เทศกาลตรุษจีน : คนกรุงฯสร้างเม็ดเงินสะพัด 16,400 ล้านบาท

เทศกาลตรุษจีนในประเทศไทยโดยทั่วไปจะมีวันสำคัญอยู่ 4 วันคือ วันส่งเจ้า คือวันที่มีการไหว้กระดาษเงินกระดาษทองและขนม เพื่อส่งเจ้าขึ้นไปบนสวรรค์ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 31 มกราคม 2551 หลังจากไหว้ส่งเจ้าในช่วงเช้าแล้วก็จะเริ่มทำความสะอาดบ้านเรือนและสถานประกอบการเพื่อเตรียมรับเทศกาลตรุษจีน วันจ่ายคือ วันเตรียมของไหว้ล่วงหน้าก่อนวันไหว้ 1 วัน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ วันไหว้คือวันสิ้นปี ปีนี้ตรงกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะมีการไหว้ 2-3 ช่วงเวลา โดยไหว้เจ้าในช่วงหลังเที่ยงคืนถึงเช้า และไหว้บรรพบุรุษในช่วงกลางวัน(ก่อนเที่ยง) นอกจากนี้ ยังมีบางคนไหว้ผีไม่มีญาติในช่วงบ่าย และวันถือหรือวันเที่ยวเรียกกันว่าวันชิวอิดคือวันเริ่มต้นปีใหม่ ปีนี้ตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ โดยในวันถือนี้ในช่วงเช้าจะมีการไหว้เทพเจ้าไฉ่สิ่งเอี้ยที่ชาวจีนนับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ สามารถดลบันดาลให้การทำมาหากินรุ่งเรือง และมีโชคลาภมากมาย ทั้งนี้ จะมีการประกาศช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไหว้ในแต่ละปี นอกจากนี้ จะถือเคล็ดกันในวันนี้ เช่น ไม่พูดคำหยาบ หรือทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่กวาดบ้านหรือทำงานหนัก ดังนั้นชาวจีนจึงนิยมหยุดกิจการตั้งแต่ไหว้ไปอีกประมาณ2-3 วัน(ช่วงระหว่าง 6-10 กุมภาพันธ์) และไม่ใช้ของมีคมในวันนี้ โดยทั่วไปจะนิยมไปเที่ยวฉลองตรุษจีนกันในวันนี้จึงเรียกกันว่าวันเที่ยว เนื่องจากเมื่อเสร็จสิ้นการไหว้เทพเจ้าไฉ่สิ่งเอี้ยในช่วงเช้าแล้วก็จะมีการกินเลี้ยงฉลองกันในบ้าน และแจกอั่งเปา ซึ่งอั่งเปาที่เป็นเงินสดนั้นถือเป็นเงินโบนัสหรือเงินพิเศษสำหรับลูก/หลาน และลูกจ้างในแต่ละปีสำหรับนำไปจับจ่ายซื้อของและเดินทางท่องเที่ยว

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ทำการสำรวจ “พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี’51ของคนกรุงเทพฯ : ศึกษาเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่ยึดถือประเพณีการไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน” โดยในปีนี้ได้ทำการสำรวจเชิงคุณภาพระหว่างวันที่ 18-25 มกราคม 2551 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 444 คน เน้นสัมภาษณ์เฉพาะ “ตัวแทนของครอบครัว”ที่ไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ทั้งนี้เพื่อทราบถึงแนวโน้มของพฤติกรรมการร่วมกิจกรรมสำคัญๆในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ของคนไทยเชื้อสายจีนในกรุงเทพฯ และกระแสการสะพัดของเม็ดเงินจากการจับจ่ายในด้านต่างๆช่วงเทศกาลตรุษจีนไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยชาวไทยเชื้อสายจีนมีกิจกรรมหลักๆในช่วงเทศกาลตรุษจีนคือ การซื้อเครื่องเซ่นไหว้ การแจกอั่งเปา การมีกิจกรรมต่างๆในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งโปรแกรมยอดนิยมคือ การไหว้พระตามศาลเจ้า/วัดต่างๆ การรับประทานอาหารนอกบ้าน การออกไปจับจ่ายซื้อของตามห้างสรรพสินค้า โดยกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ 16,400 ล้านบาท เทียบกับเทศกาลตรุษจีนในปี 2550 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1

