เครื่องประดับทองไทยปี‘48 : ทะยานตามราคาทอง…คาดสร้างรายได้กว่า 40,000 ล้านบาท

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการผลิตมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับได้ในปริมาณมากและมีคุณภาพมาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมหาศาลเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งตามรายงานของกรมศุลกากร พบว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยตามพิกัดอัตราศุลกากร HS 71 มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 8 เดือนแรกปี 2548 ไทยสามารถส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับคิดเป็นมูลค่า 77,642.2 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.24 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะเครื่องประดับทองที่สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกเป็นมูลค่า 27,815 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในระดับร้อยละ 35.8 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกปี 2548 เครื่องประดับทองยังเป็นสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากด้วยในระดับร้อยละ 43.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2547

โดยทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าภาพรวมของการส่งออกเครื่องประดับทองของไทยในช่วงเวลาที่เหลือในปี 2548 ยังน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดสินค้าดังกล่าวเป็นตลาดที่ค่อนข้างกว้าง ประกอบกับผู้คนทุกเพศทุกวัยหันมาให้ความสนใจการแต่งกายด้วยเครื่องประดับทองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าต้นทุนการผลิตในส่วนวัตถุดิบอย่างทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้ราคาเครื่องประดับทองมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันการปรับขึ้นของราคาทองคำก็เป็นปัจจัยหนึ่งในแง่จิตวิทยาที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคบางรายที่หวังเก็งกำไรหันมาซื้อเครื่องประดับทองเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงค่อนข้างมากจากเมื่อปี 2547 เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดอย่างอินเดีย หรือจีนซึ่งเป็นคู่แข่งของไทยอีกรายที่มีค่าเงินหยวนแข็งขึ้นอีกต่างหาก ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้ไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าการส่งออกเครื่องประดับทองของไทยในปี 2548 น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 35 หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 40,000-45,000 ล้านบาท

สำหรับสถานการณ์การส่งออกเครื่องประดับทองของโลกตามรายงานของ Global Trade Atlas ล่าสุดพบว่าในปี 2547 มีมูลค่าทั้งสิ้น 23,353.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.6 ขณะที่มูลค่าการส่งออกเครื่องประดับทองของไทยมีมูลค่า 809.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.44 และครองส่วนแบ่งตลาดติดอันดับ 9 ของโลกด้วยสัดส่วนร้อยละ 3.46 และหากพิจารณาถึงความสามารถในการแข่งขันของการค้าระหว่างประเทศ โดยวัดจากดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หรือ RCA (Revealed Comparative Advantage) ที่มีเกณฑ์กำหนดว่าถ้าค่า RCA ของประเทศใดมีค่ามากกว่า 1 แสดงว่าประเทศนั้นมีความได้เปรียบในการส่งออกสินค้านั้นๆ ในตลาดหนึ่ง (ซึ่งในที่นี้สินค้าคือเครื่องประดับทอง และตลาดคือตลาดโลก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าค่า RCA มากกว่า 2 แสดงว่าประเทศนั้นมีความได้เปรียบหรือมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับค่อนข้างดี และถ้าค่า RCA มากกว่า 10 ก็แสดงว่าประเทศนั้นมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นไปอีก

ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกสินค้าเครื่องประดับทองของตลาดโลกตามฐานข้อมูลของ Global Trade Atlas พบว่าในปี 2547 สินค้าเครื่องประดับทองของไทยมีศักยภาพในการแข่งขันค่อนข้างดีโดยมีค่า RCA เท่ากับ 2.99 ซึ่งแม้ว่าความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเครื่องประดับทองไทยในช่วงที่ผ่านมาจะมีทิศทางปรับตัวลดลงตามลำดับ โดยในปี 2545 เครื่องประดับทองไทยมีค่า RCA เท่ากับกับ 3.32 ขณะที่ในปี 2546 ค่า RCA เท่ากับ 3.21 แต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ในปี 2548 ศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเครื่องประดับทองของไทย น่าจะสามารถรักษาสถานภาพการแข่งขันไว้ได้ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2547 หรือมีค่า RCA ไม่ต่ำกว่า 3 เนื่องจากความต้องการสินค้าประเภทนี้ในตลาดโลกยังมีแนวโน้มที่ดี อีกทั้งผู้ประกอบการไทยก็มีการพัฒนาทั้งด้านการผลิตและการตลาดอย่างจริงจังมากขึ้น

