MR. D.I.Y. เปิดครบ 77 จังหวัดแล้ว ฝ่าพันโค้งไปเปิดแม่ฮ่องสอน-พังงา สถานีต่อไปมุ่งสู่ 1,500 สาขาในปีหน้า

ในปี 2568 นอกจากจะครบ 10 ปีที่ MR. D.I.Y. (มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย.) ทำตลาดในประเทศไทยแล้ว ยังสามารถขยายสาขาครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย โดยฝ่าหลายพันโค้งไปเปิด 2 จังหวัดสุดท้ายที่แม่ฮ่องสอน และพังงา ทำให้ปัจจุบันมี 1,127 สาขา

เป้าหมายใหญ่ต่อไปก็คือ การเปิดครบ 1,500 สาขาในปี 2570 หรือปีหน้านั่นเอง ในปีนี้ได้ประกาศงบลงทุน 4,000 ล้านบาท ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ขยาย 210 สาขาใหม่ ด้วยงบ 2,100 ล้าน เน้นรูปแบบ Stand-alone มากถึง 90% เนื่องจากเข้าถึงชุมชนได้ดีกว่า และสร้างรายได้หลักถึง 70% ของพอร์ต

ส่วนอีก 1,900 ล้านบาท เป็นการลงทุนสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติ บนพื้นที่ 160 ไร่ (บางนา-ตราด กม. 28) เพื่อรองรับการขยายสาขาได้ถึง 3,000 สาขาในอนาคต 

MR. D.I.Y.

แอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่า

“ปีนี้มีการลงทุนเยอะขึ้นจากปีก่อนเพราะทำคลังสินค้าใหม่ เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญ เพราะเป็นประเทศแรกที่ขยายธุรกิจนอกมาเลเซีย และยังมีการเติบโตต่อเนื่อง”

แอนดี้มองว่าตลาดในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีก เมื่อเทียบจำนวนประชากร กับจำนวนสาขาแล้ว ยังไปต่อได้อีก

ในปี 2568 MR. D.I.Y. มีรายได้รวม 20,100 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24% ในขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 48% อยู่ที่ 2,600 ล้านบาท ปัจจุบันลูกค้ามียอดการใช้จ่ายเฉลี่ย 165 บาทต่อบิล หรือซื้อของประมาณ 4 ชิ้น สาขาในศูนย์การ ค้าจะมียอดการใช้จ่ายสูงกว่าสาขาสแตนด์อะโลนเล็กน้อย เพราะลูกค้ามีกำลังซื้อมากกว่า

MR. D.I.Y.

ปัจจุบันมีสินค้ารวมทั้งหมดกว่า 16,000 รายการ สินค้าโลคอล 30% และสินค้านำเข้า 70% มีแบรนด์ไทยจำหน่าย 350 แบรนด์ สินค้าแบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าใช้ในบ้าน 37% อุปกรณ์ช่าง 16% เครื่องใช้ไฟฟ้า 9% เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา 8% ของเล่น 6% และอื่นๆ 24% 

โดยยอดขายมาจากสินค้า Private Label หรือสินค้าแบรนด์ของร้านเองถึง 45% ได้แก่ MR. D.I.Y., MR. D.I.Y. Premium, Day’s, Hoja, ADOREA และสินค้าลิขสิทธิ์ต่างๆ ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้มีราคาถูกกว่าแบรนด์ทั่วไปถึง 27% 

สำหรับประเด็นต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือปัญหาความขัดแย้งที่ตะวันออกกลาง แอนดี้บอกว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะ MR. D.I.Y. ใช้จุดแข็งของการเป็น Global Brand ที่มีสาขารวมกว่า 6,000 แห่งใน 14 ประเทศ ทำให้มี Economy of Scale สามารถสั่งผลิตครั้งละมหาศาล โดย 75% เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และอีก 25% ผลิตในประเทศไทยจาก 300 ผู้ผลิต

ส่วนปัจจัยเรื่องพลังงาน หรือน้ำมัน แอนดี้บอกว่าปกติแล้วค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ของบริษัทอยู่ในสัดส่วน 1-1.5% ทำให้ตอนนี้ยังไม่ได้กระทบมากเท่าที่ควร