ปี 2026 อาจไม่ใช่ปีแห่งการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกอเมริกา แต่เป็นปีแห่งการ “รีเซ็ตครั้งใหญ่”
รายงานจาก Business Insider ระบุว่า ร้านค้าปลีกและร้านอาหารในสหรัฐอเมริกามากกว่า 800 แห่ง ประกาศเตรียมปิดตัวภายในปีนี้
และตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดที่ “ประกาศแล้วอย่างเป็นทางการ” เท่านั้น
แนวโน้มดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2024 – 2025 ที่หลายแบรนด์เริ่มทยอยหั่นสาขาเพื่อลดต้นทุนและปรับโมเดลธุรกิจ
เฉพาะปี 2025 มีร้านปิดไปแล้วราว 4,100 แห่ง
ขณะที่ บริษัทวิเคราะห์ค้าปลีกอย่าง Coresight Research เคยประเมินว่า ตัวเลขปิดร้านทั้งปีอาจแตะระดับ 15,000 ร้าน
และแค่ต้นปี 2026 ตัวเลขที่ประกาศปิดตัวล่วงหน้าก็พุ่งเกือบ 870 แห่งแล้ว
เชนใหญ่หั่นสาขาไม่ทำกำไร
ทั้งนี้ ธุรกิจไม่ได้พังทั้งระบบ แต่เลือกปิดร้านไม่ทำกำไร เพื่อรักษากำไร และกระแสเงินสด
ยกตัวอย่างแบรนด์ที่มีแผน “ปิดร้านในบางสาขา” อาทิ
1.Wendy’s ปิดตัวประมาณ 300 ร้าน
Wendy’s ระบุว่าจะปิดสาขาที่ “ทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน” โดยปิดตัวประมาณ 300 สาขา หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% จากสาขาทั้งหมดรวม 6,000 แห่ง เพื่อโฟกัสสาขาที่ยังคงแข็งแรง
2.Pizza Hut ปิดประมาณ 250 ร้าน
Pizza Hut เตรียมปิด 250 สาขาในสหรัฐฯ ภายในครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งบริษัทแม่ Yum! Brands ระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนเร่งพัฒนาแบรนด์ระยะยาว
แม้ตัวเลข 250 จะดูสูง แต่เมื่อเทียบกับร้านทั่วโลกกว่า 20,000 แห่ง ก็สะท้อนว่า เป็นการ “ปรับโครงสร้าง” มากกว่า
3.Carter’s ปิดประมาณ 100 ร้าน
แบรนด์เสื้อผ้าเด็กประกาศแผนปิด 150 ร้านในช่วง 3 ปีนี้ โดยในปี 2026 จะปิดประมาณ 100 สาขา ที่เหลือทยอยปิดตามอายุสัญญาเช่า
4.Macy’s ปิดประมาณ 80 ร้าน
Macy’s เดินหน้าปิดร้านที่ไม่ทำกำไรต่อเนื่อง หลังจากปี 2025 ปิดไปแล้วอย่างน้อย 66 แห่ง เป้าหมายคือเหลือร้านที่มีศักยภาพราว 350 สาขา พร้อมขยายช่องทางออนไลน์แทน
5. Kroger ปิดประมาณ 60 ร้าน
เครือซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีมากกว่า 2,700 สาขากำลังปิดร้านที่ไม่ทำกำไรประมาณ 60 แห่ง ภายใน 18 เดือนนี้
6.Saks Off 5th ปิด 57 ร้าน
ร้านเอาท์เล็ตสินค้าแบรนด์หรูเตรียมปิด 57 สาขา โดยบริษัทแม่อย่าง Saks Global ซึ่งดูแล Saks Fifth Avenue, Neiman Marcus และ Bergdorf Goodman อยู่ระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้างภายใต้ Chapter 11
7.Yankee Candle ปิด 20 ร้าน
Yankee Candle เตรียมปิด 20 สาขาในสหรัฐฯ และแคนาดา พร้อมลดพนักงานมากกว่า 900 ตำแหน่ง โดยให้เหตุผล “เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน”
จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดค้าปลีกและร้านอาหารในอนาคต
สิ่งที่เห็นชัดคือ ตลาดค้าปลีกอเมริกาไม่ได้กำลัง “พัง” แต่กำลัง “ทำตัวให้เล็กลง เพื่ออยู่รอด”
- ปิดร้านที่กำไรต่ำ
- รักษา margin
- ลดภาระค่าเช่า
- โฟกัสออนไลน์มากขึ้น
- บริหารเงินสดอย่างระมัดระวัง
ปัจจุบัน ยุคที่การเติบโตวัดกันด้วยจำนวนสาขากำลังจบลง และถูกแทนที่ด้วยยุคที่วัดกันด้วย “ประสิทธิภาพต่อร้าน”
ปี 2026 จึงอาจถูกจดจำว่าเป็นปีแห่งการคัดกรอง แบรนด์ที่ปรับตัวเร็วและกล้าตัดสินใจจะอยู่ต่อ ส่วนร้านที่แบกต้นทุนสูงแต่สร้างกำไรไม่ได้ ก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง…