ตลาดสินค้าเครื่องเซ่นไหว้ : เม็ดเงินสะพัดในกทม. 4,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5%
จากการสำรวจ “พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี’51ของคนกรุงเทพฯ : ศึกษาเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่ยึดถือประเพณีการไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน” ในปีนี้ราคาสินค้าต่างๆที่ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้นถือเป็นประเพณี และเป็นความเชื่อในเรื่องเกี่ยวกับทำมาค้าขายคล่อง ตลอดจนโชคลาภ ดังนั้นชาวไทยเชื้อสายจีนก็ยังต้องซื้อเครื่องเซ่นไหว้ แม้ว่าราคาจะแพงกว่าในปีที่ผ่านมา แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงสินค้าเครื่องเซ่นไหว้บางรายการที่ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีโดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือนเป็นหลัก นอกจากนี้ การที่กิจการค้าขายในปี 2550 ค่อนข้างฝืดเคือง และมีกิจการหลายแห่งปิดกิจการ ดังนั้นบางครัวเรือนก็อาจจะลดปริมาณเครื่องเซ่นไหว้ลง

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องตลาดเครื่องเซ่นไหว้ คือ
งบประมาณในการซื้อเครื่องเซ่นไหว้
การตั้งงบประมาณในการซื้อสินค้าเครื่องเซ่นไหว้ในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ซื้อเครื่องเซ่นไหว้ในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ส่วนใหญ่คือร้อยละ 47.7 ตั้งงบประมาณในการซื้อเครื่องเซ่นไหว้เท่ากับปีที่แล้ว ส่วนร้อยละ 29.5 ตั้งงบประมาณลดลงจากปีที่แล้ว และมีคนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ซื้อเครื่องเซ่นไหว้ร้อยละ 22.8 ที่ตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว เนื่องจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จากการสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างตั้งงบประมาณการใช้จ่ายเพื่อซื้อเครื่องเซ่นไหว้เฉลี่ยประมาณครัวเรือนละ 3,200 บาท เมื่อคำนวณการใช้จ่ายเพื่อซื้อเครื่องเซ่นไหว้โดยรวมของคนกรุงเทพฯที่มีเชื้อสายจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2551 นี้คาดว่าจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 4,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในปี 2550 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5

เครื่องเซ่นไหว้ที่เลือกซื้อ เครื่องเซ่นไหว้ที่ขายดิบขายดีในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้นล้วนมาแต่ความเชื่อในความหมายของเครื่องเซ่นไหว้แต่ละชนิด กล่าวคือ

-เครื่องไหว้ 3 อย่างหรือ 5 อย่าง (ซาแซหรือโหงวแซ) ซึ่งหมายถึงพร 3 ประการหรือ 5 ประการ ประกอบด้วย เป็ด-ไก่ หมายถึงความเจริญก้าวหน้า หมูสามชั้น หมายถึงโชค 3 ชั้นหรือเจริญรุ่งเรือง ปลาต้มและปลาหมึกแห้ง หมายถึงให้เหลือกินเหลือใช้ อย่างไรก็ตามในบางครัวเรือนอาจจะมีการเพิ่มเครื่องไหว้ เช่น กุ้ง ปู หูฉลาม กระเพาะปลา เป็นต้น
-ผลไม้ 5 อย่าง ซึ่งผลไม้ยอดนิยมคือ กล้วยหอมหมายถึงความหอมสดชื่น และเหมือนเล็บมือพระพุทธเจ้า ส้มหมายถึงโชคลาภหรือมหาโชค แอปเปิ้ลหมายถึงความร่มเย็น เสมอภาค องุ่นหมายถึงความร่มเย็น การไหลมาของเงินทอง และสาลี่หมายถึงได้ผลเร็ว (ข้อห้ามคือ มะเฟือง มะไฟ แตงโม แคนตาลูป และมะละกอ)

-อาหารเจหรือเจไฉ่ ประกอบด้วยเห็ดหอม สาหร่ายทะเล ดอกไม้จีน วุ้นเส้น ฟองเต้าหู้ ขนมจันอับ(ถั่วตัด ข้าวพอง ถั่วเคลือบน้ำตาล) ซึ่งมีความหมายว่าอายุยืน มีสติปัญญา ฉลาด อุดมสมบูรณ์

-ขนมอื่นๆ สาคูแดงหรือขนมบัวลอย หมายถึงความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเครือญาติ น้ำชาหมายถึงความสัมพันธ์ที่ดี กุ่ยช่ายสด จะช่วยให้สมปรารถนาเร็วขึ้น นอกจากนี้ขนมยอดนิยมในช่วงเทศกาลตรุษจีนคือ ขนมเข่งและขนมเทียน

-เครื่องไหว้อื่นๆ เทียนแดง ธูป ดอกไม้สด(แจกันใส่ดอกไม้สด 1 คู่)หมายถึงงานมงคลแสดงยศถาบรรดาศักดิ์ กระดาษไหว้เจ้าหรือเครื่องบรรณาการ โดยสินค้าขายดีคือ กระดาษเงินกระดาษทอง

ซึ่งเครื่องไหว้เหล่านี้จะมีการจัดหลายชุดทั้งเพื่อไหว้เทพเจ้าไฉ่สิ่งเอี้ย และเทพเจ้าระดับรองๆลงมา โดยปริมาณความมากน้อยของเครื่องเซ่นไหว้แต่ละประเภทนั้นแล้วแต่เศรษฐกิจของแต่ละครัวเรือน เช่น ถ้าผู้มีรายได้สูงก็จะจัดเครื่องไหว้ครบชุด รวมทั้งเพิ่มปริมาณเครื่องเซ่นไหว้แต่ละประเภท โดยไหว้เป็ดไก่มากกว่า 1 ตัว แต่ถ้าเป็นผู้มีรายได้น้อยก็อาจจะใช้ไข่ไก่แทนเป็ดไก่ เป็นต้น นอกจากการไหว้เจ้าแล้วบางครัวเรือนยังต้องไหว้ให้ครบตามประเพณีคือ ไหว้บรรพบุรุษ และไหว้ผีพี่น้อง รวมถึงการจัดเครื่องเซ่นให้กับบรรดาผีไม่มีญาติด้วย ดังนั้นจำนวนชุดของเครื่องเซ่นไหว้นั้นจะมีหลากหลายชุด ซึ่งครัวเรือนที่เคร่งครัดต่อประเพณีนั้นจะจัดเครื่องเซ่นไหว้ครบทั้งหมด รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับฐานะของแต่ละครัวเรือนด้วย โดยในปี 2551 นี้คนไทยเชื้อสายจีนที่ยังคงยึดถือประเพณีการไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนก็เริ่มออกจับจ่ายสินค้ากันตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมไปจนถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันจ่าย

ประเด็นที่ต้องพิจารณาในปี 2551 คือ การตรวจพบเชื้อโรคไข้หวัดนกอีกครั้งในช่วงต้นปี ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาให้ช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ บรรดาคนไทยเชื้อสายจีนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการเลือกซื้อสัตว์ปีกทั้งเป็ดและไก่ ตลอดจนไข่เป็ดและไข่ไก่ เพื่อไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคโดยการแจกสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความว่า”เนื้อสัตว์ปีกปลอดภัย”ติดที่ถุงพลาสติก และมีเลขหมายกำกับ ซึ่งสามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าเนื้อสัตว์ปีกมาจากฟาร์มและโรงฆ่าสัตว์ปีกแห่งใด เพื่อความมั่นใจของประชาชนผู้บริโภค ดังนั้นจึงคาดว่ายอดจำหน่ายเป็ด-ไก่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวเรื่องไข้หวัดนก

