กระแสข่าวเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นร้อยละ 30 เป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดการเงิน นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ และแม้ว่าการหารือเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังจะยังไม่ได้ข้อยุติในประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่ก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า กระแสการเรียกร้องให้ ธปท.ยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 จะยังคงมีอยู่ต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีทัศนะต่อประเด็นนี้ สรุปได้ดังนี้ :-
ความคาดหวังต่อการยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30
กระแสการคาดการณ์ต่อประเด็นการยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 เริ่มก่อตัวมากขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 หลังจากมีรายงานข่าวว่ากระทรวงการคลังและ ธปท. จะมีการหารือร่วมกันในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ของเงินทุนนำเข้าระยะสั้น ทั้งนี้ กระแสการคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านการปรับตัวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดหุ้นไทย กล่าวคือ
การตอบรับของตลาดหุ้น
แม้ว่าทิศทางของตลาดหุ้นไทยจะถูกกระทบจากหลากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเสถียรภาพทางการเมืองที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น (หลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง) ตลอดจนกระแสความคาดหวังต่อประเด็นการยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 นั้น เป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2551 เป็นต้นมา และเมื่อผนวกกับความน่าดึงดูดของตลาดหุ้นไทยโดยเปรียบเทียบแล้ว ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2551 หลังจากที่ได้เทขายสุทธิหุ้นไทยประมาณ 35,164 ล้านบาทในเดือนมกราคม 2551
รายงานข่าวในช่วงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 เกี่ยวกับการหารือมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ระหว่างกระทรวงการคลังกับ ธปท. กลายเป็นปัจจัยที่หนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นถึง 13.27 จุด (+1.67%) ในวันถัดมา (8 กุมภาพันธ์ 2551) ความคาดหวังเชิงบวกเริ่มเพิ่มมากขึ้นอีกครั้งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่กระทรวงการคลังและ ธปท.หารือร่วมกัน เนื่องจากนักลงทุนประเมินกันว่า หากมีการประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ก็จะทำให้มีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามามากขึ้น ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ 2551 ดัชนีหุ้นไทยสามารถปรับตัวขึ้นอีก 25.26 จุด โดยมีนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยถึงประมาณ 5,658 ล้านบาท
การตอบรับของค่าเงินบาท
ไม่เพียงแต่ตลาดหุ้นเท่านั้นที่ปรับตัวรับกระแสความคาดหวังในประเด็นการยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศก็ปรับตัวสะท้อนกระแสการคาดการณ์การยกเลิกมาตรการดังกล่าวด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการปรับตัวเข้าหากันอย่างต่อเนื่องของค่าเงินบาทตลาดในประเทศ (Onshore Market) และค่าเงินบาทตลาดต่างประเทศ (Offshore Market) นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม 2551 เป็นต้นมา
แรงเทขายเงินดอลลาร์ฯของผู้ส่งออก และแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทตลาดในประเทศยังคงปรับตัวอยู่ในแนวโน้มของการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551) และหากพิจารณาระดับปิดค่าเงินบาทตลาดในประเทศ ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 เทียบกับระดับปิดตลาดปลายปี 2550 ที่ผ่านมา จะพบว่า เงินบาทตลาดในประเทศปรับตัวแข็งค่าขึ้นแล้วอีกร้อยละ 2.5 ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าเป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียรองจากเงินเยน แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันจากแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งคาดว่าจะมาจาก ธปท.เพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงิน และการเทขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติประมาณ 11,032 ล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี 2551 เป็นต้นมา (ข้อมูล ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551) ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของเงินบาทตลาดต่างประเทศ (Offshore Baht) กลับปรับตัวในทิศทางกลับกัน กล่าวคือ เงินบาทตลาดต่างประเทศปรับตัวอ่อนค่าลงแล้วประมาณร้อยละ 7.2 ในปีนี้ (ณ ระดับปิดตลาดวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551) โดยมีการคาดการณ์กันว่า ปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทตลาดต่างประเทศอ่อนค่าลงมาจากกระแสการคาดการณ์การยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ซึ่งได้กระตุ้นให้นักลงทุนในตลาด Offshore (เทขายเงินบาท) ทำการระบายการถือครองธุรกรรมที่ทำไว้ในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่า ธปท.