ถ้าใครเห็นคลิปสั้นที่แบรด พิตต์ (Brad Pitt) และ ทอม ครูซ (Tom Cruise) ต่อยกันบนดาดฟ้า นั่นไม่ใช่คลิปโปรโมตหนังใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นวิดีโอที่สร้างโดย SEEDANCE AI ที่สมจริงจนเหมือนกับว่าสองนักแสดงกันเล่นหนังด้วยกันจริง ๆ และนั่นกำลังทำให้ ในปี 2026 ฮอลลีวูด “นั่งไม่ติด” และกำลังถูกมองว่าเป็น ภัยคุกคาม ต่ออุตสาหกรรมบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
เจ้าของเดียวกับ TikTok
Seedance AI ไม่ใช่สตาร์ทอัพหน้าใหม่ที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาจากโรงรถในซิลิคอนแวลลีย์ แต่คือผลงานที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย บริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำอัลกอริทึมฉลาดและเสพติด ระดับโลกอย่าง ByteDance บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติจีน ซึ่งเป็นเจ้าของ TikTok และ CapCut แอปตัดต่อวิดีโอที่ครองตลาดโลกอยู่ในเวลานี้
โครงการนี้เป็นผลงานของทีม Seed Team ร่วมกับทีม Pixeldance ภายใน ByteDance เอง โดยมีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่ต้น นั่นคือการสร้างโมเดล Generative Video AI หรือเทคโนโลยีที่แปลงข้อความธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นวิดีโอคุณภาพสูงโดยอัตโนมัติ
โดย SEEDANCE AI เปิดตัวครั้งแรกในช่วงกลางปี 2025 (เวอร์ชั่น 1.0) แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้างจนเป็นที่รู้จัก จนกระทั่งเวอร์ชั่น 2.0 ถึงปล่อยออกมาเมื่อ 12 ก.พ. 2026 และได้มีการสร้างวิดีโอที่แบรด พิตต์ และทอม ครูซ ตีกัน ซึ่งด้วยความสมจริงจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็น AI ไม่ใช่นักแสดงจริง ๆ ก็ทำให้วิดีโอดังกล่าวกลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน แม้แต่ Elon Musk ยังทวีตตอบกลับว่า “It’s happening fast“ หมายถึง เทคโนโลยี AI ของจีนความก้าวหน้าไปเร็วมาก
ทำไมถึงต่างจาก AI วิดีโอตัวอื่น
จริง ๆ Generative Video AI แต่ละตัวก็มีจุดแข็งต่างกันไป อาทิ
- Sora (OpenAI) – ทำฉากธรรมชาติได้สมจริงมาก ไม่ว่าจะน้ำกระเพื่อม แสงเงา หรือแก้วแตก แต่ หน้าคนอาจจะเพี้ยนจากต้นฉบับ และสร้างได้แค่ช็อตเดียว รับ Input ได้แค่ข้อความกับรูป และความละเอียดหยุดอยู่ที่ 1080p
- Veo 3.1 (Google) – คือราชาเรื่องความสวยของภาพ ความละเอียด 4K สีสันลึก ดูเหมือนถ่ายด้วยกล้อง Cinema จริง ๆ และยาวได้ถึง 60 วินาทีต่อคลิป แต่ถ้าอยากควบคุมว่าหน้าตัวละครต้องเป็นใคร กล้องต้องเคลื่อนแบบไหน เพลงต้องตรงจังหวะไหน ยังทำได้ไม่ละเอียดพอ
- Kling (Kuaishou) – ทำให้มนุษย์ขยับได้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะท่าเต้น การต่อสู้ แต่สร้างได้สั้นแค่ 10-15 วินาที
แต่ Seedance 2.0 ไม่ใช่แค่เครื่องมือเปลี่ยนข้อความตัวอักษรเป็นวิดีโอ (Text-to-Video) ทั่วไป แต่ถูกนิยามว่าเป็น ระบบผลิตวิดีโอแบบ Multimodal ที่สามารถรับข้อมูลได้หลากหลายพร้อมกัน ทั้งข้อความ, รูปภาพ, เสียง และคลิปวิดีโออ้างอิงได้พร้อมกันถึง 12 ไฟล์ เพื่อสร้างผลงานที่มีความต่อเนื่องและสมจริงระดับภาพยนตร์ (Cinematic) โดย AI จะทำหน้าที่เป็นเสมือน ผู้กำกับ ที่นำวัตถุดิบทั้งหมดมาผสมผสานสร้างเป็นวิดีโอชิ้นใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเคลื่อนกล้อง การจัดแสง และการรักษาความต่อเนื่องของตัวละครในหลาย ๆ ฉาก สามารถซิงค์เสียงเฟรมต่อเฟรมได้อัตโนมัติ