แหล่งซื้อเครื่องเซ่นไหว้ ในวันจ่ายของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นวันที่แต่ละครัวเรือนที่มีเชื้อสายจีนนิยมออกมาจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่อจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ในวันรุ่งขึ้น โดยผู้ค้าปลีกสินค้าเครื่องเซ่นไหว้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่แผงจำหน่ายสินค้าในตลาดสดไปจนถึงร้านค้าปลีกรูปแบบทันสมัย เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ตตามศูนย์การค้าและซูปเปอร์สโตร์ ต่างจัดเตรียมสินค้าประเภทต่างๆที่ใช้ในเทศกาลตรุษจีนไว้อย่างครบครันเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า จากการสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 58.9 ยังคงนิยมซื้อสินค้าเครื่องเซ่นไหว้จากร้านค้าในตลาดสดใกล้บ้าน รองลงมา คือ ร้อยละ 25.2 นิยมซื้อจากร้านค้าปลีกรูปแบบทันสมัย คือ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและซูปเปอร์สโตร์ร้อยละ 12.3 นิยมซื้อจากร้านค้าย่านตลาดเก่าเยาวราช ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าดั้งเดิมของชาวจีนในประเทศไทย และที่เหลือจะเลือกซื้อสินค้าจากหลายแหล่งประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อเทียบกับผลการสำรวจในปีที่แล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเลือกซื้อเครื่องเซ่นไหว้จากร้านค้าปลีกรูปแบบทันสมัยนั้นแซงหน้าร้านค้าย่านตลาดเก่าเยาวราช ซึ่งเคยเป็นแหล่งเลือกซื้อเครื่องเซ่นไหว้เป็นอันดับสองมาทุกปี โดยจุดแข็งของร้านค้าปลีกรูปแบบทันสมัยคือ ความสะดวกในการเดินทาง ความพร้อมของที่จอดรถ ความสะอาดของสถานที่จำหน่ายสินค้า ราคาสินค้า และความครบครันของสินค้า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องคุณภาพของสินค้าที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกแหล่งซื้อสินค้าเครื่องเซ่นไหว้ตรุษจีนของคนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งบรรดาร้านค้าปลีกรูปแบบทันสมัยต่างปรับตัวรองรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆเพื่อเพิ่มยอดขาย ทำให้สามารถขยายส่วนแบ่งในตลาดสินค้าเครื่องเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นตามลำดับ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ร้านค้าปลีกรูปแบบทันสมัยบางแห่งขยายตลาดเฉพาะกลุ่มซึ่งมีกำลังซื้อสูง ด้วยการจัดชุดเครื่องเซ่นไหว้ที่ถูกต้องตามประเพณีดั้งเดิมของชาวจีน สนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่มาก ซึ่งไม่มีญาติผู้ใหญ่ที่จัดชุดเครื่องเซ่นไหว้ให้ แต่ต้องการปฏิบัติตามตามประเพณีดั้งเดิมเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและความเจริญรุ่งเรืองของกิจการ

