบโต โดยกําไรจากการดําเนินงานในไตรมาส 3 อยู่ที่ 3.97 แสนล้านเยน เพิ่มขึ้น +5% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากยอดขายรถยนต์ที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ และเงินเยนที่อ่อนค่า 

โดยบริษัทยังคงคาดการณ์กําไรจากการดําเนินงานทั้งปีที่ 1.42 ล้านล้านเยน ในขณะที่แก้ไขแนวโน้มยอดขายทั่วโลกเป็น 3.75 ล้านคันจาก 3.8 ล้านคันที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยส่วนใหญ่สะท้อนถึงการลดลงในญี่ปุ่น

ที่น่าเป็นห่วงคือ นิสสัน (Nissan) โดยนักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่า บริษัทอาจเผชิญกับการ ล้มละลาย ในปี 2026 เพราะ กําไร ของนิสสันใน 6 เดือนหลัง (สิ้นสุดในเดือนกันยายน) ลดลง 94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2023

ด้วยเหตุนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2024 นิสสันได้ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรจากการดำเนินงานลง 70% สู่ระดับ 1.5 แสนล้านเยน (3.3 หมื่นล้านบาท) จากเดิมที่คาดการณ์ไว้จะแตะ 5 แสนล้านเยน และทำให้บริษัทต้องประกาศ ลดกําลังการผลิตลง 20% ส่งผลให้มีการ เลิกจ้างพนักงาน 9,000 คน 

นอกจากนี้ บริษัทยังใช้เงินสดไปมากถึง 4.48 แสนล้านเยน (ประมาณ 99,880 ล้านบาท) ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องประกาศขายหุ้นมิตซูบิชิ ที่บริษัทถือครองอยู่ประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6.9 หมื่นล้านเยน ในขณะนั้น

นอกจากผลประกอบการที่ไม่สู้ดีนัก บริษัทยังเผชิญกับ หนี้สิน โดยมีหนี้สินระยะสั้นที่ต้องชำระภายใน 1 ปี รวมประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.4 หมื่นล้านบาท) แต่ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.6 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 (ราว 1.9 แสนล้านบาท) 

ไม่ใช่แค่ปัญหาทางการเงินที่นิสสันต้องเผชิญ แต่ยังมีปัญหาที่ค่ายผู้ผลิตรถยนต์รุ่นเก่าส่วนใหญ่ เผชิญก็คือ ต้นทุนการวิจัยและพัฒนา จํานวนมากในการเปลี่ยนจากการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 

อีกทั้งยังเจอความกดดันจากตลาด สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของนิสสัน เพราะแม้ว่า ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ จะระงับการขึ้นอัตราภาษีสําหรับรถยนต์ที่นําเข้าจากเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นฐานการผลิตและตลาดที่สําคัญสําหรับนิสสัน แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่

ก็คงต้องจับตาดูอนาคตของนิสสันกันต่อไป ว่าจะเป็นเช่นไรหลังดีลกับฮอนด้าล่ม เพราะมีอีกหลายบริษัทที่สนใจจะลงทุนกับนิสสัน อาทิ Foxconn บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่สุดของโลกสัญชาติไต้หวัน ที่กำลังจะพิจารณาเข้าถือหุ้นในนิสสัน ในขณะที่อนาคตของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายนี้แขวนอยู่บนเส้นด้าย

CNN / japantimes

]]>
1510744
‘Honda’ สั่งหยุดการผลิตรถใน ‘จีน’ หลังยอดขายหดเกือบครึ่ง พร้อมเล็งเลิกจ้างงาน 2,000 ตำแหน่ง https://positioningmag.com/1490162 Sun, 15 Sep 2024 10:56:37 +0000 https://positioningmag.com/?p=1490162 อย่างที่รู้ว่าปัจจุบันการแข่งขันของตลาดรถยนต์ในจีนนั้นรุนแรงมาก เนื่องจากค่ายรถจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะ รถอีวี ทำให้ค่ายรถยนต์สันดาปสัญชาติญี่ปุ่นกำลังตกที่นั่งลำบาก รวมไปถึง ฮอนด้า (Honda)

