ย้อนรอย ‘Allbirds’ จาก “แบรนด์รองเท้าที่สบายสุดในโลก” มูลค่า 4 พันล้าน สู่การขายทิ้งแค่ 39 ล้าน และกลายร่างสู่ AI

ใครจะไปคิดว่าหนึ่งในแบรนด์รองเท้าเกิดใหม่ที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่ง Silicon Valley อย่าง Allbirds ที่คนดังระดับโลกไม่ว่าจะเป็น อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา, โอปราห์ วินฟรีย์, เอ็มมา วัตสัน, และแลร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล ก็ยังเคยใส่ แต่ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี Allbirds ได้ยกธงขาว แล้วหันไปทำธุรกิจ AI ที่กำลังเป็นกระแสแทน อะไรถึงทำให้อาณาจักรมูลค่า 4 พันล้านล่มสลาย ไปดูกัน

จากขนแกะสู่รองเท้าที่สบายสุดในโลก

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Allbirds เกิดจาก ทิม บราวน์ (Tim Brown) อดีตนักฟุตบอลทีมชาตินิวซีแลนด์ ที่เบื่อการใส่รองเท้ากีฬาที่ทำด้วยวัสดุสังเคราะห์ จากสารปิโตรเคมี ที่ได้มาจากพลังงานฟอสซิล อีกทั้งสีก็ยังฉูดฉาด แถมโลโก้ก็ใหญ่โต เพราะต้องใช้เป็นพื้นที่โฆษณาแบรนด์ ในตอนนั้น เขาคิดว่าโลกน่าจะมีแบรนด์รองเท้าที่ เรียบง่าย สบาย และรักษ์โลก อย่างแท้จริง

หลังจากที่เขาแขวนสตั๊ด และกำลังจะไปเรียนต่อ MBA ที่ประเทศอังกฤษ เขาก็ได้เปลี่ยนจากไอเดียให้เกิดเป็นแบรนด์ Allbirds โดยในปี 2014 เขาได้รับทุนวิจัยจากอุตสาหกรรมขนแกะนิวซีแลนด์ ที่ตอนนั้นกำลังเผชิญวิกฤต เนื่องจากความต้องการขนแกะ Merino ลดลง จากการเติบโตของวัสดุสังเคราะห์

จากนั้น Tim Brown ได้เข้าระดมทุนที่เว็บไซต์ Kickstarter ซึ่งสามารถระดมทุนได้ 119,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 5 วัน จากผู้สนับสนุนกว่า 900 คน นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่า คนต้องการรองเท้าที่เรียบง่ายจริง ๆ หลังจากนั้นในปี 2015 เขาได้จับมือกับ Joey Zwillinger วิศวกรด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

กระทั่งเดือนมีนาคม 2016 Allbirds เปิดตัว Wool Runner อย่างเป็นทางการ และสามารถระดมทุน Series A ได้ 7.25 ล้านดอลลาร์

Tim Brown (ขวา), Joey Zwillinger (ซ้าย)

สู่เครื่องแบบของ Silicon Valley

สิ่งที่ทำให้ Allbirds นั่งในใจคนทั้งโลกคือ ความจริงใจต่อสิ่งแวดล้อม รองเท้าคู่นี้ใช้เยื่อต้นยูคาลิปตัสมาตรฐาน FSC™ ที่ปลูกทดแทนทันที และใช้ชานอ้อย ขยะจากอุตสาหกรรมน้ำตาลมาทำพื้นรองเท้า พวกเขายังอาสาเก็บภาษีคาร์บอนกับตัวเอง ทุก ๆ 10 กิโลกรัมของก๊าซที่ปล่อยออกมา พวกเขาจะควักเงิน 10 เซนต์ ไปลงทุนปลูกป่าและสร้างพลังงานสะอาดคืนให้โลกทันที

นับตั้งแต่ช่วงปี 2017–2019 แบรนด์ Allbirds ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะ Allbirds ไม่ใช่แค่รองเท้า แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ สำหรับประกาศตัวตนว่า “ฉันฉลาด ฉันแคร์โลก และฉันไม่ต้องอวดรวย”

