อดได้เพื่อให้ลูก(สี่ขา)อยู่นานๆ เทรนด์หนุนตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโตแรง

ในยุคที่การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่แค่มีไว้ ‘แก้เหงา’ แต่เปรียบเสมือน ‘สมาชิกในครอบครัว’ ที่ต้องดูแลเป็นอย่างดี บวกกับเทรนด์ Longevity ซึ่งไม่ได้มาแรงเฉพาะในคน แต่ถูกถ่ายทอดไปถึงสัตว์เลี้ยง ทำให้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในไทยมีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Super Premium  

 

‘นายสัตว์แพทย์จดล สุวรรณฤทธิ์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรยัล คานิน(ประเทศไทย)จำกัด เล่าว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจจะทำให้คนชะลอการใช้จ่าย แต่สำหรับอาหารสัตว์แล้วยังมีการซื้อต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดนี้เติบโต

 

อย่างในปี 2568 ตลาดอาหารสัตว์ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงซื้อผ่านช่องทางรีเทลมีมูลค่าอยู่ที่ 32,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.5% ส่วนใน 2569 คาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 5-6% หรือมีมูลค่าอยู่ราว ๆ 34,000 ล้านบาท

 

สำหรับเซ็กเม้นท์ของตลาดอาหารสัตว์ จะแบ่งออกได้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่  

– Super Premium กลุ่มเน้นคุณภาพระดับพรีเมียม คิดเป็น 30% ของตลาด

– Medium กลุ่มเน้นความคุ้มค่าและคุณภาพมาตรฐาน คิดเป็น 40% ของตลาด

– Economy กลุ่มราคาประหยัดที่เน้นการเข้าถึงง่าย คิดเป็น 20-30%

 

โดยเซ็กเมนท์ที่โตน่าสนใจ ก็คือ Super Premium ซึ่งเติบโตอยู่ราว 8-10% สูงสุดของตลาด

 

ทำไมคนถึงยอมจ่าย? 

 

1.เทรนด์ Pet Humanization การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัว

2.สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนยาวขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แมว ตอนนี้อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 12 ปี จากเดิม 9 ปี, หมา  อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 12 ปี จากเดิม 8 ปี

3.ความแรงของเทรนด์ Longevity ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนเท่านั้น แต่ขยายไปสู่สัตว์เลี้ยง เนื่องจากเจ้าของอยากให้น้องหมาน้องแมวอยู่ด้วยกันนานๆ แบบมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยหันมาให้ความสำคัญกับ ‘การป้องกัน’ มากกว่า ‘การรักษา’  

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้คนพร้อมจ่าย เรียกได้ว่า ‘คนอดได้ แต่ลูกสี่ขาต้องได้สิ่งดีที่สุด’ เพื่อจะอยู่ด้วยกันไปนานๆ แบบมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนอกจากตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงแล้ว เทรนด์ที่เกิดขึ้นยังเป็นจุดกำเนิดให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ อาทิ สเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง และ Pet Wellness เป็นต้น

 

เมื่อโฟกัสไปยังอาหารแมวกับอาหารหมา ซึ่งเป็นตลาดหลักของอาหารสัตว์เลี้ยงจะพบว่า อาหารแมวจะมีการเติบโต 7-8% ขณะที่อาหารหมาจะโตน้อยกว่า 2%

 

สาเหตุที่ทำให้ตลาดอาหารหมาโตในอัตราลดลง ไม่ใช่มาจากการจำกัดค่าใช้จ่าย แต่มาจากอัตราการเกิดของหมาที่น้อยลง บวกกับวิถีชีวิตแบบคนเมือง (Urbanization) ที่มีพื้นที่อาศัยค่อนข้างจำกัด ทำให้คนหันมาเลี้ยงแมวมากขึ้น 

 

หากเจาะถึงพฤติกรรมตาม Generation พบว่า กลุ่ม Gen X และ Gen Z จะเป็นกลุ่มพร้อมเปย์ โดย

Gen X จะเป็นกลุ่มจ่ายหนัก และมักไม่ค่อยเปลี่ยนแบรนด์ หากเห็นว่า เป็น ‘สิ่งที่ใช่’ เหมาะสมและดีต่อน้องหมาน้องแมวของตัวเอง

Gen Z กลุ่มผู้เลี้ยงยุคใหม่ จะพร้อมจ่ายและพร้อมจะเปลี่ยนแบรนด์เสมอ แต่ต้อง ‘มีข้อมูลรองรับ’ โดยการตัดสินใจมักจะหาข้อมูลจาก TikTok ซึ่งบางครั้งจริงบาง ไม่จริงบาง จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ที่ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง

 

สู้กันที่ Core Value

 

สำหรับกลยุทธ์ของโรยัล คานิน ทางนายสัตว์แพทย์จดล กล่าวว่า Longevity เป็นเทรนด์ที่พัฒนามาจากพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนไปของ Pet Parents ที่ต้องการดูแลน้องแมวน้องหมาเหมือนที่ดูแลสุขภาพของตัวเอง และต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา ทำให้เกิดเทรนด์การบริโภคหรือเลือกบริการแบบ Hyper-personalized ที่มีคัดสรรอาหารและการบริการต่าง ๆ ให้เหมาะกับน้องแมวน้องหมาแต่ละตัวมากขึ้นตามสายพันธุ์หรือความต้องการเฉพาะ

 

ดังนั้น จึงเน้นนำเสนอโปรดักท์ที่ตอบสนองเทรนด์นี้ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับลูกแมวและลูกสุนัข ROYAL CANIN Kitten and Puppy Growth, ผลิตภัณฑ์สำหรับช่วงวัยสูงอายุ Royal Canin Senior Ageing 12+ ฯลฯ

 

รวมไปถึงในช่วงกลางปีนี้จะมีโปรดักท์ใหม่เข้ามามีชื่อว่า Fit for Select เป็นอาหารกลุ่มประกอบการรักษาโรคโดยเฉพาะ

 

ขณะเดียวกันพยายามเข้าถึงผู้เลี้ยงยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ใช้โซเชียล มีเดีย และ Online Search เป็นแหล่งข้อมูลอันดับหนึ่งในการตัดสินใจซื้อ ด้วยการเน้นกลยุทธ์ด้านการสื่อสารให้ความรู้ที่เข้าใจง่าย น่าเชื่อถือและแชร์ต่อได้ และมีช่องทางจำหน่ายหลากหลายไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารสัตว์ (PSR) ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ คลินิกสัตวแพทย์ (Vet-Client) และช่องทางแบรนด์ (D-Com) เป็นต้น

 

ส่วนการแข่งขันของอาหารสัตว์เลี้ยงในไทย กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรยัล คานิน(ประเทศไทย) ยอมรับว่า ‘เดือด’ โดยแต่ละแบรนด์ต้องสู้กันด้วย Core Value ซึ่งสำหรับโรยัล คานินให้ความสำคัญกับการสร้างโภชนาการที่ดีเพื่อสุขภาพที่ดีให้กับสัตว์เลี้ยง เป็นปรัชญาที่ยึดถือมาตั้งแต่วันแรกที่ ‘นายสัตวแพทย์ ฌอง คาทารี’ ก่อตั้งแบรนด์โรยัล คานินขึ้นมาเมื่อปี 2511