เงินบาทร่วงแรง…แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง

ช่วงเช้าของวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 เงินบาทร่วงลงอย่างหนักหลังตลาดในประเทศเปิดทำการ และแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่งใกล้ระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ

 เงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าของวันที่ 12 พ.ค. 2551 โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ ของนักลงทุนหลังจากเงินดอลลาร์ฯ ร่วงลงอย่างหนัก (อ่อนค่าลง 2.5% เมื่อเทียบกับเงินเยน) ในสัปดาห์ก่อนหน้า และจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้ว่านักลงทุนจะยังไม่แน่ใจนักว่า วัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดได้ยุติลงแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ฯ สามารถดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้น แม้ว่าจะเผชิญแรงเทขายในวันทำการก่อนหน้า (9 พ.ค.2551) จากข่าวการเปิดเผยผลขาดทุนรายไตรมาสที่สูงเป็นประวัติการณ์ของบริษัทอเมริกัน อินเตอร์ เนชันแนล กรุ๊ป อิงค์ (AIG) ซึ่งเป็นบริษัทประกันรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนที่เคยเชื่อมั่นว่า วิกฤตการณ์สินเชื่อใกล้จะยุติลงแล้ว

ท่ามกลางการฟื้นตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ฯ เงินบาทร่วงลงผ่านแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาที่ระดับ 32.00 เข้าแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่งที่ระดับประมาณ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเป็นที่คาดว่าผู้นำเข้าโดยเฉพาะบริษัทน้ำมัน ได้ส่งคำสั่งซื้อเงินดอลลาร์ฯ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทะยานขึ้นทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันในช่วง 6 วันทำการก่อนหน้า (2-9 พ.ค.2551) ทั้งนี้ เงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วยังได้กระตุ้นให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อเงินดอลลาร์ฯ เพื่อตัดขาดทุนอีกด้วย นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงนี้ เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าตลาด NYMEX ปรับตัวขึ้นกว่าร้อยละ 30 ในปีนี้) กำลังส่งผลกดดันฐานะดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด ตลอดจนแนวโน้มเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศในแถบเอเชีย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของภาคต่างประเทศของไทยแล้วจะพบว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมักจะมีฐานะที่อ่อนแอในไตรมาส 2 ของทุกๆ ปี (จากปัจจัยด้านฤดูกาลเช่น การส่งกลับกำไรและเงินปันผล) ดังนั้นจึงเป็นนัยว่าปัจจัยสนับสนุนให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงไตรมาส 2 ของทุกปีจะอ่อนแรงลงตามไปด้วย และเมื่อประกอบกับแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ที่เพิ่มขึ้นตามมูลค่าการนำเข้า (สาเหตุหลักจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น) ในช่วงนี้ จึงทำให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลง ทั้งนี้ประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะถัดไป ประกอบด้วย ความมั่นใจในค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่ยังคงอาจจะผันผวนตามข่าวดี/ร้ายในภาคการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตลอดจนฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงที่เหลือของปี ที่อาจฟื้นตัวขึ้นตามฐานะดุลการค้าและดุลบริการจากปัจจัยทางฤดูกาล

โดยสรุปแล้ว ปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาดู คือ การนำเข้าและฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงที่เหลือของปี โดยหากการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเป็นไปตามธรรมชาติของเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว (ซึ่งส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ) ก็คงจะไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลนักเพราะจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป แต่หากสาเหตุหลักของมูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้านำเข้าโดยเฉพาะน้ำมัน ก็เปรียบเสมือนว่า เศรษฐกิจไทยต้องแบกรับปัจจัยลบจากภายนอก ซึ่งในท้ายที่สุดก็อาจจะทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอ่อนแอลง และย่อมกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 