ล่าสุด Honda Motor ได้ หยุดการผลิตชั่วคราว ที่โรงงานทั้ง สามแห่ง ที่ดําเนินงานในกิจการร่วมค้ากับ Dongfeng Motor ในเมืองอู่ฮั่นตอนกลางของจีน เพื่อลดการผลิตท่ามกลางยอดขายรถยนต์ใหม่ที่ลดลง สวนทางกับสินค้าคงคลังสูง เพราะรวมแล้วโรงงานมีกําลังการผลิตปีละ 720,000 คัน

Honda เริ่มเห็นยอดขายที่ลดลงอย่างมากในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่ามกลางสงครามราคาที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มซึ่งยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล โดยในเดือนสิงหาคม ยอดขายของ Honda ในประเทศจีน ลดลง 44.3% และนับเป็นการลดลง 7 เดือนติดต่อกัน 

นอกจากนี้ Dongfeng Honda เริ่มให้คําปรึกษาแก่คนงานที่อาจยินดีที่จะ ลาออกโดยสมัครใจ โดยมีสื่อจีนรายงานว่า บริษัทวางแผนที่จะลดพนักงานประมาณ 2,000 คน

Source

]]>
1490162
รวมกันเราอยู่! “Honda – Nissan” ร่วมมือกันพัฒนาองค์ความรู้ “รถอีวี” จุดหมายเพื่อสู้ในตลาด “จีน” https://positioningmag.com/1484988 Fri, 02 Aug 2024 08:23:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1484988 “Honda Motor” และ “Nissan Motor” ประกาศความร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ “รถอีวี” เช่น ซอฟต์แวร์ แบตเตอรี เพื่อลดต้นทุนการพัฒนาของทั้งสองฝ่ายและทำให้แข่งขันในตลาดต่างๆ ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ “จีน” ซึ่งยอดขายของทั้งสองบริษัทกำลังตกต่ำ

ขณะที่ “Mitsubishi Motors” ซึ่งมีดีลความร่วมมือกับ “Nissan” มาตั้งแต่ปี 2016 จะเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์รวม 3 บริษัท ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการเจรจาเป็นพันธมิตรด้านเงินทุนระหว่าง Honda และ Nissan หรือไม่ โทชิฮิโร มิเบะ ประธานบริษัท Honda กล่าวว่า “เรายังไม่ได้หารือเกี่ยวกับการเป็นพันธมิตรด้านเงินทุนในขณะนี้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้”

เมื่อร่วมกัน 3 บริษัทแล้วจะทำให้ต้นทุนการพัฒนาลดลง และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งญี่ปุ่นด้วยกันได้ เพราะก่อนหน้านี้มี 4 บริษัทญี่ปุ่น ได้แก่ Toyota Motor, Subaru, Suzuki Motor และ Mazda Motor ที่ประกาศสร้างกิจการร่วมค้า ผนึกกำลังกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปแล้ว

“แม้ว่าเราจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่เรามีความท้าทายเหมือนกัน” มาโกโตะ อูชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nissan กล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับมิเบะ “ประเด็นหลักของความร่วมมือของเราจะเป็นด้านซอฟต์แวร์”

Honda
Honda Ye GT Concept รถอีวีของแบรนด์ที่จะเข้าทำตลาดในจีนเท่านั้น

บริษัทรถญี่ปุ่นนั้นกำลังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดใน “จีน” อย่างต่อเนื่อง หลังจากรถยนต์ไฟฟ้าจีน เช่น BYD ได้รับความนิยมสูงขึ้น และกินส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม เฉพาะเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยอดขายของ Honda ในจีนตกลงถึง 40% และของ Nissan ก็ตกลง 27% เมื่อสัปดาห์ก่อน Honda เพิ่งจะตัดสินใจลดการผลิตรถสันดาปในฐานผลิตที่จีนลง 19% ส่วน Mitsubishi Motors ถึงกับถอนฐานผลิตออกจากจีนไปแล้วตั้งแต่ปีก่อน

“Honda และ Nissan กำลังเผชิญกับความยากลำบากในจีน และพวกเขาจะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้นถึงจะยังอยู่ในตลาดที่นั่นได้” ทัตซูโอะ โยชิดะ นักวิเคราะห์ยานยนต์อาวุโสจาก Bloomberg Intelligence กล่าว ดังนั้น การเป็นพันธมิตรนี้จึง “มีเหตุผล”