แจกอั่งเปา : เม็ดเงินสะพัด 6,400 ล้านบาท…ใกล้เคียงปีที่แล้ว
อั่งเปาหรือเงินก้นถุง ซึ่งปกติผู้ใหญ่จะให้แก่บุตรหลานตามธรรมเนียมหลังการรับประทานอาหารร่วมกันในหมู่ญาติพี่น้อง ต่อมาภายหลังยังรวมถึงเงินที่ลูกหลานให้แก่ญาติผู้ใหญ่ในเทศกาลตรุษจีน รวมทั้งเงินพิเศษที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างหรือโบนัสที่บริษัทห้างร้านจ่ายแก่พนักงาน โดยแต่เดิมที่ทองรูปพรรณยังมีราคาไม่สูง การแจกอั่งเปานิยมให้เป็นทองรูปพรรณ อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาทองเพิ่มสูงขึ้นมากและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย การแจกอั่งเปาส่วนใหญ่จึงนิยมให้เป็นเงินสด จากการสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.2 แจกอั่งเปาในเทศกาลตรุษจีนซึ่งใกล้เคียงเมื่อเทียบกับปี 2550 โดยร้อยละ 91.6 แจกอั่งเปาเป็นเงินสด และร้อยละ 8.4 แจกอั่งเปาเป็นทองรูปพรรณ ผู้รับอั่งเปาในช่วงเทศกาลตรุษจีนส่วนใหญ่คือกว่าร้อยละ 60 เป็นบุตรหลานที่ยังไม่ทำงาน รองลงมาคือญาติผู้ใหญ่ และลูกจ้างหรือพนักงาน ตามลำดับ

การตั้งงบประมาณในการแจกอั่งเปาในเทศกาลตรุษจีนปี 2551 นี้ คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.5 ตั้งงบประมาณเท่ากับปีที่แล้ว ร้อยละ 19.8 ตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว และร้อยละ 23.7 ตั้งงบประมาณลดลงจากปีที่แล้ว ประเด็นที่น่าสนใจที่สำรวจพบคือ การแจกอั่งเปาบุตรหลานนั้นยังคงเดิม แต่อาจจะลดจำนวนเงินหรือน้ำหนักทองลงเล็กน้อย แต่ในส่วนที่ลดลงคือ การแจกอั่งเปาลูกจ้างที่เปลี่ยนจากการแจกทองมาเป็นการให้เงินสด หรือลดจำนวนเงินที่ให้ลง เนื่องจากกิจการค้าที่ฝืดเคืองในปี 2550

นอกจากนี้ยังพบว่าคนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่วางแผนจะแจกอั่งเปาในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ตั้งงบประมาณในการแจกอั่งเปา(รวมทั้งเงินสดและทองรูปพรรณ)อยู่ที่เฉลี่ยคนละ 8,200 บาทใกล้เคียงกับปี 2550 แต่จากจำนวนของผู้รับแจกอั่งเปาที่ลดลง ทำให้โดยรวมแล้วมีเม็ดเงินอั่งเปาสะพัดในกรุงเทพฯใกล้เคียงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมีมูลค่าประมาณ 6,400 ล้านบาท

กิจกรรมในกทม.ช่วงเทศกาลตรุษจีน : สร้างเม็ดเงินสะพัด 2,400 ล้านบาท
วันเที่ยวในเทศกาลตรุษจีนปีนี้คือ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเลือกพำนักในกรุงเทพฯเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว และมีกิจกรรมนอกบ้านเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 84.2 เลือกที่จะพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ และร้อยละ 15.8 เลือกที่จะมีกิจกรรมนอกบ้านแต่อยู่ในกรุงเทพฯในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้

สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามที่เลือกจะพำนักอยู่ในกรุงเทพฯช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ร้อยละ 68.2 มีกิจกรรมนอกบ้าน ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามที่เหลืออีกร้อยละ 31.8 พักผ่อนอยู่กับบ้าน

กิจกรรมนอกบ้านที่คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.7 เลือกทำในช่วงตรุษจีน คือ การทำบุญไหว้พระตามวัดหรือศาลเจ้าที่นับถือ รวมทั้งมงคลสถานต่างๆในกรุงเทพฯ เช่น วัดมังกรกมลาวาส วัดไตรมิตรวิทยาราม และศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งมีคนไทยเชื้อสายจีนและคนไทยจำนวนมากเลื่อมใสศรัทธา กิจกรรมนอกบ้านที่คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเลือกทำในช่วงเทศกาลตรุษจีน การรับประทานอาหารนอกบ้านร้ยอละ 23.4 การเดินซื้อของตามห้างสรรพสินค้าร้อยละ 25.8 และการชมภาพยนตร์ร้อยละ6.3 ที่เหลืออีกร้อยละ 2.3 เป็นกิจกรรมอื่นๆ เช่น ไปบ้านญาติ เป็นต้น