ในส่วนของการเคลื่อนไหวต่าง ๆ Seedance 2.0 ยังถูกออกแบบมาให้เข้าใจระบบฟิสิกส์ พื้นที่ว่าง และความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวอย่างลึกซึ้ง ทำให้พยายามแก้ปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวที่ขัดแย้งกับหลักกายวิภาค หรือพยายามแก้ปัญหาเรื่องวัตถุที่ลอยคว้างผิดธรรมชาติ
นอกจากนี้ มันยังสามารถสร้างวิดีโอความละเอียด 2K ได้เสร็จภายในไม่ถึง 60 วินาที เร็วกว่า Sora ถึง 3-5 เท่าเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีนี้พัฒนาเร็วมากจนเริ่มเข้าใกล้คุณภาพระดับมืออาชีพ ทำให้หลายคนกังวลว่า มันอาจเข้ามาแทนที่กระบวนการถ่ายทำ การตัดต่อ และการทำ Rendering แบบเดิม ๆ ได้ในหลายส่วน
ปัจจุบัน โมเดลรุ่นอัปเดตนี้เปิดให้ใช้งานแล้วผ่านแอปพลิเคชัน Jianying ในจีน และมีแผนจะเปิดให้ใช้งานทั่วโลกผ่านแอป CapCut ในเร็ว ๆ นี้
ฮอลลีวูดกำหมัดเพราะปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์
หลังจากที่วิดีโอที่เจนโดย Seedance 2.0 กลายเป็นไวรัล สมาคมภาพยนตร์ (MPA) และค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Disney ออกมาตำหนิและข่มขู่จะฟ้องร้อง เนื่องจากผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอที่มีใบหน้าดาราชื่อดัง รวมถึงเลียนแบบตัวละครในหนังดังได้อย่างน่าตกใจ จนเกิดคำถามขึ้นว่า ถ้าไม่ได้นำภาพยนตร์ที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้เทรนโมเดล เป็นไปได้อย่างไรที่ AI จะรู้จักหน้าตาและบุคลิกของตัวละครได้แม่นยำขนาดนี้?
“ในเวลาเพียงวันเดียว บริการ AI ของจีนอย่าง Seedance 2.0 ได้มีการนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตในระดับมหาศาล การเปิดตัวบริการที่ไร้มาตรการป้องกันการละเมิดที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า ByteDance กำลังเพิกเฉยต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เป็นรากฐานสำคัญในการปกป้องสิทธิของผู้สร้างสรรค์และอาชีพของชาวอเมริกันหลายล้านคน” MPA แถลง
อย่างไรก็ตาม ทาง ByteDance ก็ออกมาชี้แจงเพียงว่า บริษัทเคารพในสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา และรับทราบถึงข้อกังวลเกี่ยวกับ Seedance 2.0 แล้ว ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินขั้นตอนเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันที่มีอยู่ เพื่อสกัดกั้นการนำทรัพย์สินทางปัญญาและรูปลักษณ์ของบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝั่งผู้ใช้งาน
ที่ผ่านมา มีเพียง AI ตัวเดียวที่ Disney บรรลุข้อตกลงการใช้งานลิขสิทธิ์ (Licensing deal) และร่วมลงทุน ก็คือ OpenAI ทำให้ OpenAI สามารถใช้ตัวละครจากแฟรนไชส์ Star Wars, Pixar และ Marvel ในเครื่องมือสร้างวิดีโอ Sora ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นอกเหนือจากเรื่องลิขสิทธิ์แล้ว สิ่งที่หลายคนกังวลก็คือ คนเบื้องหลัง โดยอ้างอิงจาก MPA และ SAG-AFTRA ที่มองว่า เนื่องจาก Seedance สามารถสร้างวิดีโอคุณภาพสูงได้ในราคาเพียง 7 เซนต์ (ประมาณ 2.5 บาท) และใช้เวลาเพียง 2 นาที ซึ่งอาจเข้ามาแทนที่ทีม VFX และทีมโปรดักชั่นโฆษณาได้ทันที
คงต้องรอดูว่า Seedance จะไปสุดที่ตรงไหน และจะโดนสกัดดาวรุ่งด้วยปัญหาด้านลิขสิทธิ์ไหม แต่แค่นี้ ByteDance ก็โชว์ให้ฝั่งอเมริกาเห็นแล้วว่า จีนก็มีของ
Source





