สถานการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่ปกติ และเกิดขึ้นกับสินค้าวัตถุดิบพื้นฐานหลายชนิดในขณะนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วงต่อทิศทางราคาสินค้าผู้ผลิต ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปรับราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคตามมา ในภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องพึ่งพาวัตถุดิบขั้นต้นที่ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ใช้เพื่อเป็นพลังงาน อย่างน้ำมันเชื้อเพลิง และวัตถุดิบโลหะประเภทต่างๆ ที่จำเป็นต่อกระบวนการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆอย่างกว้างขวาง การพึ่งพาการนำเข้าจึงทำให้ภาวะราคามักมีความผันผวนตามวัฏจักรราคาในต่างประเทศ
ในช่วงระยะนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็วอย่างน่าวิตก โดยในช่วงเดือนเมษายน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งน้ำมันดิบ ทองคำ และโลหะพื้นฐาน (Base Metals) ทะยานสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าที่นิวยอร์คพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ 75.17 ดอลลาร์ฯเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์ในตลาดล่วงหน้าที่ลอนดอนทำสถิติสูงสุดที่ 74.57 ดอลลาร์ฯ เช่นกัน โลหะมีค่า (Precious Metals) ปรับตัวสูงขึ้นไม่ว่าทองคำ ที่ราคาขึ้นไปสูงกว่า 630 ดอลลาร์ฯต่อออนซ์ ณ วันที่ 26 เมษายน สูงขึ้นร้อยละ 23 เทียบกับสิ้นปี 2548 เช่นเดียวกับเงินและแพลตินัมที่มีราคาสูงขึ้นร้อยละ 44 และ 17 เทียบกับสิ้นปี 2548
ในส่วนของโลหะพื้นฐาน ซึ่งเป็นวัตถุดิบของสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆอย่างกว้างขวาง เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 ราคาทองแดงสูงขึ้นไปที่ 7,400 ดอลลาร์ฯต่อตัน เป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 60 นับตั้งแต่ต้นปี อลูมิเนียมมีราคาสูงขึ้นมาที่ 2,778 เป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 17 ปี และเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 ในช่วงปีนี้ สังกะสีมีราคาปรับขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยราคาปรับสูงขึ้นมาร้อยละ 80 ในช่วงปีนี้ นอกจากนี้ ดีบุกและตะกั่วที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กแผ่นเคลือบหรือชุบผิว และนิกเกิลซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเหล็กไร้สนิม (Stainless Steel) ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ในด้านราคาเหล็กก็มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นจากที่อ่อนตัวลงในปี 2548 ที่ผ่านมา
การปรับตัวสูงขึ้นของราคาโลหะพื้นฐานนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นรวดเร็วของประเทศจีน ที่นำไปใช้ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆที่เติบโตสูง รวมทั้งโครงการลงทุนด้านก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันจีนเข้ามาทดแทนสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศผู้บริโภคสินค้าโลหะพื้นฐานรายใหญ่ที่สุดในโลก มีสัดส่วนสูงประมาณร้อยละ 20 ของความต้องการทั่วโลก ขณะที่การสะสมสต็อกสินค้าล่วงหน้าของธุรกิจและการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าของกลุ่มกองทุน ก็เป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง กองทุนเก็งกำไรจึงได้หันมาเข้ามาหาโอกาสทำกำไรโดยการเข้าซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า ราคาที่สูงขึ้นรวดเร็วอย่างผิดปกติเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากการวิเคราะห์สถานการณ์แนวโน้มราคาของวัตถุดิบโลหะพื้นฐานในช่วงปี 2549 อาจมีทิศทางที่ราคาจะอยู่ในระดับสูงต่อไป โดยสถานการณ์ของสินค้าโลหะที่สำคัญมีดังนี้
– เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ราคาวัตถุดิบคือสินแร่เหล็กยังมีแนวโน้มอาจปรับสูงขึ้น ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์เหล็กขยับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาของปี 2549 เนื่องจากความปริมาณต้องการใช้ในอุตสาหกรรมจีนยังเติบโตสูง ทั้งนี้ ในปี 2548 ราคาผลิตภัณฑ์เหล็กในตลาดโลกอ่อนตัวลง ตามปริมาณอุปทานจากจีนที่เพิ่มขึ้น
ในด้านสินแร่เหล็ก ขณะนี้ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของจีน อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทผลิตสินแร่เหล็กรายหลักจากบราซิลและออสเตรเลีย โดยผู้ผลิตวัตถุดิบเรียกร้องที่จะปรับราคาขึ้นอีกร้อยละ 20 ในรอบปีนี้ แต่ผู้ซื้อฝ่ายจีนยังไม่ยอมรับราคาที่ปรับขึ้น ทั้งนี้ ในงวดปี 2548 ผู้ผลิตสินแร่เหล็กได้ปรับขึ้นราคาร้อยละ 71.5 โดยราคาขึ้นมาอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ฯต่อตัน เพิ่มขึ้นจาก 23 ดอลลาร์ฯต่อตัน ในรอบสัญญาปี 2547 จีนเป็นผู้ใช้สินแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก สถิติศุลกากรจีนระบุว่า จีนนำเข้าสินแร่เหล็ก 275 ล้านตันในปี 2548 มากถึงร้อยละ 43 ของยอดขายทั้งหมดในโลก อย่างไรก็ดี ทางการจีนคาดว่าความต้องการสินแร่เหล็ก (Iron Ore) ในจีนจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยคณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (National Development and Reform Commission : NDRC) คาดการณ์ความต้องการใช้ในปี 2549 จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนระหว่าง 45.9 ถึง 59.8 ล้านตัน จากที่เพิ่มขึ้นถึง 121.8 ล้านตันในปี 2548 และ 75.9 ล้านตันในปี 2547 เนื่องจากจะมีการปิดตัวลงของโรงเหล็กขนาดเหล็กจำนวนมาก อันส่งผลให้ความต้องการสินแร่เหล็กลดลง 60 ล้านตัน โดยภายใต้แผนการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของจีน จะมีการปิดโรงงานผลิตเหล็กขนาดเล็กที่มีกำลังผลิตต่ำกว่า 200 คิวบิคเมตรต่อปี เนื่องจากโรงงานขาดประสิทธิภาพในการผลิตและก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ในด้านราคาผลิตภัณฑ์เหล็กยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสมาคมเหล็กและเหล็กกล้าของจีนคาดการณ์ว่าความต้องการใช้เหล็กกล้าในอุตสาหกรรมของจีนในปี 2549 จะเติบโตร้อยละ 12 มาอยู่ที่ 450.61 ล้านตัน ปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ราคาเหล็กในประเทศจีนค่อยๆปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งคงส่งผลต่อราคาในตลาดโลกในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ราคาเหล็กคงจะไม่ปรับสูงรวดเร็วอย่างในช่วงปี 2547 เนื่องจากปัจจุบันการผลิตเหล็กของจีนนับได้ว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอป้อนความต้องการในประเทศ และมีจำนวนเหลือสำหรับการส่งออกเล็กน้อย
– อลูมิเนียม ราคาอลูมิเนียมทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 17 ปีครึ่ง โดยเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 ราคาอยู่ที่ระดับ 2,778 ดอลลาร์ฯต่อตัน จากราคาเฉลี่ยประมาณ 2,400 ดอลลาร์ฯต่อตัน ในเดือนมีนาคม โดยราคาปรับตัวสูงขึ้นประมาณร้อยละ 45 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สาเหตุที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตวัตถุดิบ คือสินแร่อลูมิเนียม หรืออลูมินา (Alumina Ore) ที่ผลิตได้ในช่วงปี 2549 อาจเติบโตไม่ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยอาจขาดแคลนถึง 300,000 ตัน ทำให้ผู้ผลิตอลูมิเนียมของจีนรวมตัวกันตัดลดกำลังการผลิตประมาณ 335,000 เมตริกตัน เพื่อแก้ปัญญาวัตถุดิบขาดแคลนและปัญหาราคา จีนเป็นประเทศผู้ผลิตอลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดในโลก ความต้องการอลูมิเนียมในจีนและอินเดียเติบโตสูงอย่างมาก ตามการเติบโตของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ โรงงานไปจนถึงเครื่องบิน ขณะที่ความต้องการของตลาดประเทศตะวันตกก็ขยายตัวได้ดี นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นภายใต้สถานการณ์ตึงเครียดกรณีปัญหาการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ได้ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตอลูมิเนียม ซึ่งต้องใช้พลังงานเข้มข้น (Energy Intensive) ในกระบวนการผลิต