อูชิตะ ซีอีโอของ Nissan กล่าวด้วยว่า แบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้าและมอเตอร์ไฟฟ้าต้องใช้การลงทุนมหาศาล ดังนั้น การที่บริษัทรถตกลงร่วมมือกันพัฒนาในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการสร้างความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้ผลตอบแทนจากการทุ่มทรัพยากรลงไป

Nissan
Nissan LEAF เจนเนอเรชันใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในปี 2025

สำหรับผลงานในช่วงครึ่งปีแรก 2024 ทั้ง 3 บริษัทในความร่วมมือนี้คือ Honda, Nissan และ Mitsubishi สร้างยอดขายรถยนต์ไป 4 ล้านคันทั่วโลก ซึ่งยังน้อยกว่า Toyota แค่บริษัทเดียวที่สามารถขายได้ 5.2 ล้านคัน

การต่อสู้ของบริษัทรถญี่ปุ่นในตลาดโลกนั้นมีแรงหนุนจากรัฐบาลด้วย โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่ารถญี่ปุ่นจะต้องได้ส่วนแบ่งตลาด 30% ในตลาดโลกภายในปี 2030

“รัฐบาลและบริษัทรถญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติแล้วว่า ญี่ปุ่นจะไม่ชนะในตลาดถ้าสถานะยังเป็นแบบนี้ต่อไป” ทาเครุ อิโตะ ผู้อำนวยการที่สำนักงานการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลด้านการเคลื่อนที่ของกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมกล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อเดือนที่แล้ว

Source

]]>
1484988
มอเตอร์ไซค์ก็ไม่รอด! ‘ฮอนด้า’ ประเมินตลาดปี’67 หดตัว 10% เร่งเข็นรถ 8 รุ่นใหม่กระตุ้นตลาดครึ่งปีหลัง https://positioningmag.com/1483732 Wed, 24 Jul 2024 04:12:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1483732 หากพูดถึงภาพของตลาด รถยนต์ ในไทยครึ่งปีแรก บอกเลยว่า หืดขึ้นคอ เพราะมียอดขายรวมอยู่ที่ 307,995 คัน เท่านั้น โดยปัจจัยลบหลัก ๆ หนีไม่พ้นเรื่องของเศรษฐกิจที่ไม่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ตลาดรถยนต์ แต่ตลาด รถจักรยานยนต์ ก็ได้รับผลกระทบ แม้จะไม่หนักเท่า

ครึ่งปีแรกหดตัว 10%

ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า แม้ว่าช่วงครึ่งปีแรกจะมีปัจจัยบวกอย่าง ปัจจัยนักท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น 35% หรืออยู่ที่ 17.5 ล้านคน และภาคการส่องออกเริ่มฟื้นตัว แต่จากปัจจัยลบทั้ง ภาวะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนสูง และ GDP ที่เติบโตเพียง 1.5% รวมไปถึงมาตรการควบคุมสินเชื่อที่จำกัดไม่เกิน 130% และมีอัตราการปล่อยเพียง 70%

ส่งผลให้ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน ปี 2567 มียอดขายอยู่ที่ 9 แสนคัน ลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับ ฮอนด้า (Honda) มียอดขายที่ 7.9 แสนคัน ลดลงประมาณ 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ถ้านับเฉพาะตลาด A.T. หรือเกียร์อัตโนมัติ ที่มีสัดส่วนมากที่สุด (ราว 52% ของตลาด) ฮอนด้ามียอดขาย 3.4 แสนคัน เติบโตประมาณ 1% ขณะที่ภาพรวมตลาดในกลุ่มนี้ หดตัว 5% รวม 4.6 แสนคัน

“เรามองว่าภาพรวมตลาดทั้งปีจะมียอดอยู่ที่ 1.7-17.5 ล้านคัน หดตัว 10% ส่วนฮอนด้าเองคาดว่าจะมียอดรวมที่ 1.36-1.4 ล้านคัน ลดลง 7% และด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ มองว่าตลาดยังซึมยาวไปอีก 2-3 ปี”