นั่นทำให้รองเท้า Allbirds ได้กลายเป็น เครื่องแบบอย่างไม่เป็นทางการ ของชาว Silicon Valley ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน CEO และพนักงานสายเทค ต่างใส่รองเท้าคู่เดียวกัน ตั้งแต่ แลร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Google หรือแม้แต่ อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา, โอปราห์ วินฟรีย์, เอ็มมา วัตสัน, และแลร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล ถึงขนาดที่ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ Jacinda Ardern ยังมอบรองเท้า Allbirds เป็นของขวัญทางการทูต

“Allbirds ไม่ได้ขายรองเท้า มันขายอัตลักษณ์ — ว่าฉันเป็นคนที่แคร์โลก และฉันไม่ต้องการพิสูจน์ตัวเองด้วยโลโก้ราคาแพง” — นักวิเคราะห์แบรนด์ที่สังเกตปรากฏการณ์ Allbirds

ทะยานสู่ยูนิคอร์น

ด้วยโมเดลธุรกิจ Direct-to-Consumer (DTC) ผ่านออนไลน์ทำให้ควบคุมภาพลักษณ์และกำไรได้ดี ทำให้ใคร ๆ ก็อยากจะลงทุนกับ Allbirds ทำให้ในปี 2017 Allbirds สามารถระดมทุน Series B มูลค่า 17.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2018 บริษัทระดมทุนได้อีก โดยปิดที่ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Series C) แม้แต่ เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ ก็ขอเข้าร่วมลงทุน ทำให้มูลค่าบริษัทแตะ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแท่นเป็น Unicorn และในปี 2020 ที่แม้เจอโควิด แต่ยอดขายยังโตไปที่ 219.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังระดมทุนเพิ่มกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Series D&E)

จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2021 Allbirds เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq โดยกำหนดราคาเสนอขาย (IPO price) ที่ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น และปิดการซื้อขายวันแรกที่ 28.64 ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับแบรนด์รองเท้าที่เคยเริ่มจาก Kickstarter

เมื่อนกน้อย โตไม่สมมูลค่า 4 พันล้าน

จากเรื่องราวที่ผ่านมา ทุกอย่างของ Allbirds เหมือนจะไปได้สวย แต่การเป็นบริษัท มหาชน นี่แหละที่กลายจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะการเป็นบริษัทมหาชนหมายความว่า Allbirds ต้อง โตให้สมกับมูลค่า 4 พันล้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ Wool Runner คู่เดียวจะทำได้ บริษัทจึงเริ่มขยายธุรกิจด้วยแรงกดดันจากนักลงทุน

ทำให้บริษัทรีบขยายไปสู่ เสื้อผ้า เช่น เลคกิ้งขนแกะ ชุดชั้นใน และเสื้อยืด รวมถึงรองเท้าวิ่ง Tree Dasher และ Tree Flyer ซึ่งนั่นแปลว่า Allbirds ต้องชิงตลาด performance footwear จาก Nike, Hoka และ On Running

ด้วยความที่สินค้าผลิตจากวัสดุรักษ์โลก นั่นทำให้ผลลัพธ์ของสินค้านั้น ไม่ทนทาน เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากางเกงเลคกิ้งขนแกะ ที่ดันบางจน โปร่งแสง หรือรองเท้าวิ่งถูกลูกค้าร้องเรียนว่า พื้นสึกเร็ว ส่วนดีไซน์สีสันใหม่ที่พยายามดึงดูดคนรุ่นใหม่ไม่สามารถสร้างความนิยมได้

ทำให้ในปี 2022 แม้บริษัทสามารถรายได้แตะจุดสูงสุดที่ 297.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ ขาดทุนถึง 101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บริษัทไม่เคยสร้างกำไรได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น และขาดทุนสะสมรวมกว่า 419 ล้านดอลลาร์ ในรอบ 5 ปี แม้จะมียอดขายรวมกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ตาม