– ทองแดง ราคาทองแดงในตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็วจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีน ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 ราคาทองแดงขึ้นไปทำสถิติสูงสุดที่ 7,400 ดอลลาร์ฯต่อตันในตลาดซื้อขายที่ลอนดอน London Metal Exchange (LME) จากที่มีราคาเฉลี่ย 5,100 ดอลลาร์ฯต่อตันในเดือนมีนาคม การเก็งกำไรมีส่วนผลักดันให้ราคาทองแดงพุ่งสูงขึ้นกว่า 1,500 ดอลลาร์ฯ ภายในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน สาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องจากความกังวลต่ออุปสรรคในด้านอุปทาน โดยมีการประท้วงหยุดงานของลูกค้าในบริษัทผู้ผลิตรายสำคัญของโลก ประกอบกับความต้องการในโลกยังเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่สำคัญได้รับอิทธพลมาจากการขยายตัวสูงของเศรษฐกิจจีน ทองแดงเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งความต้องการใช้ขยายไปสู่การผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะการเติบโตขึ้นของรถยนต์ไฮบริดยิ่งเพิ่มอุปสงค์ที่มีต่อทองแดง เนื่องจากรถยนต์ไฮบริด 1 คัน จะต้องใช้ทองแดง มากกว่ารถยนต์ปกติถึง 2.5 เท่า อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจมองว่าราคาทองแดงน่าจะเริ่มชะลอความร้อนแรงลง เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นไปมากทำให้ธุรกิจเริ่มระมัดระวังต่อการสะสมสต็อกสินค้า ขณะเดียวกันมาตรการในการควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์ของทางการจีนก็อาจมีส่วนทำให้ความต้องการใช้ทองแดงบริสุทธิ์ (Refined Copper) ในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชะลอตัว
ปัญหาราคาสินค้าโลหะพื้นฐานที่ปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็วในระยะนี้ แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นปัจจัยชั่วคราวเนื่องจากตลาดกังวลต่ออุปสรรคในด้านอุปทาน แต่ปัจจัยที่หนุนให้ราคามีทิศทางสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เกิดขึ้นจากความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยที่สำคัญเป็นผลจากความต้องการของประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างจีนและอินเดีย ถ้าสถานการณ์ราคาในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงยาวนาน จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง เนื่องจากสินแร่โลหะพื้นฐานเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆจำนวนมากซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค โดยผลิตภัณฑ์เหล็กและอลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ภายในบ้าน บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร เคมีภัณฑ์และอื่นๆ สำหรับทองแดงเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ขณะที่นิกเกิล สังกะสี ดีบุก และตะกั่ว เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กที่มีคุณภาพสูง เช่น เหล็กไร้สนิม เหล็กแผ่นเคลือบหรือชุบผิว
ปัญหาราคาโลหะพื้นฐานอาจซ้ำเติมภาวะต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนพลังงาน ที่ต้องปรับขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่ทะยานสูงขึ้น ในสถานการณ์ดังกล่าวภาคอุตสาหกรรมคงจะต้องมีการปรับตัวในการรับมือภาวะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่แรงกดดันในด้านการแข่งขันในตลาดอาจทำให้ผู้ประกอบการมีช่องว่างในการปรับราคาสินค้าได้อย่างจำกัด กลยุทธในการบริหารต้นทุนอาจทำให้หลายวิธีเช่น ศึกษาหาแนวทางใช้มาตรการประหยัดพลังงานในสถานประกอบการ การวางแผนด้านโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน การลดการสูญเสียของวัตถุดิบในกระบวนการผลิต และการปรับเปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ต่ำลง เป็นต้น