ครึ่งปีหลังอัดรถเพิ่ม 8 รุ่น หวังกระตุ้นตลาด

เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดช่วงครึ่งปีหลัง ฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ 2 รุ่นใหม่ ได้แก่ New Honda Forza 350 และ Honda Scoopy Hello Kitty Limited Edition และมีแผนจะเปิดตัวใหม่อีก 6 รุ่น ไม่รวมกับรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (บิ๊กไบค์) ที่จะได้เห็นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดมากขึ้น

ในส่วนของ โปรโมชั่นส่งเสริม ยังไม่มี เพราะมองว่าในสถานการณ์แบบนี้ การลดราคาไม่ได้ช่วยอะไร อย่างไรก็ตาม แต่ละดีลเลอร์จะมีโปรโมชั่นส่งเสริมการของตัวเอง ดังนั้น แนวทางจึงเป็นการเพิ่มความหลากหลายของรุ่นเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า และเสริมในส่วนบริการ

“ตลาดอาจไม่ได้โตเหมือนในอดีต เพราะขึ้นอยู่กับเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น เราจึงเน้นที่ความพอใจของลูกค้าเป็นหลัก เราจะทำเต็มที่เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้ให้พึงพอใจ ทั้งในแง่ผลิตภัณฑ์ การบริการ”

เชื่อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังไม่บูม

ในส่วนของ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า อาจไม่ได้เติบโตเร็วเหมือนรถอีวี โดยปีที่ผ่านมามียอดขายที่ 22,600 คัน และปีนี้คาดว่าจะมียอดขายราว 30,000 คัน ขณะที่สัดส่วนของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในตลาดยังอยู่ที่ประมาณ 2% เท่ากับในปี 2021 ดังนั้น จะเห็นว่ามีการเติบโตแต่ไม่ก้าวกระโดด ซึ่งส่วนหนึ่งมองว่าเป็นเพราะเรื่องเทคโนโลยีที่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งาน และรถจักรยานยนต์ในปัจจุบันก็ค่อนข้างประหยัดอยู่แล้ว

“มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าวิ่งได้ 80-100 กม./การชาร์จ แต่รถจักรยานยนต์ทุกวันนี้เติมน้ำมัน 1 ลิตรวิ่งได้ 60 กม. ดังนั้น ค่อนข้างประหยัดอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ฮอนด้าเองก็มีแผนการเพื่อรองรับตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยยังคงศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค และการ สวอปแบตเตอรี่ และจะขยายตู้สวอปแบตรุ่นใหม่เป็น 40 ตู้ ภายในปีนี้

ยืนยัน 2 ล้อยังไม่ปรับการผลิต

หลังจากที่มีข่าวว่า ฮอนด้ามีแผนลดกำลังการผลิตรถยนต์ในไทยลงมากกว่า 50% อันเป็นผลมาจากการเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน แต่ในส่วนของรถจักรยานยนต์ ยังไม่มีการปรับ โดย ยูอิจิ ย้ำว่า แม้ตลาดจะไม่เติบโตก้าวกระโดดเหมือนอดีตแต่ ยังไปได้ โดยปัจจุบัน กำลังการผลิตรถจักรยานยนต์สูงสุดของฮอนด้าอยู่ที่ 1.6-1.7 ล้านคัน/ปี รวมทั้งจำหน่ายในประเทศและส่งออก ปัจจุบัน ผลิตอยู่ที่ประมาณ 85% ของกำลังการผลิตสูงสุด

]]>
1483732
ถึงเวลาสู้ศัตรูคนเดียวกัน! ‘ฮอนด้า’ ผนึก ‘นิสสัน’ พัฒนารถอีวีเพื่อสู้กับ ‘ค่ายจีน’ https://positioningmag.com/1466580 Mon, 18 Mar 2024 03:58:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1466580 หากเป็นรถยนต์สันดาป ผู้ที่ครองตลาดก็จะเป็น ค่ายรถญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นตลาดรถอีวี ค่ายจีน ได้กลายเป็นผู้นำของตลาดไปเรียบร้อยแล้ว แม้แต่แบรนด์สุดแข็งอย่าง Tesla ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับค่ายจีน ดังนั้น แบรนด์ญี่ปุ่นจึงต้องเลิกสู้กันเอง หันมาจับมือกันเพื่อสู้ค่ายจีน