“เวลาที่เราต้องพัฒนาและเติบโตเรื่องราวของเราถูกบีบอัดอย่างรุนแรงมาก… จากความสำเร็จที่มาเร็ว เราสูญเสีย DNA ของตัวเองไป” — Tim Brown ผู้ร่วมก่อตั้ง Allbirds

จาก 4 พันล้าน เหลือ 39 ล้าน

เมื่อทิศทางเริ่มหลงทาง ความเปลี่ยนแปลงในระดับบริหารจึงเกิดขึ้น ในเดือนพฤษภาคม 2023 ทิม บราวน์ ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง Co-CEO แต่ยังคงอยู่กับบริษัทในตำแหน่ง Chief Innovation Officer โดย Joey Zwillinger ยังคงเป็น CEO ต่อไป จนถึงเดือนมีนาคม 2024 ที่เขาก็ออกตามเช่นกัน โดยส่งไม้ต่อให้ Joe Vernachio (อดีต COO) มารับหน้าที่กู้ซากเรือที่กำลังจม

โดยในเดือนเมษายน 2024 Nasdaq ส่งหนังสือเตือน non-compliance เนื่องจากหุ้น BIRD ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ติดต่อกัน 30 วัน บริษัทแก้ปัญหาชั่วคราวด้วยการทำ reverse stock split 1:20 ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถพลิกฟื้นธุรกิจได้

Allbirds ต้องประคองธุรกิจด้วยการกู้ยืมเงิน ผ่านวงเงินสินเชื่อเพื่อหล่อเลี้ยงการดำเนินงาน ในปี 2025 บริษัทขาดทุนสุทธิไปถึง 77.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เงินสดในการดำเนินงานไปกว่า 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Joe Vernachio

เมื่อจบปี 2025 Allbirds เหลือเงินสดในมือเพียง 26.7 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระอยู่ถึง 17.4 ล้านดอลลาร์ สถานการณ์ทางการเงินที่เปราะบางนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในเอกสารที่ยื่นต่อ กลต. (SEC) ว่า บริษัทไม่คาดหวังที่จะดำเนินกิจการต่อไป เมื่อกระบวนการขายทรัพย์สินเสร็จสิ้น

จนกระทั่งมกราคม 2026 Allbirds ประกาศปิดร้านค้าในสหรัฐฯ ทั้งหมด จาก 60 สาขา เหลือเพียง 4 สาขา ในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร รวมถึง San Francisco flagship ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ก็ปิดตัวในเดือนมกราคมเช่นกัน

30 มีนาคม 2026 Allbirds ประกาศขายทรัพย์สินทั้งหมด ทั้ง IP แบรนด์ ฐานลูกค้า และสินค้าคงคลัง ให้กับ American Exchange Group ในราคา 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับมูลค่าสูงสุด 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ ลดลง 99% ภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี

กลายร่างสู่ AI

แต่ที่พลิกยิ่งกว่าผลประกอบการก็คือ เมื่อ 15 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา บริษัทแม่ประกาศ เปลี่ยนชื่อเป็น NewBird AI และหันมาให้บริการ cloud infrastructure สำหรับ AI แทน หุ้นพุ่งขึ้นกว่า 582% ในวันเดียว แม้ว่าในอดีต บริษัทจะไม่ได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีเลยด้วยซ้ำ

นั่นนำไปสู่คำถามสำคัญของนักวิเคราะห์ คือ บริษัทรองเท้าจะเอาอะไรไปสู้กับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่มีทุนหนากว่าหลายพันเท่า?

จากนี้คงต้องจับตาดูกัน ว่า นกตัวใหม่ ในร่าง AI นี้ จะบินได้จริง หรือเป็นเพียงแค่การเกาะกระแสเพื่อหนีตายในนาทีสุดท้ายกันแน่

fastcompany / theverge / CNBC / retailwire