งบประมาณสำหรับกิจกรรมนอกบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้อยู่ที่ระดับเฉลี่ยประมาณคนละ 900 บาท ทำให้คาดว่าจะมีเม็ดเงินคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาทสะพัดสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ภัตตาคาร ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ และสวนสนุก เป็นต้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีมูลค่าประมาณ 2,200 ล้านบาท

บรรดาห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าในกรุงเทพฯต่างจัดรายการส่งเสริมการขายหลากหลายรูปแบบเพื่อดึงดูดลูกค้ามาร่วมกิจกรรม และเพิ่มอัตราการจับจ่ายซื้อสินค้าของลูกค้าเพื่อกระตุ้นยอดขายในเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องจากกิจกรรมกระตุ้นยอดจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ขณะที่ห้องอาหารและภัตตาคารชั้นนำทั้งหลายในกรุงเทพฯต่างจัดรายการส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆนอกเหนือจากสร้างสีสันดึงดูดลูกค้าด้วยการตกแต่งสถานที่ให้เข้ากับบรรยากาศเทศกาลตรุษจีน เช่น การจัดเมนูพิเศษที่มีชื่อเป็นมงคลไว้บริการลูกค้ากลุ่มครอบครัว เพิ่มบริการส่งถึงบ้านเพื่อสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหารในหมู่ญาติพี่น้องที่บ้าน

คนกรุงฯเที่ยวในประเทศ : เม็ดเงินสะพัด 2,000 ล้านบาท
จากการสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่วางแผนจะเดินทางไปเที่ยวในช่วงตรุษจีนมีสัดส่วนร้อยละ 15.8 แบ่งออกเป็น

-ผู้ที่วางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ โดยการเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงตรุษจีนมีทั้งที่เดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ และเดินทางไปเที่ยวแบบค้างคืน โดยต่างมีโปรแกรมแวะทำบุญไหว้พระตามวัดและศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงของแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่ง แหล่งท่องเที่ยวที่คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างนิยมเดินทางทางไปในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2551 นี้ ยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เพื่อความสะดวกในการเดินทางและค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ไม่สูงนัก เนื่องจากการเดินทางท่องเที่ยวระยะไกลในประเทศมีค่าใช้จ่ายอยู่ในเกณฑ์สูง ดังนั้น ถ้าจะเดินทางท่องเที่ยวระยะไกลก็จะเดินทางไปต่างประเทศเลย เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกกว่า แหล่งท่องเที่ยวในประเทศยอดนิยมในช่วงเทศกาลตรุษจีน ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น พัทยา บางแสน ชะอำ และหัวหิน แหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ในภาคกลาง ส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีวัดที่มีชื่อเสียง ได้แก่ นครปฐม(พระปฐมเจดีย์ และวัดไร่ขิง) สุพรรณบุรี(วัดไผ่ล้อม) พระนครศรีอยุธยา(วัดมงคลบพิธ วัดพนัญเชิง วัดใหญ่ชัยมงคล) สระบุรี(วัดพระพุทธบาท) ฉะเชิงเทรา (วัดโสธรวรารามวรวิหาร) เป็นต้น แหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีการจัดงานฉลองเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต นครสวรรค์ หาดใหญ่ และอุดรธานี โดยส่วนใหญ่คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเน้นการขับรถไปเที่ยวกันเอง อย่างไรก็ตามบางกลุ่มก็ยังนิยมใช้บริการบริษัทนำเที่ยว โดยโปรแกรมท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงเทศกาลตรุษจีนคือ การไหว้เจ้า 9 วัด คนกรุงเทพฯที่เป็นกลุ่มตัวอย่างตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดช่วงตรุษจีนอยู่ที่ประมาณคนละ 3,200 บาทเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายในด้านเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในด้านอาหาร คาดว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 2,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีมูลค่า 1,800 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1