ในอดีตค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นอาจจะต้องแข่งกับค่ายรถจากฝั่งยุโรปและแข่งขันกันเอง แต่ตอนนี้ทุกค่ายคงตระหนักได้ว่า คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดในตลาดก็คือ ค่ายรถอีวีจีน ทำให้ นิสสัน (Nissan) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจแบบไม่ผูกมัด (Memorandum of Understanding – MoU) กับ ฮอนด้า (Honda) ค่ายรถยนต์คู่แข่ง เพื่อร่วมมือกันในการผลิตส่วนประกอบสำคัญสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและปัญญาประดิษฐ์ในแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ยานยนต์

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ทั้งสองบริษัทประหยัดต้นทุนในการผลิต เพราะทำให้มี Economy of scale ที่มากขึ้น ซึ่งจะยิ่งช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นสามารถแข่งขันกับค่ายรถอีวีจากจีน โดยเฉพาะ บีวายดี (BYD) จากจีนที่เพิ่งบุกตลาดประเทศญี่ปุ่น รวมถึง เทสลา (Tesla) ด้วย

“ผู้เล่นหน้าใหม่มีความก้าวร้าวมากและกำลังบุกเข้ามาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง เราไม่สามารถชนะการแข่งขันได้ ตราบใดที่เรายึดมั่นในแนวคิดและแนวทางแบบดั้งเดิม” มาโกโตะ อุชิดะ ซีอีโอของนิสสัน กล่าว

อย่างไรก็ตาม นิสสันและฮอนด้า ยังไม่ได้หารือเกี่ยวกับการลงทุนร่วมกัน แต่ก็เปิดรับความเป็นไปได้ในอนาคต รวมถึงยัง เปิดกว้างในการร่วมมือกับพันธมิตร ที่มีอยู่หากมีโอกาสเกิดขึ้น

“เราถูกจำกัดด้วยเวลา ดังนั้น จำเป็นต้องทำให้เร็ว เพื่อที่ภายในปี 2030 เราจะอยู่ในตำแหน่งที่ดี เราจึงต้องตัดสินใจตั้งแต่ตอนนี้”

ทั้งนี้ ฮอนด้าตั้งเป้าที่จะเพิ่มอัตราส่วนรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงเป็น 100% ของยอดขายทั้งหมดภายในปี 2040 ส่วนนิสสันถือเป็นผู้บุกเบิกด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยรุ่น Leaf

ที่ผ่านมา ทั้งฮอนด้าและนิสสัน ได้พิจารณาเตรียมลดกำลังการผลิตในประเทศจีน โดยสาเหตุสำคัญคือผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นต้องแข่งขันกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าของจีน โดยนิสสันเตรียมลดกำลังการผลิตในจีนสูงสุดถึง 30% เหลือ 1.6 ล้านคัน/ปี ส่วนฮอนด้านั้นจะลดกำลังการผลิตราว 20% เหลือ 1.2 ล้านคันต่อปี

Source

]]>
1466580
Nissan และ Honda พิจารณาลดกำลังการผลิตรถยนต์ในจีน หลังผู้ผลิตในแดนมังกรแข่งขันดุเดือดมากขึ้น https://positioningmag.com/1466084 Tue, 12 Mar 2024 17:29:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1466084 ‘นิสสัน’ และ ‘ฮอนด้า’ ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ได้พิจารณาลดกำลังการผลิตรถยนต์ในจีน หลังเจอแรงกดดันจากผู้ผลิตในประเทศหลายรายจากการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามรถยนต์ไฟฟ้าจากหลายแบรนด์

Nikkei Asia รายงานข่าวว่า นิสสัน (Nissan) และ ฮอนด้า (Honda) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ได้พิจารณาเตรียมลดกำลังการผลิตในประเทศจีน โดยสาเหตุสำคัญคือผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นต้องดิ้นรนเพื่อไล่ตามการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้ากับผู้ผลิตแดนมังกร

