ในวันที่ ‘ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า’ ถูกมองเป็น Sunset Industry ที่ผ่านยุครุ่งเรืองไปแล้ว แถมปัจจุบันต้องเผชิญกับปัจจัยลบมากมาย แต่ CEO โตชิบา ไทยแลนด์ ‘แอร์-เสาวณีย์ สิราริยกุล’ ยังเชื่อมั่นว่า ตลาดนี้ยังมีอนาคต และจะพาโตชิบาก้าวสู่การเป็น ‘เบอร์ 1’ ทั้งในไทยและอาเซียน ตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ได้แน่นอน
Positioning ได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอ และตั้งคำถามว่า อะไรที่ทำให้มั่นใจแบบนั้น ? ทั้งๆ ที่มีหลายปัจจัยไม่เอื้ออำนวย และอะไรจะเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะใช้ไขประตูสู่ความสำเร็จ?
“เพราะเห็นโอกาสและเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทแม่อย่าง Midea Group รวมถึงความแข็งแกร่งของโตชิบา” เป็นคำตอบของแอร์-เสาวณีย์
พอร์ตที่แข็งแรง
เธออธิบายว่า ไม่ว่าองค์กรใดก็ตามสุดท้ายจะดูเรื่อง Bottom line และอยากเป็นเบอร์ 1 ทั้งนั้น โดยจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีในบริษัทชั้นนำของแวดวงรีเทลและเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็น Tesco Lotus, Samsung และ Home Pro ก่อนจะก้าวมารับตำแหน่งผู้นำของโตชิบา
เธอยังไม่เห็นมีผู้เล่นรายใดในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ามีพอร์ตที่ ‘กว้างและลึก’ ช่วยให้เป็น ‘ผู้นำ’ ได้ง่าย เหมือนกับ Midea Group
โดยมีแบรนด์ครอบคลุมตั้งแต่ตลาดพรีเมียมไปจนถึงแมส ได้แก่
‘Kupperbush’ แบรนด์หรูเจาะตลาดในยุโรป
‘โตชิบา’ และ ‘Teka’ เจาะตลาดระดับกลาง-พรีเมียม
‘Midea’ เจาะตลาดแมส
‘Comfee’ เจาะตลาดคนรุ่นใหม่
ยังไม่นับรวมศักยภาพของเครือข่ายภายใต้เครือที่จะมาซัพพอร์ต
“ก่อนตัดสินใจมารับตำแหน่ง CEO โตชิบา แอบไปดูพอร์ตโฟลิโอของกรุ๊ปมาก่อน และในฐานะที่มีประสบการณ์ในแวดวงนี้มานาน ทำให้เห็นว่า คนนี้ (Midea Group) จะ win แน่นอน และทำให้มั่นใจว่า ถ้าต้องการขยายธุรกิจขึ้นเป็นเบอร์ 1 ไม่ใช่โจทย์ยาก”
ขณะเดียวกัน ด้วยการที่โตชิบายึดถือเรื่องคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญ ตามสไตล์ Japan quality ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้ผู้บริโภครักและชื่นชอบแบรนด์มาจนถึงทุกวันนี้
แอร์-เสาวณีย์บอกว่า ในฐานะผู้นำต้องมองตลาดให้ออก หาโอกาสให้เจอ อย่างโตชิบายังเติบโตได้อีกเยอะ เพราะมีพอร์ตโฟลิโอกว้าง วันนี้มีแค่ 50-60% วางอยู่ในช่องทางการขาย ยังเหลืออีก 40% ที่ไม่ได้เอาไปขาย ยกตัวอย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กอย่าง ‘พัดลม’ ตลาดที่มีการเติบโตน่าสนใจและเหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเรา
สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องเอาไปวางขายให้ลูกค้าเห็น เพราะเมื่อเห็นก็มีโอกาสในการซื้อ เป็นกุญแจในการสร้างการเติบโต
ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนดิ้ง เพราะโตชิบา เป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ทำให้คนที่รู้จักแบรนด์หลัก ๆ จะอยู่ในกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป ขณะที่คนรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้าสำคัญในปัจจุบันรู้จักไม่มากนัก
“แบรนด์เราต้อง Refresh หรือ Revamp ต่อไป เพื่อจะนำสิ่งที่ดีสู่ชีวิตตลอดไปในคนทุกเจน โดยเฉพาะลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งเหมือนสร้างกำแพงเมืองจีน ต้องสร้างไปเรื่อยๆ หยุดไม่ได้”
ถอดรหัสแนวคิด แมว 9 ชีวิต’- ‘ปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำ’
อย่างไรก็ตาม การจะไปถึงเป้าหมายเบอร์ 1 ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ ‘ผู้นำ’ เท่านั้น แต่ต้องอาศัย ‘ทีม’ ที่มีค่านิยมเดียวกัน
โดยแนวคิดที่เสาวนีย์อยากส่งต่อให้เป็น DNA ใหม่ทั้งสำหรับองค์กรและทีมงาน ก็คือ ‘แมว 9 ชีวิต’ และ ‘ปลาแซลมอนทวนน้ำ’ ซึ่งมาจากสไตล์การทำงานของเธอ เมื่อมี commitment แล้ว จะใส่จนสุด แงะทุกโอกาส และทำทุกทางให้บรรลุเป้าหมายให้ได้
แมว 9 ชีวิต คือจิตวิญญาณที่ ‘ไม่ยอมแพ้’ และ ‘ไม่มีวันตาย’ ตราบใดที่มีหนทาง ต้องมีชีวิตรอดเพื่อไปต่อให้ได้ หรือเมื่อล้มต้อง ‘ลุกให้เร็ว’ เพื่อแกะรอยหาโอกาสใหม่ๆ จนเจอ
ปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำ เปรียบเสมือนความมุ่งมั่นของปลาแซลมอนที่จะว่ายทวนกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก เพื่อไปวางไข่ เช่นเดียวกับคนหรือองค์กร ต้องทุ่มทั้งพลังกายและใจให้มากที่สุด เพื่อให้คว้าความสำเร็จและบรรลุเป้าหมาย
“แอร์คิดมาร้อยอย่างพันอย่าง แต่ไม่มีทีมทำงานที่ดีและเก่ง ก็ไม่มีวันสำเร็จ เพราะไม่สามารถออกไปทำเองได้ทุกอย่าง จึงพยายามชาเลนจ์และสอนทีมเยอะมาก เพื่อให้โตไปพร้อมกับเรา และให้เอา AI มาช่วยทำงาน จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อลดคน แต่ช่วยให้ทำงานได้เร็วและง่ายขึ้น”
เธออธิบายว่า ในสถานการณ์ที่ไม่ได้อะไรมาง่ายๆ ต้องทำงานให้หนักขึ้น คิดให้เยอะและละเอียดขึ้น โดยสองแนวคิดนี้บอกให้สู้ไม่ถอย อย่ายอมแพ้ ตลาดจะตกหรือเป็นอย่างไร ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องสนใจ หากไม่ยอมแพ้ก็จะเติบโตสวนกระแสได้
และพิสูจน์ให้เห็นผลแล้ว โดยปีที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายเติบโต 22% และสองเดือนแรกของปีนี้โตชิบาโตถึง 34% ขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าติดลบ 20%
อยากให้โตชิบาเป็นสินค้าที่มี ‘ทุกบ้าน’
สำหรับเป้าหมายในปีนี้ โตชิบาตั้งเป้าเติบโต 30% จากปีที่ผ่านมา ส่วนวิสัยทัศน์ในอีก 2-3 ปี ทางแอร์-เสาวณีย์ฝันอยากให้โตชิบาเป็นสินค้าที่มี ‘ทุกบ้าน’ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทุกจังหวะชีวิตของผู้บริโภคชาวไทย ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน เหมือนกับ ‘โทรศัพท์มือถือ’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว
แล้วจะทำได้อย่างไร?
คำตอบ คือ เธอต้องการสร้างให้โตชิบาเป็น Practical Innovation นวัตกรรมที่จ่ายในราคาคุ้มค่าและสามารถได้ใช้งานในชีวิตจริง ไม่ใช่จ่ายแพงเพื่อเทคโนโลยีแต่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายและอย่างให้ติดตามต่อไปว่า จะเป็นอย่างไร
ขณะที่ในส่วนขององค์กร อยากสร้างและปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร 2 เรื่องหลัก คือ 1.Dynamic ให้องค์กรขยับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วจนตั้งรับไม่ทัน และ 2.Passion พนักงานต้องมีไฟ และมีจิตวิญญาณความเป็นเจ้าของ (Ownership) เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต
“แอร์สอนน้องทุกคน ถ้าคุณมีสองสิ่งนี้มันจะขับเคลื่อนคุณเอง และเวลาที่รับคนแอร์จะดูสองเรื่องนี้เป็นหลัก ส่วนสกิลอื่นยอมสอน อีกอย่างเป็นเรื่อง Attitude คือคุณอยากเก่ง อยากมีอนาคตดี คุณต้องไม่เลือกงาน พร้อมสู้ พร้อมทำทุกอย่าง ไม่ต้องมีเงื่อนไข ไม่ต้องมีคำว่า ‘แต่’ เพราะถ้ามีเยอะ หมายความว่าเงื่อนไขเยอะ คนแบบนี้จะก้าวข้ามอะไรได้ยาก”
สุดท้ายเป็นเรื่องสร้างมาตรฐานการวัดผลที่ชัดเจน (Performance Driven) เพื่อให้ทุกคนเห็นเป้าหมายเดียวกัน และเคลียร์ในเรื่องความโปร่งใส มีความเป็นมืออาชีพ
ส่วนจะเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่สิ่งสำคัญ เมื่อ ‘ทำดีสุดและเต็มที่แล้ว’ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เป็นสิ่งที่น่าพอใจสำหรับเธอ