เข้าทำการแทรกแซงเงินบาทในตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของเงินบาทอีกด้วย ทั้งนี้ 2 ปัจจัยดังกล่าว ได้ส่งผลทำให้ค่าเงินบาทตลาดต่างประเทศอ่อนค่าลง และขยับเข้าหาระดับค่าเงินบาทตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม 2551 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เงินบาทตลาดต่างประเทศขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังการหารือระหว่างกระทรวงการคลังและ ธปท.ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 ไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นการยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 อย่างชัดเจน
การยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 โดยไม่มีมาตรการรองรับ อาจมีผลกระทบตามมา
แม้ว่าผลข้างเคียงของมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 จะเกิดขึ้นกับตลาดตราสารหนี้ไทย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า แรงเก็งกำไรค่าเงินนั้นได้บรรเทาลงด้วยเช่นกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อประเด็นนี้ว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ในทันที โดยปราศจากมาตรการที่มีประสิทธิภาพมารองรับนั้น อาจจะออกมาในรูปของการทะยานแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินบาท แม้ว่าค่าเงินบาททั้ง 2 ตลาดจะร่วมเป็นอัตราเดียวกันแล้วจากผลของการประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 เนื่องจากการประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมเงินทุนโดยไม่มีมาตรการรองรับนั้น อาจถูกตีความว่าทางการไทยจะยอมให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้อีก และเมื่อประกอบกับทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ฯที่ยังคงมีแนวโน้มที่อ่อนแออยู่ต่อไปอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ก็อาจส่งผลทำให้สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาออกมาในรูปของแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯอย่างต่อเนื่องของผู้ส่งออก (ซึ่งมีความกังวลต่อภาวะตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน) เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการที่เงินดอลลาร์ฯอาจมีแนวโน้มเสื่อมค่าลง ถึงแม้ว่า ธปท.ได้ประกาศผ่อนคลายการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยขยายเวลาการถือครองเงินตราต่างประเทศ เป็นไม่เกิน 360 วัน จาก 120 วัน สำหรับผู้มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ก็ตาม ในขณะที่ มีความเป็นไปได้ว่า กระแสการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในช่วงแรกเพื่อตอบรับกับข่าวการประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาก็คือ การทะยานแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินบาท และภาระหนักจะอาจตกไปอยู่ที่ ธปท.ในการเข้ารักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ธปท.อาจประสบกับความยากลำบากมากขึ้นในการดูแลเสถียรภาพค่าเงินและปริมาณเงินในระบบ
หากมีแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่มาจากการขายของผู้ส่งออก และการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ก็หมายความว่า ธปท.จำต้องรับซื้อเงินดอลลาร์ฯเหล่านั้น และแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทเข้าสู่ระบบการเงินอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งการแลกเปลี่ยนเงินดังกล่าว แม้จะไม่ได้ทำให้ ธปท.มีการบันทึกผลขาดทุนในทันที แต่หากเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับที่ ธปท.ทำการเข้ารับซื้อเงินดอลลาร์ฯนั้นๆ ธปท.ก็จะมีผลขาดทุนทางบัญชีเกิดขึ้นจากการถือครองสินทรัพย์ที่มูลค่ามีแนวโน้มด้อยค่าลง (Unrealized Loss) และหากเงินบาทยังคงแข็งค่าในทางเดียวโดยตลอด ผลขาดทุนทางบัญชีของ ธปท.ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในขณะเดียวกัน นอกจากการดูแลเสถียรภาพของค่าเงินแล้ว เพื่อที่จะรักษาสมดุลของปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป (โดยอาจไม่ได้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทเพียงอย่างเดียว) ธปท.ยังต้องมีการปล่อย/ดูดซับสภาพคล่องตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับแต่ละช่วงเวลา ยกตัวอย่างเช่น หากมีการนำเงินดอลลาร์ฯมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น จนส่งผลทำให้มีปริมาณเงินบาทส่วนเกินไหลเข้าสู่ระบบในจำนวนที่มากเกินไป ธปท.ก็จำต้องมีการดูดซับสภาพคล่องเงินบาทออกจากระบบผ่านการใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ ทั้งหน้าต่างการกู้ยืมในตลาดเงิน การ สวอปเงินตราต่างประเทศ และการออกพันธบัตร (ยอดคงค้างพันธบัตร ธปท.ล่าสุด ณ สิ้นเดือนมกราคม 2551 อยู่ที่ 1.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 4.53 แสนล้านบาทจากยอดคงค้าง ณ ปลายปี 2549) ดังเช่นที่ ธปท.