ทั้งนี้ผู้ที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องประดับทองของโลกเป็นอันดับหนึ่งในปี 2547 ก็ยังคงเป็นเจ้าตลาดอย่างคืออิตาลีที่มีความเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าประเภทนี้มาอย่างยาวนาน และเป็นที่ยอมรับจากตลาดโลกในด้านรูปแบบที่สวยงามและทันสมัยจนยากที่คู่แข่งรายอื่นๆจะพัฒนาให้เท่าเทียมได้ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยในปี 2547 อิตาลีถือครองส่วนแบ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.73 ตามมาด้วยอินเดีย(สัดส่วนร้อยละ 11.65) สหรัฐอเมริกา(สัดส่วนร้อยละ 10.79) ฮ่องกง(สัดส่วนร้อยละ 9.39) สวิตเซอร์แลนด์(สัดส่วนร้อยละ 9.27) จีน(สัดส่วนร้อยละ 6.77) สหราชอาณาจักร (สัดส่วนร้อยละ 5.83) และตุรกี (สัดส่วนร้อยละ 3.9) และเมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการแข่งขันของการค้าระหว่างประเทศ โดยวัดจากดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หรือ RCA พบว่าในปี2547 ประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันสูงมากคืออินเดีย (RCA เท่ากับ 12.89)

ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันค่อนข้างดีได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์(RCA เท่ากับ 6.54 ) ตุรกี(RCA เท่ากับ 5.19) อิตาลี (RCA เท่ากับ 4.25) และฮ่องกง (RCA เท่ากับ 2.96) ขณะที่สหราชอาณาจักรมีค่า RCA เท่ากับ 1.41 และสหรัฐอเมริกามีค่า RCA เท่ากับ 1.1 ซึ่งค่า RCA ของทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ยังมีค่ามากกว่า 1 จึงนับเป็นประเทศคู่แข่งของไทยที่มีศักยภาพการแข่งขันด้วยเช่นกัน สำหรับจีนพบว่าในปี 2547 เครื่องประดับทองของจีนมีศักยภาพการแข่งขันไม่สูงโดยมีค่า RCA เท่ากับ 0.95 โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศคู่แข่งที่มีทิศทางความสามารถในการแข่งขันลดลงตามลำดับนับตั้งแต่ปี 2545-2547 ได้แก่ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และจีน ส่วนคู่แข่งที่มีทิศทางศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2545-2547 คืออินเดีย สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง ซึ่งอินเดียน่าจะเป็นประเทศที่มีโอกาสมากที่สุดในการแย่งชิงความเป็นหนึ่งจากอิตาลีที่นับวันจะมีศักยภาพการแข่งขันลดลง โดยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อินเดียเริ่มรุกตลาดโลกมากขึ้นและมีการพัฒนารูปแบบเครื่องประดับให้ทันสมัยยิ่งขึ้นตามลำดับ

สำหรับในช่วง 8 เดือนแรกปี 2548 ที่ไทยสามารถส่งออกสินค้าเครื่องประดับทองคิดเป็นมูลค่า 27,815 ล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 43.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนนั้น พบว่าตลาดหลักอย่าง สหรัฐอเมริกา(ซึ่งครองสัดส่วนสูงสุดที่ระดับร้อยละ 50.2 ของมูลค่าการส่งออกเครื่องประดับทองของไทยโดยรวมในช่วงเวลาดังกล่าว ) และสหภาพยุโรป 25 ประเทศ (สัดส่วนร้อยละ 21.13) ต่างมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2547 คิดเป็นอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 55.9 และร้อยละ 17.1 ตามลำดับ รวมถึงตลาดหลักอย่างอาเซียน และญี่ปุ่นก็พบว่าการส่งออกเครื่องประดับทองของไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงเช่นกันในระดับร้อยละ 138.8 และร้อยละ 37.7 ตามลำดับ

