ปีนี้ที่ผ่านมา ถือเป็น ‘ปีทองของอินฟลูเอนเซอร์’ ซึ่งหนึ่งในภาพสะท้อนก็คือปรากฏการณ์ของ ‘เจนนี่ ไลฟ์สด’ ที่สามารถสร้างยอดขายหลักร้อยล้านในเวลารวดเร็ว ยังไม่รวมอินฟลูเอนเซอร์คนดังอื่นๆ ที่ตอนนี้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้คนมากขึ้น
Wisesight ผู้เชี่ยวชาญและให้บริการ Social Listening ได้เปิดเผยอินไซต์อินฟลูเอนเซอร์ในไทย ปี 2568 พร้อมสรุปเทรนด์อินฟลูเอนเซอร์ปี 2569 ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งบทความนี้จะหยิบมานำเสนอ เพื่อให้นักการตลาดและแบรนด์นำไปวางแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปี 2568 เป็นปีที่ตลาดอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์เติบโตต่อเนื่อง โดย TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่สร้าง Engagement เฉลี่ยสูงกว่า Facebook ถึง 15 เท่า
ขณะเดียวกัน Short – Form Video ก็ได้รับความนิยมสูงสุดบน TikTok และ Facebook Reels ทำให้แบรนด์ต้องออกแบบคอนเทนต์ให้ดึงดูดตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก ซึ่งครีเอเตอร์ไทยยังใช้ Cross Platform ปรับคอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละช่องทางเพื่อเข้าถึงผู้ชมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
‘ความเหมาะสม’ สำคัญกว่า ‘ยอดฟอลโลว์’
สำหรับปี 2569 ทาง Wisesight ระบุเทรนด์การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่เรื่องของ ‘ความดัง’ หรือ ‘จำนวนผู้ติดตามเยอะที่สุด’ แต่เป็นการเลือกคนที่ ‘เหมาะที่สุด’ กับสินค้าและเป้าหมายของแบรนด์
ดังนั้น การเข้าใจขนาดกลุ่มและบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละประเภท จะช่วยให้การวางกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยอินฟลูเอนเซอร์แต่ละกลุ่ม จะมีความเก่งแตกต่างกัน ได้แก่
– กลุ่ม Elite Influencer (จำนวนผู้ติดตามมากกว่า 5 ล้านคน) เหมาะกับการเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ระดับพรีเมียม มากกว่าเน้นการขาย
– กลุ่ม Mega Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 1-5 ล้านคน) เป็นกลุ่มที่สร้าง Reach สูง เหมาะกับแคมเปญใหญ่ ต้องการการรับรู้เร็ว สร้างการรับรู้ในวงกว้างเหมาะกับแคมเปญใหญ่
– กลุ่ม Macro Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 5 แสน – 1 ล้านคน) สามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก เหมาะสำหรับโปรโมตต่อเนื่อง
– กลุ่ม Mid-Tier Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 1 แสน – 5 แสนคน) โดดเด่นในการสร้างความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจ เหมาะกับแบรนด์หรือสินค้าที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ
– กลุ่ม Micro Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 1 หมื่น – 1 แสนคน) เจาะเฉพาะกลุ่มเข้าถึงตรงกับลูกค้าที่ใช่
-Nano Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 1 พัน – 1 หมื่นคน) เป็นลักษณะ ‘เพื่อนบอกเพื่อน’ สร้าง Brand Loyalty
ด้วยความเก่งและมีบทบาทที่แตกต่างกัน นักการตลาดและแบรนด์ จึงควรผสมผสานอินฟลูเอนเซอร์ในไทยหลายประเภทถือเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดีที่สุด เช่น
แบรนด์สามารถใช้ Elite และ Mega สร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ ขณะที่ Micro และ Nano ช่วยสร้าง Engagement และความน่าเชื่อถือ ทำให้แคมเปญครอบคลุมตั้งแต่สร้างการรับรู้ หรือ Awareness ไปจนถึง Conversion ได้
รูปแบบคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ในปี 2569
1.ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) – แชร์การใช้ชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยว การแต่งตัว หรือไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม เหมาะกับแบรนด์แฟชั่น ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์
2.รีวิว (Review) – รีวิวสินค้า บริการ ร้านอาหาร หรือประสบการณ์ตรง เน้นสร้างความน่าเชื่อถือและช่วยผู้บริโภคตัดสินใจ
3.เกม (Gaming) – แคสต์เกม เล่นเกม และคอนเทนต์เกมอื่น ๆ เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย Gen Z และผู้สนใจเกมโดยเฉพาะ
4.ให้ความรู้ (Knowledge Sharing) – ถ่ายทอดความรู้เฉพาะทาง การสอน หรือเทคนิคต่าง ๆ เพิ่มมูลค่าให้ผู้ติดตามและสร้าง Trust สูง
5.บันเทิง (Entertainment) – คลิปตลก วิดีโอสร้างสรรค์ หรือโชว์ความสามารถพิเศษ สร้าง Engagement สูงและเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก
สรุปการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรวัดแค่ ‘ความดัง’ หรือ ‘จำนวนผู้ติดตาม’ แต่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘คุณภาพ’ โดยต้องพิจารณาว่า อินฟลูเอนเซอร์คนใดเหมาะกับสินค้าและเป้าหมายของแบรนด์มากที่สุด ซึ่งการเข้าใจ KPI เช่น Engagement, Mentions และ Follower Quality จะช่วยให้การเลือกมีประสิทธิภาพมากขึ้น




