เปิด Top 10 อสังหา ปี 68 แสนสิริเบอร์ 1 กำไร-เอพี กวาดรายได้สูงสุด

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้อง “ประคองเกม” ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แม้ดีมานด์ซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมยังมีอยู่ แต่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ และมีโจทย์ใหญ่ “การเข้าถึงสินเชื่อ” ที่ยากขึ้น ทำให้หลายดีลสะดุดตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติ ไปจนถึงการโอนกรรมสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะชะลอตัว ยังมีผู้ประกอบการหลายรายที่รักษาระดับรายได้และกำไรไว้ได้ในระดับสูง ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนศักยภาพการบริหารต้นทุน แบรนด์ และการวางพอร์ตโครงการที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท

“ปี 2568 เป็นปีที่ผู้ประกอบการเกือบทุกรายเผชิญแรงเสียดทานสูง อัตรากำไรสุทธิโดยรวมปรับตัวลดลงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น”

เปิด TOP 10 กำไรสูงสุดปี 68

อันดับ 1 แสนสิริ

  • รายได้ 34,395 ล้านบาท
  • กำไร 4,513 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 13.1%

อันดับ 2 เอพี

  • รายได้ 37,626 ล้านบาท
  • กำไร 4,316 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 11.5%

อันดับ 3 ศุภาลัย

  • รายได้ 24,772 ล้านบาท
  • กำไร 4,015 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 16.2%

อันดับ 4 แลนด์แอนด์เฮ้าส์

  • รายได้ 23,200 ล้านบาท
  • กำไร 3,716 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 16.0%

อันดับ 5 คิวเฮ้าส์

  • รายได้ 7,882 ล้านบาท
  • กำไร 1,728 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 21.9%
Top 10 อสังหาทำกำไรสูงสุด ปี 2568

อันดับ 6 เอสซี แอสเสท

  • รายได้ 20,233 ล้านบาท
  • กำไร 1,533 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 7.6%

อันดับ 7 แอสเซทไวส์

  • รายได้ 9,466 ล้านบาท
  • กำไร 1,078 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 11.4%

อันดับ 8 ออริจิ้น

  • รายได้ 9,223 ล้านบาท
  • กำไร 720 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 7.8%

อันดับ 9 อนันดา ดีเวลลอปเมนท์

  • รายได้ 6,555 ล้านบาท
  • กำไร 56 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 0.9%

อันดับ 10 แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์

  • รายได้ 6,734 ล้านบาท
  • กำไร 29 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 0.4%

แสนสิริ ครองแชมป์กำไรสูงสุด

อันดับ 1 ของปีนี้ คือ แสนสิริ ทำกำไรสุทธิ 4,513 ล้านบาท จากรายได้รวม 34,395 ล้านบาท มียอดขายทั้งปี 51,000 ล้านบาท โดย 51% มาจากโครงการแนวราบ และ 49% จากคอนโดมิเนียม ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ประมาณ 36,700 ล้านบาท

แม้ตลาดแข่งขันดุเดือด แต่ความแข็งแกร่งของแบรนด์และการกระจายพอร์ตสินค้าทำให้บริษัทยังสร้างกำไรได้สูงสุดในกลุ่ม พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปี 2568 ที่ 0.13 บาทต่อหุ้น

ตามมาติด ๆ อันดับ 2 คือ เอพี (ไทยแลนด์) กำไร 4,316 ล้านบาท และอันดับ 3 คือ ศุภาลัย กำไร 4,015 ล้านบาท

ทั้ง 3 รายนี้ยังคงมีรายได้หลักกว่า 80–90% มาจากการขายบ้านและคอนโดมิเนียม แม้บางบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจอื่นเข้ามาเสริมบ้าง

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

กำไรหดตัวแรงเกิน 20% เกือบทั้งอุตสาหกรรม

อีกประเด็นที่สะท้อนความหนักของปี 2568 คือ กำไรสุทธิหลังหักภาษีของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)

มีเพียง 3 บริษัทที่กำไรลดลงไม่ถึง 20% ได้แก่
  • เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ลดลงประมาณ 10%
  • แสนสิริ ลดลง 14%
  • เอพี (ไทยแลนด์) ลดลง 14%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งในแง่ราคา โปรโมชั่น และต้นทุนทางการเงิน

เปิดเกมรุกปี 2569

แม้ปี 2569 ตลาดอสังหาเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ผู้เล่นรายใหญ่ยังไม่หยุดลงทุน อาทิ

  • เอพี (ไทยแลนด์) เตรียมเปิด 42 โครงการ มูลค่ารวม 55,000 ล้านบาท
  • แสนสิริ เตรียมเปิด 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท
  • ศุภาลัย เตรียมเปิด 28 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท

เพียง 3 บริษัทหลัก ก็มีมูลค่าลงทุนใหม่ในปี 2569 รวมกันมากกว่า 100,000 ล้านบาทแล้ว และหากรวมทั้งอุตสาหกรรม อาจเห็นมูลค่าพัฒนาโครงการใหม่แตะระดับ 200,000–300,000 ล้านบาท

ปี 2569 ไม่หนักเท่าปีก่อน

สุรเชษฐ มองว่า ปี 2569 อาจไม่หนักหนาเท่าปีที่ผ่านมา เพราะผู้ประกอบการเริ่มปรับจังหวะการลงทุนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจมากขึ้น แม้จำนวนโครงการใหม่อาจไม่มากเท่าช่วงเศรษฐกิจขยายตัวสูง แต่ก็ไม่ได้หายไปจากตลาด

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังคงโฟกัสการเร่งโอนและปิดการขายสต็อกสร้างเสร็จ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ต่อเนื่องมา 2–3 ปี

โดยสัญญาณบวกเริ่มปรากฏชัดขึ้น อาทิ

  • แนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น
  • ดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง
  • กำลังซื้อต่างชาติที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มจีน

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังรอความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลใหม่ ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการสนับสนุนกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางอสังหาฯ ในระยะถัดไป