ซีพีดึงกูรูการเงินโลกเกาะติดวิกฤต

ค่ายซีพีที่มียอดขายจากธุรกิจอาหาร และการเกษตรกว่าปีละ 1.5 แสนล้านบาท แม้จะส่งไปในตลาดสหรัฐอเมริกาไม่มากนัก และมีการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ หาตลาดที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยงมานาน แต่หากปัญหาวิกฤตลุกลาม “ซีพี” ก็อาจสะเทือน การเตรียมพร้อมเวลานี้จึงดีที่สุด

“อาชว์ เตาลานนท์” รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยจะได้รับผลทางอ้อมจากวิกฤตในสหรัฐอเมริกา เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 20% หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ โตไม่ถึง 1% ขณะที่เศรษฐกิจโลกโต 3.7% ในปี 2009 ย่อมทำให้การส่งออกของไทยลดลงและไม่สดใส โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยและอัญมณี ซึ่งจะทำให้ส่งออกชะลอตัวอย่างน้อย 1-2 ปี ส่วนธุรกิจของซีพีขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ไม่ประมาท

“ซีพีได้ทำธุรกิจแบบกระจายความเสี่ยงมานาน คือการกระจายตลาดการส่งออกของซีพีไปในหลายประเทศ และมีสินค้าหลากหลาย แต่สถานการณ์นี้ซีพีก็ประมาทไม่ได้ ในช่วงนี้จึงมีการติดตามและวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด”

ขณะเดียวกันฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเครือซีพียังได้ส่งเอกสารประชาสัมพันธ์ถึงปฏิกิริยาของผู้บริหารต่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ว่า

“ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือ เปิดเผยว่า จากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเงิน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลก ขณะที่เครือเจริญโภคภัณฑ์มีธุรกิจครอบคลุมถึง 26 ประเทศ จึงเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบ โดยได้แต่งตั้งนายฮานส์ ไรค์ มาเป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการเครือซีพีและเป็นประธานกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการด้านการเงิน เครือซีพี เนื่องจากเห็นว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเงิน มีประสบการณ์อยู่ในเวทีการเงินร่วม 40 ปี เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ประธานธนาคารแห่งประเทศเยอรมนี และปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการภาคเอกชน ประธานคณะที่ปรึกษาคณะกรรมการซิตี้กรุ๊ป เยอรมนี และที่ปรึกษาในบริษัทเอกชนหลายแห่งที่เยอรมนี รวมทั้งประธานที่ปรึกษาธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีน

นอกเหนือจากที่เพิ่งมามาบรรยายพิเศษเรื่อง “วิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกและผลกระทบ” ให้ผู้บริหารระดับสูงในเครือซีพี ได้ฟังเป็นความรู้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจรวมทั้งวางแผนธุรกิจให้ก้าวข้ามผ่านวิกฤตนี้

การบรรยายมีเนื้อหาสรุปว่า โลกกำลังเผชิญกับปัญหาสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. วิกฤตด้านพลังงาน ราคาน้ำมันและพลังงานที่สูง ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจของโลก
2. วิกฤตด้านอาหารทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูง เกิดภาวะเงินเฟ้อ และขาดแคลนอาหารในประเทศที่กำลังพัฒนา ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาล
3. วิกฤตด้านการเงิน ความผันผวนทางการเงินในสหรัฐอเมริกา ทำให้คนขาดความเชื่อมั่นในระบบการเงินการธนาคาร การปล่อยสินเชื่อมีข้อจำกัดมากขึ้น ประชาชนลดการใช้จ่าย เศรษฐกิจชะลอตัว
และ 4.สุดท้ายวิกฤตด้านคน ขาดคนในวัยทำงานที่เป็นแรงงานฝีมือ และผู้มีความรู้ในสายวิชาชีพ เช่น วิศวกร นักบัญชี และนักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ประเทศในเอเชียควรรวมพลังกันเพื่อเกื้อหนุนทางเศรษฐกิจ การตลาด การค้า การลงทุน ภาษี แรงงาน การเงิน ฯลฯ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของเอเชียเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไปในอนาคต เหมือนกับที่ประเทศในกลุ่มยุโรปรวมกันเป็นสหภาพยุโรป (อียู) แม้จะเป็นเรื่องยากและขึ้นอยู่กับผู้นำ แต่ถ้าทำได้ก็จะทำให้เอเชียก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของประเทศไทย นายไรค์ มองว่า ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้ทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยด้านลบก็ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ ขณะที่ผลด้านบวกจากวิกฤตอาหารโลก สามารถใช้ความได้เปรียบจากการเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก เป็นโอกาสสร้างฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง