สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถูกนักวิเคราะห์ระดับโลกจัดเป็น Black Swan หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจส่งคลื่นกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยจุดชี้ขาดทุกอย่างอยู่ที่ช่องแคบเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย
ช่องแคบฮอร์มุซ = ท่อออกซิเจนศก.โลก
ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่คือ ท่อออกซิเจน ของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศ “ไม่อนุญาต” ให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการเดินเรือลดลงทันที 70%
สายเรือยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Maersk, Hapag-Lloyd, MSC, CMA CGM ประกาศระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ทันที เรือคอนเทนเนอร์ราว 170 ลำ (ความจุ 450,000 TEUs) ตกค้างอยู่ในพื้นที่ และหากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (แอฟริกา) จะเสียเวลาเพิ่ม 10-14 วัน
โดยเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเส้นทางไปแล้ว ขณะที่ค่าเบี้ยประกันภัยเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อให้สงครามหยุด แต่ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามจะยังพุ่งสูง ทำให้ค่าขนส่งไม่ลดลงง่าย ๆ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคปลายทางทั้งหมด
คอขวดพลังงานโลก อาจดันน้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์
ปัจจุบัน มีน้ำมันดิบไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันทางเรือทั่วโลก และยังเป็นทางผ่านของ LNG กว่า 20% ของโลก ส่วนใหญ่จากกาตาร์ ซึ่งไม่มีเส้นทางอื่นทดแทนได้เลย
อิหร่านในฐานะผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 4 ของ OPEC มีคลังแสงพร้อมปิดเส้นทางนี้ ทั้งทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้ รวมถึงได้แสดงท่าทีชัดเจนด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต ยูเออี และบาห์เรนแล้ว
Bob McNally อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานทำเนียบขาว และประธาน Rapidan Energy เตือนตรงๆ ว่า นี่คือของจริง (This is the real deal) พร้อมระบุว่า ตลาดกำลังประเมินศักยภาพการตอบโต้ของอิหร่านต่ำเกินไปอย่างน่าเป็นห่วง
โดยทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันดิบ Brent ก็พุ่งขึ้นแล้ว กว่า 13% แตะระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 72.48 ดอลลาร์ ส่วน WTI อยู่ที่ 67.02 ดอลลาร์
McNally คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันล่วงหน้าจะพุ่งขึ้นอีก 5-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันทีที่ตลาดเปิดในคืนวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐฯ และหากมีการปิดช่องแคบอย่างเต็มรูปแบบ นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาอาจทะลุ 100-108 ดอลลาร์ ในระยะสั้น
ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะดัน ต้นทุนการผลิตทุกอย่าง ให้สูงขึ้นตาม ตั้งแต่อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงค่าขนส่ง นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากน้ำมันยืนระดับ 100 ดอลลาร์ได้นาน จะผลักดัน เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้นอีก 0.6-0.7% ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกหยุดแผนการลดดอกเบี้ยที่วางไว้

เอเชียโรงงานโลกเจ็บหนัก
ข้อมูลจาก Kpler เผยว่า 3 ใน 4 ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่เอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะ จีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก พึ่งพาเส้นทางนี้ถึง ครึ่งหนึ่ง ของปริมาณนำเข้าน้ำมันทั้งหมด และนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเกือบ 99% ของปริมาณที่อิหร่านส่งออก McNally เตือนว่าหากช่องแคบปิด จะเกิดการกักตุนและ “สงครามการประมูลราคาน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุด” ในกลุ่มประเทศเอเชียทันที
อย่างที่ทราบกันว่า เอเชียถือเป็น โรงงานของโลก (The World’s Factory) โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือ ฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากประเทศเหล่านี้เผชิญกับต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น จะกระทบหนักโดยเฉพาะ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และ อุตสาหกรรมยานยนต์
หากโรงงานต้องลดกำลังการผลิตเพราะขาดแคลนไฟฟ้าหรือต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าอย่างโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นทันที รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์ที่ส่วนใหญ่ผลิตในเอเชีย ซึ่งกระทบตั้งแต่แผงคอนโซลไปจนถึงยางรถยนต์ (ยางสังเคราะห์ผลิตจากน้ำมัน) ซึ่งคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบจะเพิ่มขึ้น 15-25%
ไทยรับแรงสะเทือนรอบด้าน
หากจีนขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก การผลิตในโรงงานและภาคอุตสาหกรรมจะชะลอตัว ซึ่งจะส่งแรงกระแทกต่อเนื่องมายัง ประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย ในฐานะคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทานหลัก ภาคการส่งออกของไทยที่พึ่งพาตลาดจีนจะได้รับผลกระทบโดยตรง
ภาคการท่องเที่ยวก็กระทบ โดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตตา ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลาง เริ่มเห็นการยกเลิกเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้น เช่น ภูเก็ต ถูกยกเลิก 10 ไฟลต์ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยกเลิกเดินทาง และอาจกระทบหนักในไตรมาส 2-4 ปีนี้ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล
ปัจจุบัน รัฐบาลไทยสั่งจัดตั้ง “Economic War Room” เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยมีจุดเปราะบางสำคัญ 3 ด้าน
ด้านพลังงาน: แม้ไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ราว 61 วัน (ข้อมูล ก.พ. 2569) แต่ราคาหน้าปั๊มจะปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งไทยใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ดังนั้น ค่าไฟฟ้าจะพุ่งขึ้นตาม กระทบค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจ
ด้านการท่องเที่ยว: ความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัย และการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปชะลอการเดินทาง กระทบรายได้ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย
ด้านเงินเฟ้อ: ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้นจะดันราคาสินค้าทุกหมวดให้แพงขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องทบทวนแผนการลดดอกเบี้ย กระทบทั้งภาคธุรกิจและผู้กู้รายย่อย
ตัวแปรสำคัญอยู่ที่เวลา
ผู้เชี่ยวชาญจาก ClearView Energy Partners ย้ำว่าตัวแปรชี้ขาดคือ ระยะเวลา ของวิกฤต แม้สหรัฐฯ จะมีน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) ราว 415 ล้านบาร์เรล และ IEA ก็มีคลังสำรองของตัวเอง แต่หากการปิดล้อมยืดเยื้อเกินความสามารถของคลังสำรองเหล่านี้จะรับมือได้ สถานการณ์อาจลุกลามไปสู่ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession) ในที่สุด
เพราะเมื่อราคาพลังงานสูงเกินไป ความต้องการใช้พลังงานจะลดลงผ่านกลไกเดียวที่โหดร้ายที่สุด นั่นคือ เศรษฐกิจหดตัว