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การดำเนินการเพื่อรักษาสมดุลปริมาณเงินในระบบของ ธปท.ดังกล่าว ก็เพื่อที่จะไม่ให้ปริมาณเงินที่มากหรือน้อยเกินไปมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านราคาและเศรษฐกิจโดยรวม เพราะหากปริมาณเงินในระบบมีมากเกินไป ก็อาจสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้เกิดขึ้นตามมาในระยะถัดไป ฉะนั้นแล้ว การแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ฯเป็นเงินบาทที่เข้าสู่ระบบการเงินในจำนวนที่มากขึ้น ก็อาจหมายความว่า ธปท.มีภาระหรือมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปดูดซับสภาพคล่องเงินบาทออกจากระบบในจำนวนที่มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน และการดำเนินการดังกล่าว ย่อมจะมีต้นทุนดอกเบี้ยเกิดขึ้น ซึ่งต้นทุนที่ทยอยสะสมเพิ่มขึ้นนี้ อาจนำมาสู่การบันทึกผลขาดทุนจากการเข้าไปดูแลสมดุลปริมาณเงินในระบบของ ธปท. (Realized Loss) ในท้ายที่สุด
ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ในกรณีที่ทางการประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 โดยที่ไม่มีมาตรการอื่นมารองรับ ธปท.คงจะต้องเผชิญกับความยากลำบากหรืออาจมีภาระที่เพิ่มมากขึ้นในการดูแลเสถียรภาพของค่าเงินและปริมาณเงินในระบบ ซึ่งภาระที่เพิ่มขึ้นนี้ คงจะสะท้อนออกมาเป็นการรายงานผลการขาดทุนทั้ง Unrealized Loss และ Realized Loss ของ ธปท.ที่พอกพูนขึ้นตามลำดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การตัดสินใจนโยบายอัตราดอกเบี้ยและมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ควรเป็นอิสระจากกัน
สำหรับข้อเสนอที่ระบุว่า ธปท.ควรจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงให้มีระดับที่เท่ากับอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ (หรืออัตราดอกเบี้ย Fed Funds ของสหรัฐฯ) ในทันที หาก ธปท.ประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า การตัดสินใจนโยบายอัตราดอกเบี้ยของไทย ควรจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยประเด็นความเสี่ยงที่มีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดย กนง.คงจะต้องพิจารณาครอบคลุมไปถึงประเด็นแวดล้อมต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อความเสี่ยงทางด้านเงินเฟ้อและด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ใช่ประเด็นด้านอัตราแลกเปลี่ยนเพียงประเด็นเดียว ดังนั้น ทำให้คาดว่า หาก ธปท.ตัดสินใจจะยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ก็ไม่ได้หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะต้องถูกปรับลดลงควบคู่หรือพร้อมๆ กันไปโดยอัตโนมัติ และแม้ว่าในที่สุดแล้ว กนง.อาจจะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง (ซึ่งควรจะเกิดขึ้นภายใต้จังหวะเวลาและเหตุผลสนับสนุนที่เหมาะสมกับประเด็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ) กนง.ก็ควรที่จะมีการชี้แจงถึงเหตุผลหรือข้อสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าวที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาถึงความมีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.ว่าเป็นการดำเนินการตามข้อเรียกร้องและแรงกดดัน หรือเป็นการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพียงเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น
มาตรการรองรับ … จำต้องมี
หากในท้ายที่สุดแล้ว ทางการตัดสินใจยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ในขณะที่กระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดการเงินโลกยังคงมีความผันผวนสูง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า การพิจารณาประเด็นดังกล่าว จำเป็นที่จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และควรจะมีมาตรการอื่นที่มีประสิทธิภาพมารองรับ ทั้งนี้ มาตรการรองรับแรกอาจออกมาในรูปของการปรับปรุงมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ให้มีความผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น โดยอาจเพิ่มข้อยกเว้นสำหรับเงินทุนนำเข้าโดยเฉพาะในประเภทที่มีผลต่อการระดมทุนของภาคธุรกิจ เพื่อลดต้นทุนทางการเงินต่อภาคธุรกิจ และเพื่อสนับสนุนการลงทุน และ/หรือ อาจมีการพิจารณาลดสัดส่วนการกันสำรองของเงินทุนนำเข้าระยะสั้นเมื่อเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศมีความสมดุลมากขึ้น
นอกจากนี้ ตามที่มีกระแสข่าวในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาระบุว่า มาตรการเก็บภาษีเงินทุนไหลออก (Exit Tax) อาจจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณานั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ว่าการนำมาตรการทางภาษีมาใช้เพื่อควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ อาจยังคงดูไม่เป็นมิตรนักต่อนักลงทุนต่างชาติ แต่การที่ทางการสามารถจะออกแบบมาตรการดังกล่าวให้มีความยืดหยุ่นเพื่อสอดรับกับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่ผันผวนในแต่ละช่วงเวลา ผ่านการปรับเปลี่ยนอัตราภาษีให้มีความเหมาะสมกับธุรกรรมประเภทต่างๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจที่ต้องการลงทุนจริงสามารถระดมทุนด้วยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง ทำให้ในทางปฏิบัติมาตรการภาษีดังกล่าวน่าที่ออกแบบให้มีความผ่อนปรนและยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น โดยอาจพิจารณาความแตกต่างของอัตราภาษีตามอายุของเงินลงทุน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามาตรการรองรับภายหลังการประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ในท้ายที่สุด จะออกมาในรูปแบบใด การสื่อสารและการส่งสัญญาณที่มีความชัดเจนของผู้กำหนดนโยบาย ก็อาจช่วยทำให้ความวิตกกังวลของนักลงทุนบรรเทาเบาบางลงได้บ้าง
โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า หากทางการประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ในระยะใกล้นี้ โดยที่ไม่มีมาตรการอื่นใดมารองรับ ความวิตกกังวลท่ามกลางกระแสการคาดการณ์แนวโน้มการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจทำให้ยังมีแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯออกมาอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ส่งออก และเมื่อผนวกกับเงินลงทุนจากต่างประเทศที่คาดว่าอาจมีการไหลเข้าสุทธิเพิ่มมากขึ้นแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงจะจำต้องรับซื้อเงินดอลลาร์ฯและแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทเข้าสู่ระบบในจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าในระยะที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน ธปท.ก็คงจะต้องมีการดูดซับสภาพคล่องเงินบาทออกจากระบบเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้เพื่อรักษาสมดุลปริมาณเงินในระบบไม่ให้มีมากเกินไปจนเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งผลของการดำเนินการตามหน้าที่และความจำเป็นดังกล่าว ทำให้ในท้ายที่สุดแล้ว ธปท.คงยากจะหลีกเลี่ยงการรายงานผลขาดทุนทั้งทางบัญชีจากการถือครองสินทรัพย์ที่มูลค่ามีแนวโน้มด้อยค่าลงและที่เกิดขึ้นจริงตามภาระต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากการดูแลปริมาณเงินในระบบให้มีความเหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา
ดังนั้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าว การประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 จึงควรที่จะมีการพิจารณาและไตร่ตรองประเด็นต่างๆ อย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เนื่องจากเศรษฐกิจและตลาดการเงินของไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเม็ดเงินลงทุนหรือสภาพคล่องจากต่างประเทศ เพื่อการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนอย่างยั่งยืนในอนาคต มาตรการกันสำรองร้อยละ 30 จึงควรจะเป็นมาตรการที่ทางการนำมาใช้เพียงชั่วคราว และในท้ายที่สุดก็คงจะต้องมีการยกเลิกไป กระนั้นก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวท่ามกลางภาวะตลาดเงินตลาดทุนโลกที่มีความซับซ้อนนั้น ควรจะต้องมีความลงตัวในเงื่อนไข 3 ประการ อันได้แก่ จังหวะเวลาที่เหมาะสม (โดยไม่ควรยกเลิกในช่วงที่เงินดอลลาร์ฯมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักเพียงทิศทางเดียว) การส่งสัญญาณด้านนโยบายที่ชัดเจนให้กับตลาด (การยกเลิกไม่ได้หมายความว่าทางการไทยยอมให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นโดยไม่มีขอบเขต) และมาตรการรองรับที่มีประสิทธิภาพ (ความพร้อมของทางการ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้ารับมือกับกระแสความผันผวนของเงินทุนในระบบการเงินโลก) ยกตัวอย่างเช่น การผ่อนปรนมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 เดิมให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ มาตรการอื่นจากกระแสข่าวที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ได้แก่ มาตรการเก็บภาษีเงินทุนไหลออก (Exit Tax)
สำหรับในประเด็นนโยบายอัตราดอกเบี้ยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ไม่ควรที่จะนำไปผูกโยงหรือคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 โดยอัตโนมัติ เพราะการตัดสินใจนโยบายอัตราดอกเบี้ย ควรที่จะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในประเด็นความเสี่ยงที่มีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะประเด็นในด้านเงินเฟ้อและการขยายตัวของเศรษฐกิจ และแม้ว่าในที่สุดแล้ว กนง.อาจจะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง (ซึ่งควรจะเกิดขึ้นภายใต้จังหวะเวลาและเหตุผลสนับสนุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยรวม) กนง.ก็ควรที่จะมีการชี้แจงถึงเหตุผลหรือข้อสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าวที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาถึงความมีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.ว่าเป็นการดำเนินการตามข้อเรียกร้องและแรงกดดัน หรือเป็นการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพียงเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น