ทัวร์นอกช่วงตรุษจีน…คึกคัก : เงินตรารั่วไหลออกนอกประเทศ 1,000 ล้านบาท
การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้คึกคักอย่างมาก โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับการเดินทางไปท่องเที่ยวระยะไกลในประเทศ เช่น การเดินทางไปภูเก็ตค่าใช้จ่ายก็จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไปสิงคโปร์และมาเลเซีย นอกจากนี้ การตัดสินใจไปท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวริมทะเลบางแห่งนั้นจะประสบปัญหาในเรื่องการจองห้องพัก เนื่องจากยังคงเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ รวมทั้งยังทำให้ค่าที่พักมีราคาแพงขึ้น

แหล่งท่องเที่ยวในต่างประเทศที่ได้รับความนิยมของคนกรุงเทพฯเชื้อสายจีนในช่วงตรุษจีนเป็นแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ในเอเชีย ได้แก่ จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น โดยเฉพาะจีนนั้นนับว่าได้รับความนิยมอย่างมาก นอกจากค่าใช้จ่ายจะไม่แพงมากนักแล้ว ยังเป็นโอกาสของการได้ไปเยี่ยมญาติและจับจ่ายซื้อของหรือช็อปปิ้งอีกด้วย รวมทั้งลาวและเวียดนามก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยเช่นกัน งบประมาณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศช่วงตรุษจีนอยู่ที่ประมาณคนละ 28,000 บาท ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางที่ต้องการจะไปท่องเที่ยว และจำนวนวันที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว การท่องเที่ยวต่างประเทศก่อให้เกิดการรั่วไหลของเงินตราออกนอกประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท

สรุป
การร่วมกิจกรรมสำคัญในเทศกาลตรุษจีนปี 2551 มีแนวโน้มคึกคัก แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะยังไม่กระเตื้องขึ้นมากนัก แต่เนื่องจากเป็นประเพณีความเชื่อที่จะต้องไหว้เจ้า และไหว้บรรพบุรุษเพื่อรับกับปีใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้การค้าในปีใหม่เจริญรุ่งเรือง และรับโชคลาภในปีใหม่ ดังนั้น คนไทยเชื้อสายจีนที่ยังยึดถือประเพณีการไหว้เจ้าก็ยังคงมีการไหว้เจ้าในช่วงตรุษจีนต่อไป และแม้ว่าเครื่องเซ่นรวมทั้งของไหว้อื่นๆจะมีราคาแพงขึ้น แต่ชาวไทยเชื้อสายจีนก็ยังคงออกไปซื้อหาเครื่องเซ่นและของไหว้อยู่ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อสินค้าเครื่องเซ่นไหว้และการจับจ่ายในวันเที่ยวยังเน้นการใช้จ่ายอย่างประหยัด ส่งผลให้การใช้จ่ายในด้านต่างๆโดยรวมในเทศกาลตรุษจีนปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียงเล็กน้อย

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สำรวจ “พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี’51ของคนกรุงเทพฯ : ศึกษาเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่ยึดถือประเพณีการไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน” พบว่าเทศกาลตรุษจีนในกรุงเทพฯก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัด 16,400 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 โดยแยกเป็นการซื้อสินค้าเพื่อจัดเครื่องเซ่นไหว้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้มีมูลค่าประมาณ 4,600 ล้านบาท ขณะที่การแจกอั่งเปามีมูลค่ารวมประมาณ 6,400 ล้านบาท และการใช้จ่ายด้านกิจกรรมนอกบ้านสำหรับคนกรุงฯที่อยู่ในกรุงเทพฯช่วงตรุษจีนมีมูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท และการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศช่วงตรุษจีนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท