‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ ลุยปรับลดการมองเห็นคอนเทนต์ ‘การเมือง’ บน Faecbook ทั่วโลก

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กซีอีโอเเละผู้ก่อตั้ง Facebook เริ่มเอาจริงกับการเดินหน้าลดการเเสดงคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการเมืองบน News Feed โดยยกให้เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของปีนี้เลยทีเดียว

เจ้าพ่อโซเชียลมีเดีย กล่าวถึงประเด็นดังนี้ในงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 4 ปีของ 2020 ว่า Facebook จะเริ่มลดการมองเห็นเนื้อหาทางการเมืองในแพลตฟอร์ม เเละหยุดการแนะนำกลุ่มและเพจการเมืองบน News Feed  เพื่อลดความแตกแยก ซึ่งจะเริ่มทำจริงจังในปีนี้

ผู้ใช้งาน Facebook ไม่ได้ต้องการให้การเมืองและการปะทะบนคีย์บอร์ดมาทำลายประสบการณ์ใช้งานของแพลตฟอร์ม เราจะมุ่งทำงานเพื่อสร้างพลังบวกและสร้างความใกล้ชิดระหว่างผู้คนมากขึ้น

บริษัทเริ่มปรับลดความสำคัญของคอนเทนต์การเมืองลงเรื่อยๆ นำร่องด้วยการหยุดแนะนำกลุ่มการเมืองในสหรัฐฯ ในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020 รวมไปถึงการประกาศ ‘แบน’ บัญชีของโดนัลด์ ทรัมป์ จนกว่าโจ ไบเดนจะเข้ารับตำแหน่ง เพื่อป้องกันการปลุกปั่น

โดยหลังจากนี้ Facebook จะลดการนำเสนอคอนเทนต์ทางการเมืองด้วยอัลกอริทึมในระยะยาวเเละจะไม่จำกัดเเค่ในอเมริกาอีกต่อไป เเต่จะขยายให้ครอบคลุมเเพลตฟอร์มทั่วโลก

Photo : Shutterstock

อย่างไรก็ตามซักเคอร์เบิร์กไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเเน่ชัดว่า เนื้อหาเเบบใดที่จะเข้าข่ายว่าเป็นกลุ่มการเมือง เเละไม่ได้ระบุว่าการนโยบายใหม่นี้จะกระทบต่อการรับข้อมูลข่าวสารบน News Feed ของผู้ใช้หรือไม่ เเต่เขาเน้นย้ำว่า เสรีภาพในการแสดงออกบน Facebook ยังมีอยู่และจะไม่มีจำกัดการเเสดงความคิดเห็นทางการเมืองแน่นอน

ที่ผ่านมา Facebook ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สร้างความแตกแยกทางการเมือง โดยมีการเรียกร้องให้จำกัดการแนะนำ ‘Facebook Group’ ของระบบอัลกอริทึม เนื่องจากมีผู้ใช้บางกลุ่มทำเป็นเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ปั่นข่าวปลอม (Fake News) หรือนัดจัดกิจกรรมที่มีความรุนแรง เป็นต้น

Facebook เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4/2020 มีรายได้รวมอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 33% มีผลกำไรอยู่ที่ 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ส่วนรายได้ของตลอดทั้งปี 2020 อยู่ที่ 8.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 22% จากปี 2019 โดยเป็นรายได้จากค่าโฆษณาถึง 98% ซึ่งเป็นอานิสงส์จากการล็อกดาวน์ในช่วงเพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ผู้คนใช้เวลากับโซเชียลมีเดียขณะเดียวกันธุรกิจต่างๆ ก็หันมาทุ่มงบทำตลาดในเเพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น

 

ที่มา : Engadget , BBC , Reuters , Yahoo