โดย Nissan จะเริ่มพูดคุยกับบริษัทร่วมทุนในท้องถิ่นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อลดกำลังการผลิตในจีนสูงสุดถึง 30% ขณะที่ Honda นั้นจะลดกำลังการผลิตราวๆ 20% กำลังการผลิตที่ลดลงจะทำให้ Nissan เหลือจำนวนรถยนต์ที่ผลิตในจีนเหลือแค่ 1.6 ล้านคันต่อปี ซึ่งผลิตในโรงงาน 8 แห่งทั่วประเทศจีน ขณะที่ Honda จะเหลือแค่ 1.2 ล้านคันต่อปีเท่านั้น

ในปี 2023 ที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตรถยนต์ของ Nissan ในประเทศจีนลดลง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ แค่ 793,000 คันเท่านั้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนั้นถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดครั้งแรกในรอบ 14 ปีของบริษัทอีกด้วย

ในช่วงทศวรรษ 2000 ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นหลายรายได้เริ่มให้ความสำคัญกับการผลิตและการขายรถยนต์ในจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในแดนมังกร เพื่อตอบสนองต่อคำขอของรัฐบาลจีนที่ขอให้ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ

รถยนต์ญี่ปุ่นได้รับความนิยมในหมู่ชาวจีนเนื่องจากมีคุณภาพสูง ในช่วงปี 2020 ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นได้ครองตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 20% แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทในประเทศจีนหลายรายได้หันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นซึ่งเราจะเห็นได้จากหลากหลายแบรนด์

ขณะที่ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเองนั้นไม่สามารถที่จะไล่ตามเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของผู้ผลิตในประเทศจีนได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการแข่งขันทางด้านราคา หรือแม้แต่การเพิ่มลูกเล่นต่างๆ เข้ามา เพื่อดึงดูดลูกค้า

จีนยังมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็น Nio หรือ Xpeng หรือแม้แต่ผู้ผลิตสินค้าไอทีอย่าง Xiaomi ที่ลงมาลุยตลาดดังกล่าว รวมถึง Huawei เองก็ได้ร่วมทุนกับผู้ผลิตยานยนต์ในประเทศจีนก็มีแผนที่จะออกรถยนต์ไฟฟ้ามาสู่ท้องถนนให้ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยอดขายรถไฟฟ้าในประเทศจีนชะลอตัวลง แบรนด์จีนหลายแห่งยิ่งต้องแข่งขันเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตรถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัยเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ท้ายที่สุดต้องมีการปรับลดการผลิต

]]>
1466084
ค่ายรถตะวันตกเปลี่ยนแผนชะลอการผลิต เมื่อตลาด “รถอีวี” ในสหรัฐฯ ไม่เปรี้ยงอย่างที่คาด https://positioningmag.com/1449677 Mon, 30 Oct 2023 04:05:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1449677 ค่ายรถยนต์ฟากตะวันตกหลายรายเปลี่ยนเป้าหมายการผลิตและยอดขาย “รถอีวี” หลังเสียงสะท้อนจากดีลเลอร์พบว่า ดีมานด์รถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ ไม่ได้เปรี้ยงต่อเนื่องอย่างที่คาด สต็อกรถอีวีเหลือเพียบ

สำนักข่าว Business Insider รายงาน ผู้บริหารระดับสูงจากค่ายรถยนต์หลายค่ายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเติบโตในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีสภาวะที่น่ากังวล และความผันผวนนี้กำลังทำให้กลยุทธ์การทุ่มลงทุนเพื่อพัฒนา “รถอีวี” ของพวกเขาเกิดความเสี่ยง

ตัวอย่างเช่น General Motors (GM) บริษัทที่เป็นหนึ่งในทัพหน้าเข้าสู่ตลาดรถอีวี โดยส่งรถรุ่น Chevrolet Bolt เข้าสู่ตลาดมาแล้ว 7 ปี และวางเป้าหมายว่าจะเปลี่ยนบริษัทให้หันมาผลิตเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้ามานานแล้ว ก่อนที่คู่แข่งคนอื่นจะขยับตัว อย่างไรก็ตาม ด้วยผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ออกมาล่าสุด ทำให้ GM ต้องผ่อนคันเร่งเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าลง

Marry Barra ซีอีโอของ GM ประกาศว่า บริษัทจำต้องเลื่อนเป้าหมายการผลิตรถอีวี 100,000 คันภายในครึ่งปีหลังปี 2023 และเป้าผลิตรถอีวีอีก 400,000 คันภายในครึ่งปีแรกปี 2024 ออกไปอย่างไม่มีกำหนดก่อน

“เมื่อเรากำลังก้าวไปบนเส้นทางการทรานส์ฟอร์มสู่ยุครถอีวีมากขึ้น เส้นทางก็เริ่มมีสะดุดบ้าง” Barra กล่าว

การปรับเป้าของ GM เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างจะคาดไม่ถึงสำหรับนักลงทุน แต่ GM ไม่ใช่ค่ายเดียวที่เห็นสัญญาณเตือนในตลาดรถอีวี

ภาพจาก Shutterstock

แม้แต่เจ้าตลาดอย่าง Tesla ของมหาเศรษฐี Elon Musk ก็ยังกล่าวเตือนถึงสถานการณ์ตลาดรถอีวีหลังผลประกอบการรอบล่าสุดออกมา โดยบริษัทมองว่าความกังวลด้านเศรษฐกิจจะทำให้ดีมานด์ความต้องการรถยนต์ลดลง และจะมีผลกระทบแม้แต่กับ Tesla

ขณะที่ Mercedes-Benz ค่ายรถยนต์ที่ที่ผ่านมาลดราคารถอีวีหนักมากเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ค่ายนี้ก็ไม่ได้ปิดบังว่าตลาดกำลังผันผวน

“พื้นที่นี้ (ตลาดรถอีวี) แข่งขันกันรุนแรงมาก” Harald Wilhelm ซีเอฟโอของ Mercedes-Benz กล่าวกับนักลงทุน “ผมจินตนาการแทบไม่ออกเลยว่าตลาดแบบที่เป็นอยู่นี้จะยั่งยืนสำหรับทุกคนได้อย่างไร”

 

“รถอีวี” เริ่มขายออกยากขึ้นในสหรัฐฯ

ไม่ใช่แค่ Mercedes-Benz ที่ต้องลดราคารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้ขายออก ค่ายรถอีวีหลายค่ายก็ทำแบบเดียวกัน

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ดีลเลอร์รถกลับพบว่ารถอีวีเริ่มจะใช้เวลาขายออกนานขึ้น มีรถสต็อกเหลือในมือดีลเลอร์มากขึ้น เมื่อเทียบกับรถสันดาปปกติ

เหตุเพราะวัฏจักรผู้บริโภคขณะนี้ได้เลยจากกลุ่ม Early-Adopters เข้าสู่กลุ่มลูกค้าทั่วไปที่มีการเปรียบเทียบหลายด้าน ทั้งด้านราคา โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับรถอีวี และไลฟ์สไตล์ของตนเองที่อาจจะไม่เหมาะกับรถอีวี

Ford Mustang Mach-E รถเอสยูวีไฟฟ้า

หลายเดือนก่อนหน้านี้ ดีลเลอร์เริ่มส่งเสียงบอกผู้ผลิตแล้วว่าความต้องการในตลาดเริ่มจะชะลอลง ซึ่งทางผู้ผลิตเองก็ดูจะรับฟังความเป็นจริง

Ford เป็นเจ้าแรกที่รีบปรับเปลี่ยนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 โดยขยายกรอบระยะเวลาที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทให้ครบ 600,000 คันภายใน 1 ปีออกไป และล้มเลิกเป้าการผลิตรถอีวี 2 ล้านคันภายในปี 2026 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ด้าน Honda ก็ล้มแผนความร่วมมือกับ GM ที่จะผลิตรถอีวีตลาดแมสในราคาต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐต่อคันออกไปก่อน โดย Toshihiro Mibe ซีอีโอ Honda มองว่าสภาพแวดล้อมในตลาดรถอีวีนั้นผันผวนจนยากเกินกว่าจะวัดได้

“หลังจากศึกษาเรื่องนี้มานาน 1 ปี เราตัดสินใจกันว่าโครงการนี้จะเป็นไปได้ยากในเชิงธุรกิจ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจึงหยุดโครงการพัฒนารถอีวีในราคาเข้าถึงได้ไปก่อน” Mibe กล่าวในการสัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว

แต่สำหรับบางคน การชะลอตัวของตลาดรถอีวีก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ

“ในที่สุดคนก็เริ่มเห็นความเป็นจริง” Akio Toyoda ประธานกรรมการ Toyota Motor กล่าวในงาน Japan Mobility Show ตามการรายงานของ Wall Street Journal โดยค่ายรถญี่ปุ่น Toyota ถือเป็นหนึ่งในค่ายรถที่แสดงออกถึงความกังวลและไม่ค่อยเห็นด้วยมาตลอดต่อการเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ค่ายรถอื่นๆ กำลังมุ่งหน้าไป

Source

]]>
1449677
4 ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น จับมือพัฒนา “เครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจน” รับเทรนด์พลังงานสะอาด https://positioningmag.com/1430863 Thu, 18 May 2023 05:00:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1430863 ในขณะที่ จีน ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถอีวี ไม่ว่าจะ 2 ล้อหรือ 4 ล้อ ส่วน ญี่ปุ่น เจ้าแห่งรถยนต์สันดาป ก็ขอเน้นไปพัฒนาที่ รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน ล่าสุด 4 แบรนด์รถจักรยานยนต์ชั้นนำก็ผนึกกำลังกันผลิตเครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจน

4 แบรนด์ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่น ประกอบด้วย Honda, Kawasaki, Suzuki และ Yamaha กล่าวว่า พวกเขาจะจัดตั้งองค์กรที่อุทิศตนเพื่อการวิจัยและพัฒนา เครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจน ในเดือนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของญี่ปุ่นที่ต้องการส่งเสริมพลังงานไฮโดรเจนให้เป็นแหล่งพลังงานรุ่นต่อไป เพื่อลดมลพิษ

นอกจาก 4 บริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำจะเข้าร่วมเเล้ว บริษัทอย่าง Toyota ซึ่งพัฒนารถยนต์เครื่องยนต์ไฮโดรเจน และบริษัท Kawasaki Heavy Industries Ltd ซึ่งมีความรู้ความชำนาญในการขนส่งไฮโดรเจนเหลว ก็จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกพิเศษในองค์กรเช่นกัน

ไม่ได้มีแค่บริษัทญี่ปุ่นเท่านั้นที่ร่วมในสมาคม แต่ยังมีองค์กรที่เรียกว่า Hydrogen Small mobility & Engine technology Association ที่จะเชิญผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเข้าร่วมในการส่งเสริมยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนทั่วโลกด้วย โดยองค์กรดังกล่าวกำลังพิจารณาติดตั้งเครื่องยนต์ดังกล่าวบนยานพาหนะขนาดเล็ก เรือขนาดเล็ก และโดรน

ความเคลื่อนไหวดัง กล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่นซึ่งแต่เดิมแข่งขันกันในด้านของเครื่องยนต์สันดาป กำลังพยายามส่งเสริมไฮโดรเจนให้เป็นทางเลือก เนื่องจากพวกเขายังใช้เครื่องยนต์ที่มีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ไฟฟ้า 100%

“ไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาดรุ่นต่อไปที่มีศักยภาพมหาศาล” Yoshihiro Hidaka ประธาน Yamaha กล่าว

ปัจจุบัน ยังไม่มีมอเตอร์ไซค์พลังงานไฮโดรเจน เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคในการสร้างยานพาหนะดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการที่ไฮโดรเจนติดไฟได้ดีกว่าน้ำมันเบนซิน และรถสองล้อมีพื้นที่จำกัดสำหรับเครื่องยนต์และถังเชื้อเพลิง ขณะที่ สมาคมจะร่วมมือกันในการวิจัยพื้นฐานสำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน ส่วนการตัดสินใจพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในเชิงพาณิชย์ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ Yoshihiro Hidaka เชื่อว่า สิ่งสำคัญของตลาด คือ ต้องมียานยนต์สีเขียวที่หลากหลายเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ดียิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทั้ง 4 บริษัทเคยจับมือกันกำหนดมาตรฐานแบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ เพื่อให้สามารถใช้แบตฯ ร่วมกันได้แม้จะต่างยี่ห้อรถ โดยหวังว่ามาตรฐานดังกล่าวจะส่งเสริมมอเตอร์ไซค์อีวีให้เป็นที่แพร่หลาย

]]>
1430863