นอกจากนี้ตลาดรองอย่างออสเตรเลียและฮ่องกงก็มีการนำเข้าเครื่องประดับทองจากไทยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนเช่นกันที่ระดับร้อยละ 29.4 และร้อยละ 121.2 ตามลำดับ ส่วนตลาดใหม่ก็มีการเติบโตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.9) รัสเซีย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.9) หรืออินเดีย(เพิ่มขึ้นร้อยละ 87.3) ดังนั้นปี 2548 จึงน่าจะเป็นปีที่สินค้าเครื่องประดับทองของไทยสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ตามทิศทางราคาทองคำ

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าการส่งออกเครื่องประดับทองของไทยโดยภาพรวมในปี 2548 น่าจะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลประมาณ 40,000- 45,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 35 ทั้งนี้เพราะความต้องการยังมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีทั้งในตลาดสหรัฐอเมริกาที่พบว่าความต้องการบริโภคสินค้าเครื่องประดับแท้มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยเครื่องประดับแท้ที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับทอง ซึ่งมีอินเดีย อิตาลี และไทยเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญตามลำดับ ส่วนตลาดเอเชียก็พบว่าประชาชนนิยมซื้อเครื่องประดับทองเพื่อแสดงสถานะทางสังคม และเป็นการออมทรัพย์หรือการเก็งกำไรกันมากขึ้น ตลาดยุโรปตะวันตก ที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูงและมีการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็ให้การตอบรับสินค้าเครื่องประดับทองจากไทยมากขึ้น

โดยผู้ประกอบการไทยหลายรายต่างพยายามยกระดับสินค้าตนเองด้วยการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยขึ้นเพื่อสร้างโอกาสในการถือครองส่วนแบ่งตลาดระดับกลางถึงบนในตลาดยุโรปตะวันตกมากขึ้น รวมถึงตลาดใหม่อย่างตลาดยุโรปตะวันออก และตลาดตะวันออกกลางด้วยที่มีความต้องการเครื่องประดับทองค่อนข้างสูง และนับวันจะมีแนวโน้มต้องการเครื่องประดับทองที่ตกแต่งด้วยอัญมณีเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะเครื่องประดับที่เป็นเซตเข้าชุดกัน นอกจากนี้กลุ่มประเทศในตลาดตะวันออกกลางยังเป็นตลาดที่กำลังซื้อที่สูงขึ้นด้วยเพราะหลายประเทศได้กำไรมากจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง

ขณะเดียวกัน ผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดอย่างอินเดีย หรือในส่วนของจีนที่พบว่าค่าเงินหยวนแข็งขึ้นอีกต่างหาก ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้ไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ในปี 2548 ยังเป็นปีที่ภาครัฐให้การสนับสนุนหลายด้านเพื่อส่งเสริมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวมให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งเป็นไปตามโครงการเจาะตลาดเป้าหมาย (Bangkok Fashion City Roadshow 2005/2006) ที่เป็นหนึ่งใน 11 โครงการย่อยของโครงการกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นด้วยการนำผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง และเครื่องประดับอัญมณี เดินทางไปแสดงสินค้า จำหน่าย และเจรจาทางธุรกิจใน 8 ประเทศเป้าหมายของโครงการฯ อันประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฝรั่งเศส สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง อิตาลี ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ภาคเอกชนก็ได้พัฒนาสินค้าทั้งในด้านคุณภาพและรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของแต่ละตลาดมากขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มการส่งออกเครื่องประดับทองของไทยในปี 2548 จะเป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างสดใส แต่ถ้าหากสถานการณ์ในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดหลักมีความผันผวนไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง อุตสาหกรรมเครื่องประดับทองของไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับทองของไทยส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก นอกจากนี้คู่แข่งของไทยแต่ละรายต่างก็มีการเร่งปรับปรุงคุณภาพและรูปแบบของสินค้าให้มีความทันสมัยและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรประมาท แต่จำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ทางการค้าอย่างเต็มที่เพื่อรักษาและเพิ่มโอกาสในการถือครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น โดยอาศัยจุดแข็งของอุตสาหกรรมเครื่องประดับทองของไทยโดยเฉพาะเครื่องประดับทองที่ตกแต่งด้วยอัญมณีที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มคุณค่าอัญมณีด้วยการเผาและการเจียระไนได้เองภายในประเทศ และเป็นที่ยอมรับในลำดับต้นๆของโลกเป็นยุทธศาสตร์หลักในการก้าวขึ้นไปมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในตลาดเครื่องประดับทองโลก ควบคู่กับฝีมือและความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องประดับทองที่มีลวดลายความเป็นไทยอย่างทองสุโขทัย หรือทองอยุธยา ในการสร้างความแตกต่างจากสินค้าของคู่แข่ง

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการควรจะต้องให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ทางการผลิตและการตลาดดังต่อไปนี้เพิ่มมากขึ้นและต่อเนื่องด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐาน การพัฒนารูปแบบสินค้าให้มีความหลากหลายและตอบสนองรสนิยมของผู้บริโภคในแต่ละตลาดได้ทันท่วงที(โดยทั้งนี้การออกแบบเครื่องประดับทองจำเป็นต้องอาศัยทั้งความรู้ด้านศิลปะเพื่อให้ชิ้นงานมีความสวยงามและสวมใส่ได้จริง ควบคู่กับความรู้ด้านกระบวนการผลิต) การประเมินศักยภาพของคู่แข่งขันอย่างใกล้ชิด กระจายช่องทางการจำหน่ายเพื่อเจาะตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีจุดอ่อนในด้านการวางแผนการตลาดนั้น หน่วยงานภาครัฐควรเข้ามาช่วยเหลือหาแหล่งจำหน่ายให้อย่างเร่งด่วน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ และการส่งเสริมการขายอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันสร้างบุคลากรด้านช่างเจียระไน และนักออกแบบเครื่องประดับที่นอกจากจะสอนการออกแบบแล้ว ควรให้ความสำคัญกับความรู้ด้านการจัดการ และการตลาดด้วย เพื่อให้การผลิตผลงานออกมาจำหน่ายได้จริง นอกจากนี้ควรเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องประดับทองของไทยให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถออกแบบได้ด้วยตนเอง และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตที่มีตราสินค้าของตนเองในวงกว้างยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน เพราะนอกจากจะเป็นกลยุทธ์ให้อุตสาหกรรมเครื่องประดับทองของไทยก้าวขึ้นเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นแก่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยโดยรวม อันจะนำมาซึ่งรายได้ที่เข้าสู่ประเทศเพิ่มมากขึ้นในอนาคตด้วย

บทสรุป

ในโลกการค้าเสรีเช่นปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าผู้ประกอบการเครื่องประดับทองของไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ประกอบการไทยควรต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพสินค้า การเพิ่มมูลค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่การรับจ้างผลิตเช่นเดิม รวมถึงการสร้างตราสินค้าของตนเองหรือแบรนด์อย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้แบรนด์ไทยก้าวไปสู่ระดับโลกได้นั้นต้องประกอบไปด้วย การมีนักออกแบบที่มีฝีมือดี และการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่บ่งบอกความเป็นไทย หรือมีการดีไซน์และรูปแบบที่แปลกแตกต่างจากคู่แข่งต่างชาติ รวมถึงการที่รัฐบาลและเจ้าของธุรกิจต้องเล็งเห็นและเข้าใจถึงแนวคิดทางการตลาดและการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง ไม่ใช่ดำเนินการตามกระแสหรือแฟชั่น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยภาพรวมเป็นที่ยอมรับในตลาดมากยิ่งขึ้นอย่างยั่งยืนในอนาคต และสามารถก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางแฟชั่นโลกได้เป็นลำดับต่อไปในที่สุด