จากข่าวการจะขอปรับราคาขายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทซองละ 5 บาทเพิ่มขึ้นอีกซองละ 1 บาทของผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่ต่อกรมการค้าภายในในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าผู้ผลิตจะได้ชะลอการปรับขึ้นราคาออกไป แต่ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณจากผู้ผลิตที่หากมีการขึ้นราคาในระยะต่อไปก็จะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งมีรายได้ปานกลางถึงต่ำได้ในที่สุด ปัจจุบันตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย มาม่ามีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดคือประมาณร้อยละ 52 และยำยำมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 21 การขอปรับขึ้นราคาขายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทซองละ 5 บาทของผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสองรายในครั้งนี้ เป็นการขอปรับขึ้นราคาขายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทซองในรอบสิบปีที่ผ่านมาคิดเป็นการขอปรับขึ้นราคาที่สูงถึงร้อยละ 20 จากราคาขายปลีกเดิม ด้วยสาเหตุสำคัญคือต้นทุนแป้งสาลี และน้ำมันปาล์มที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก
แป้งสาลี และน้ำมันปาล์ม เป็นวัตถุดิบองค์ประกอบหลักที่สำคัญในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแต่ละซอง และเป็นต้นทุนผันแปร (variable cost) หลักของผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซองประกอบไปด้วยแป้งสาลีเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 น้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 20 และประมาณร้อยละ 10 ที่เหลือคือเครื่องปรุงรสชาติต่างๆ ซึ่งในช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมานี้ ราคาแป้งสาลีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มมีแนวโน้มลดลง แต่ในช่วงปีปัจจุบันราคาวัตถุดิบทั้งสองประเภทมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก
ข้าวสาลีที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตแป้งสาลีที่ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีแนวโน้มราคาในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปีผลผลิต 2547/48 ที่มีราคาเฉลี่ยประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดปีผลผลิต 2548 – 2550 ในอัตราเพิ่มประมาณร้อยละ 16 ต่อปีผลผลิต แต่ในช่วงฤดูผลผลิต 2550/51 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมานี้ ราคาส่งออกข้าวสาลีในตลาดโลกได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นมากผิดปกติ โดยในเดือนกันยายน 2550 มีราคาเฉลี่ย 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน นั่นคือราคาปรับตัวสูงขึ้นประมาณร้อยละ 72 เมื่อเทียบกับราคา ณ ปีผลผลิต 2549/50 เหตุที่ทำให้ราคาข้าวสาลีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากนั้น เนื่องมาจากปริมาณผลผลิตข้าวสาลีของแต่ละประเทศผู้ส่งออก และปริมาณการค้าข้าวสาลีในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปีการผลิต 2547/2548 ต่อเนื่องมาจนถึงปีการผลิต 2550/2551 (รายละเอียดดังตาราง) ซึ่งสวนทางกับปริมาณความต้องการของประชากรโลกที่มีความต้องการบริโภคเพิ่มสูงขึ้นมาก
น้ำมันปาล์มซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรองจากแป้งสาลี ในช่วงสามปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2547 ถึงปลายปี 2549 ราคาขายส่งน้ำมันปาล์มดิบในประเทศมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาขายส่งน้ำมันปาล์มดิบเกรดเอ ในปี 2547 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 20.33 บาท ปี 2548 ลดลงเฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 16.89 บาท และปี 2549 ลดต่อเนื่องเฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 15.8 บาท แต่ในปี 2550 นี้ ราคาน้ำมันปาล์มดิบกลับปรับสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีปรับขึ้นไปสูงสุดที่กิโลกรัมละ 29 บาท และลดลงเล็กน้อยในต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ราคาขายส่งน้ำมันปาล์มดิบเกรดเอเฉลี่ยกิโลกรัมละ 27 บาท สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณน้ำมันปาล์มที่รีดได้จากผลปาล์มมีปริมาณลดลงอันเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ประกอบกับปริมาณความต้องการน้ำมันปาล์มเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ปรับเพิ่มขึ้น อีกทั้งปริมาณความต้องการปาล์มน้ำมัน เพื่อใช้ในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลมีเพิ่มมากขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
จากภาวะราคาวัตถุดิบหลักในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นมากโดยเฉพาะในปีปัจจุบัน การที่ผู้ผลิตจะขอปรับขึ้นราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทซองจากซองละ 5 บาท เป็น 6 บาท อาจจะเป็นทางออกหนึ่งของผู้ผลิต แต่ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลค่อนข้างสูงในการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภคในประเทศไทย เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในแต่ละ แบรนด์สามารถทดแทนกันได้สูง ด้วยลักษณะและรสชาติที่มีความหลากหลายใกล้เคียงกันมากในปัจจุบัน อีกทั้งกลุ่มผู้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทซองโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำ และรายได้ปานกลาง หากผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใดปรับขึ้นราคา ผู้บริโภคอาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของผู้ผลิตรายอื่นที่ยังมิได้ปรับขึ้นราคา ซึ่งการขึ้นราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง อาจส่งผลให้ผลตอบแทนที่จะได้รับเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าที่เพิ่มต่ำกว่าผลตอบแทนที่ลดลงจากปริมาณบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขายได้ลดลงก็เป็นได้ ดังนั้นผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงจำเป็นต้องพยายามหากลยุทธ์อื่นๆ เพื่อรับมือกับภาวะต้นทุนหลักในการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ก่อนการพิจารณาปรับราคา ดังนี้
– พัฒนา และปรับเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ในปัจจุบันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่วางจำหน่ายในท้องตลาดจะใช้แป้งสาลีเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สามารถผลิตภายในประเทศได้ปริมาณต่ำ เนื่องด้วยข้อจำกัดทางสภาพภูมิอากาศ จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนการผลิตที่สูง และราคาที่อิงกับตลาดโลก ดังนั้นหากผู้ผลิตสามารถปรับเปลี่ยนวัตถุดิบมาใช้วัตถุดิบที่สามารถผลิตได้ในประเทศแทน ย่อมเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต และขยายตลาดให้กว้างขึ้น อาทิ การพัฒนาแป้งที่ใช้ทำเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ผลิตจากข้าวหอมมะลิ หรือข้าวกล้องแทนแป้งสาลีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งการพัฒนาแป้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ผลิตจากข้าวกล้องแทนแป้งสาลียังถือเป็นการเพิ่มสารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคตามกระแสรักสุขภาพอีกด้วย
– เพิ่มปริมาณการส่งออกในตลาดต่างประเทศ ด้วยปัจจุบันการแข่งขันภายในประเทศมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับตลาดภายในประเทศค่อนข้างอิ่มตัว ตลาดต่างประเทศจึงมีความสำคัญมากขึ้นในการสร้างกำไรให้แก่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงมีสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายรวม คือมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 16 ของปริมาณการจำหน่ายรวมของอุตสาหกรรม ซึ่งการเพิ่มปริมาณการส่งออกไปต่างประเทศนี้ถือเป็นช่องทางที่สามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต ด้วยตลาดที่เปิดกว้าง ทั้งนี้ผู้ผลิตจำเป็นที่จะต้องพัฒนากลยุทธ์เพื่อเตรียมพร้อมในการส่งออกไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ ด้วยการสร้างความแตกต่างในตัวผลิตภัณฑ์ออกจากคู่แข่งขันรายอื่น โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ถูกใจผู้บริโภคในแต่ละประเทศทั้ง ลักษณะเส้น ความเหนียวนุ่ม รสชาติ และแพ็กเกจจิ้ง สำรวจภาวะการแข่งขันในตลาดเพื่อหาช่องว่างการตลาด และกำหนดจุดยืนสินค้าให้ชัดเจน
– ขยายฐานผู้บริโภคภายในประเทศ การขยายฐานผู้บริโภคภายในประเทศถือเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้มีลักษณะเป็นขนมขบเคี้ยว ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสำหรับตลาดภายในประเทศที่น่าสนใจ เนื่องจากตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศไทยมีมูลค่าสูงประมาณ 12,000 – 13,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 5 ต่อปี และมีช่องทางที่ผู้ผลิตจะสามารถเข้ามาทำตลาดได้มาก เนื่องจากปริมาณการบริโภคขนมขบเคี้ยวของผู้บริโภคไทยมีปริมาณน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ประกอบกับผู้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจำนวนหนึ่งมีพฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในลักษณะขนมขบเคี้ยว นอกจากกลยุทธ์ดังกล่าวแล้ว การขยายฐานผู้บริโภคภายในประเทศในกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทชามหรือถ้วย (cup noodle) เป็นตลาดที่น่าสนใจ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และขยายฐานลูกค้าภายในประเทศไปยังผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง อีกทั้งปัจจุบันมูลค่าตลาดจากการจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทถ้วยหรือชามภายในประเทศมีเพียงประมาณร้อยละ 5 ของยอดขายรวม ซึ่งถือได้ว่ามีมูลค่าค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศเช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่มีสัดส่วนมูลค่าตลาดจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทถ้วยหรือชามที่สูงใกล้เคียงกับประเภทซอง ถือเป็นโอกาสในการเติบโตได้อีกมากในอนาคตสำหรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทถ้วย หรือชามในประเทศไทย
– เสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ถือเป็นวิธีการลดต้นทุนการผลิตที่ดีกระบวนการหนึ่งที่สามารถกระทำได้ภายในองค์กรเอง อาทิ การจัดระบบ Logistic ขนส่ง กระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า เพื่อบริหารจัดการราคาวัตถุดิบให้มีความแน่นอน และราคาเป็นที่พอใจสำหรับผู้ผลิตมากขึ้น
– ปรับปรุงเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต ถือเป็นวิธีการลดต้นทุนอีกวิธีการหนึ่งด้วยการตรวจซ่อมบำรุง พัฒนาเครื่องจักรเพื่อให้สามารถผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีปริมาณการผลิตสูงขึ้น และผลิตภัณฑ์ที่เสียลดต่ำลง
– ปรับเปลี่ยนช่องทางการจัดจำหน่าย จากเดิมที่ผู้ผลิตมักให้ความสำคัญกับช่องทางการจัดจำหน่ายตาม โมเดิร์นเทรดต่างๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้า Discount store ซึ่งจำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินที่สูงทั้งค่าใช้จ่ายแรกเข้า และค่าใช้จ่ายชั้นวางสินค้า อีกทั้งการตั้งราคาเสนอขายแก่โมเดิร์นเทรดเหล่านี้ จำเป็นต้องตั้งในราคาต่ำ ทำให้กำไรที่ผู้ผลิตได้รับลดลง ดังนั้นผู้ผลิตจึงควรให้ความสำคัญกับช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นให้มากขึ้น เช่น ผู้ประกอบการโชว์ห่วยที่กระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศให้มากขึ้น อันเป็นการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น การติดตั้งตู้จำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตามอาคารสำนักงานต่างๆ เป็นต้น
– จัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาด ถือเป็นกลยุทธ์กระตุ้นการบริโภคที่ผู้ผลิตดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ผู้ผลิตควรคำนึงถึงคือการเลือกใช้รูปแบบการส่งเสริมการตลาดที่จะสามารถเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้มากที่สุด เช่น ผู้บริโภคกลุ่มที่อาศัยในเมือง มีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบตลอดเวลา ไม่ชอบความเสี่ยง ต้องการผลตอบแทนที่แน่นอน กิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่ควรให้ความสำคัญ เช่น การซื้อ 1 แถม 1 การแถมภาชนะใส่อาหารประเภทถ้วยหรือชามเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์จำนวนมาก การให้คูปองเมื่อซื้อสินค้าครบ 100 บาทเป็นต้น ส่วนผู้บริโภคในต่างจังหวัดยังคงเป็นกลุ่มที่มี ไลฟ์สไตล์ไม่เร่งรีบมากนัก กิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เหมาะสม เช่น การสะสมซองบรรจุภัณฑ์แลกของรางวัล หรือการส่งชิงโชค เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป จากภาวะต้นทุนการผลิตหลักของผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งแป้งสาลี และน้ำมันปาล์มเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีปัจจุบัน การปรับขึ้นราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ผลิตหลังจากที่ใช้กลยุทธ์อื่นๆ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ เพิ่มรายรับ และบรรเทาปัญหาต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพิ่มสูงขึ้นไม่ได้ผลแล้ว เช่น การเพิ่มปริมาณการส่งออกในตลาดต่างประเทศ การขยายฐานผู้บริโภคในประเทศในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ การลดต้นทุนการผลิตด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับปรุงเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต การปรับเปลี่ยนช่องทางการจัดจำหน่าย และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เหมาะสมแก่กลุ่มผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เป็นต้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า จากแนวโน้มราคาข้าวสาลีในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ประกอบกับราคาน้ำมันปาล์มที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปีปัจจุบัน จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปีหน้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และหากผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่ปรับขึ้นราคาขายปลีกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประเภทซองราคาซองละ 5 บาท เป็น 6 บาทพร้อมกัน จะส่งผลให้มูลค่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปี 2551 เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 จากมูลค่าตลาดปีปัจจุบันที่ประมาณ 11,500 ล้านบาท เป็นประมาณไม่ต่ำกว่า 12,700 ล้านบาทในปี 2551 ซึ่งการปรับขึ้นราคาพร้อมกันของผู้ผลิตจะมีผลกระทบต่อยอดจำหน่ายของผู้ผลิตแต่ละรายไม่มากนัก ด้วยลักษณะเฉพาะของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ยังคงมีราคาต่ำเมื่อเทียบกับอาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภคอื่น บริโภคแล้วอิ่มท้อง สะดวก รวดเร็ว ง่ายต่อการปรุงแต่งเพื่อการบริโภค สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นปัจจุบัน อีกทั้งยังขาดสินค้าเพื่อบริโภคอื่นในตลาด ที่มาทดแทนคุณลักษณะดังกล่าวข้างต้นได้ครบถ้วนหรือใกล้เคียง จึงทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าบริโภคที่มีความจำเป็นแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ต่ำ และรายได้ปานกลาง ทั้งนี้การขอปรับขึ้นราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยการอ้างอิงต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ หากในอนาคตราคาวัตถุดิบลดต่ำลงผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ควรปรับลดราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงมาเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน


