วัฎจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ย … เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำตั้งแต่ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม และถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2547 เป็นต้นมา โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า คงจะมีธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งอื่นๆ ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกันตามมาในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวในครั้งนี้ สะท้อนว่าวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 3.25% ก็ตาม

จากการที่คาดว่าวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงได้ประเมินสาเหตุหลักของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ตลอดจนข้อสังเกตที่น่าสนใจ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป ดังนี้

สาเหตุของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
 การรักษาฐานลูกค้าเงินฝาก และส่วนแบ่งตลาด
เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไทยได้แข่งขันระดมเงินฝากตั้งแต่ต้นปี 2551 ท่ามกลางการคาดการณ์ในเชิงบวกต่อแนวโน้มการขยายสินเชื่อในปีนี้ ดังนั้น จึงทำให้มีการออกโครงการเงินฝากพิเศษจำนวนมาก ตลอดจนผลิตภัณฑ์การลงทุนประเภทอื่นๆ อาทิ ตั๋วแลกเงิน และหุ้นกู้ ส่งผลตามมาให้มีการโยกย้ายเงินฝากระหว่างธนาคาร ขึ้นอยู่กับจังหวะการออก และอัตราผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์เงินฝาก/ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนนั้นๆ ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์ที่เผชิญการไหลออกของเงินฝาก จึงอาจต้องแสวงหาวิธีการรักษาฐานลูกค้าเงินฝาก และส่วนแบ่งตลาด ซึ่งหนึ่งในวิธีการเหล่านั้น คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อดึงดูดเงินฝากกลับคืนมา

สินทรัพย์สภาพคล่องลดลง โดยเมื่อพิจารณาถึงสินทรัพย์ที่มีความคล่องตัวสูงที่วัดจากเงินสด เงินลงทุนสุทธิในตลาดอินเตอร์แบงก์ และเงินลงทุนสุทธิในตลาดซื้อคืนพันธบัตรนั้น พบว่า สินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ 3 แห่ง (ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2551 มีจำนวน 3.26 แสนล้านบาท ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ใกล้เคียงกับ 3.22 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2550 แต่ค่าเฉลี่ยของสินทรัพย์สภาพคล่องในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2551 ที่ 3.42 แสนล้านบาท ก็ลดลงค่อนข้างชัดเจนจากค่าเฉลี่ยของสินทรัพย์สภาพคล่องในปี 2550 ที่ 3.89 แสนล้านบาท ขณะที่ เมื่อประเมินเป็นรายธนาคาร จะเห็นถึงทิศทางของสินทรัพย์สภาพคล่องที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นได้ออกโครงการ หรือผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษออกมาหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ การลดลงของสินทรัพย์สภาพคล่องดังกล่าว เป็นผลจากการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่เร่งขึ้นเหนือเงินฝาก ขณะที่ การที่ธนาคารพาณิชย์ไทยเลือกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเป็นการทั่วไปในครั้งนี้ แทนที่จะเป็นการเลือกออกโครงการ หรือผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบพิเศษซึ่งเอื้อให้สามารถกำหนดต้นทุนได้ดีกว่านั้น สะท้อนการคาดการณ์ของธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นว่าแนวโน้มสภาพคล่องน่าจะปรับลดลงชัดเจนขึ้นในอนาคต และ/หรือ อัตราดอกเบี้ยในประเทศคงจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดเต็มทีแล้ว ดังนั้น จึงน่าจะเป็นจังหวะที่สามารถล็อกเงินฝากต้นทุนต่ำที่สุดได้ในช่วงนี้

การเตรียมพร้อมรับมือกับการครบกำหนดของผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบพิเศษและตั๋วแลกเงินที่ได้ทยอยออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงก่อนหน้า นอกเหนือจากการลดลงของสินทรัพย์สภาพคล่องแล้ว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบพิเศษ ตั๋วแลกเงิน และหุ้นกู้ของธนาคารพาณิชย์ไทยในระยะนี้ ยังคาดว่าจะมีสาเหตุจากการเตรียมพร้อมรับมือกับการครบกำหนดของตั๋วแลกเงิน และผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษระยะ 4 เดือนที่ออกมาในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2551) อันมีส่วนทำให้เงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึงกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ การเตรียมพร้อมดังกล่าว คงจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ไทยสามารถบริหารสภาพคล่องได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้นเมื่อถึงเวลาที่เงินฝากพิเศษ และตั๋วแลกเงินดังกล่าวครบกำหนด

วัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้… เหมือน หรือแตกต่างจากช่วงปลายปี 2547 ?
วัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างที่สำคัญ จากช่วงวัฏจักรขาขึ้นครั้งก่อนหน้า ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2547 และสิงหาคม 2549 (1 ปี 10 เดือน) คือ

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวัฏจักรขาขึ้นครั้งก่อนหน้า นำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ โดยในวัฏจักรขาขึ้นครั้งก่อนหน้านั้น ธปท.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2547 ก่อนที่ธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 24 เดือนในเดือนพฤศจิกายน 2547 ตามมาด้วยกระแสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเป็นการทั่วไป (นั่นคือ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทที่ให้กับลูกค้ารายย่อย) รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2548 ขณะที่วัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ กลับนำโดยธนาคารพาณิชย์ไทย

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยรอบก่อนหน้า โดยวัดจากจุดที่เริ่มมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำจนถึงจุดสิ้นสุดของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น พบว่า ใช้ระยะเวลา 1 ปี 10 เดือน และมีการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำระยะยาวประเภท 1 ปี (เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง) ถึง 4%

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่นำมาสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มีความคล้ายคลึงกันในบางประเด็น นั่นคือ ในช่วงของวัฏจักรขาขึ้นครั้งก่อนหน้าของอัตราดอกเบี้ย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2547 และสิงหาคม 2549 ต้นตอของปัญหามาจากการที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นปี 2547 จนมีอัตราการขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงถึงกว่า 60% ในบางเดือน ซึ่งส่งผลตามมาให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตาม จนสร้างแรงกดดันให้ราคาสินค้าและบริการขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่ารัฐบาลในสมัยนั้น จะตัดสินใจเข้ามาตรึงราคาน้ำมันโดยให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายเงินชดเชยในช่วงระหว่างวันที่ 10 มกราคม 2547 ถึง 13 กรกฎาคม 2548 ก็ตาม

สำหรับในช่วงของวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นำโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ก็มีสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งก่อนหน้า นั่นคือ อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น 6.2% ในเดือนเมษายน และ 7.6% ในเดือนพฤษภาคม หลังจากที่มีค่าเฉลี่ยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ที่ 5% อันเป็นผลจากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ การพิจารณา ‘สภาพเศรษฐกิจ’ ที่วัดจากจีดีพี ในช่วงหนึ่งปีก่อนหน้าที่จะเข้าสู่วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยในแต่ช่วงนั้น พบว่า ในวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในครั้งก่อนหน้านั้น เริ่มจากภาวะเศรษฐกิจที่เคยขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยรายไตรมาสของจีดีพีที่ 7% เพราะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าของรัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งในสมัยนั้นๆ ก่อนที่จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 5% ในช่วงวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วน สำหรับวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ เศรษฐกิจไทยเพิ่งผ่านพ้นช่วงปี 2550 ที่ประเทศอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง ทำให้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยรายไตรมาสที่ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 4.7% ดังนั้น แม้ว่าจีดีพีไตรมาสแรกของปี 2551 จะขยายตัวสูงถึง 6% แต่ก็มีความเปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาการเมือง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนเมษายนที่ชี้ว่าความเชื่อมั่นภาคเอกชนเริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาการเมืองชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อประเมินถึงภาวะสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทยเปรียบเทียบระหว่างช่วงวัฏจักรขาขึ้นทั้งสองช่วงแล้ว พบว่า ในวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นครั้งก่อนหน้านั้น ปริมาณสินทรัพย์สภาพคล่องได้ปรับตัวลดลงชัดเจน ขณะเดียวกันการที่ธนาคารพาณิชย์ไทยสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพียงขาเดียวได้ในช่วงนั้น เป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินทั้งในและนอกประเทศได้ปรับขึ้นไปก่อนแล้ว (ตามการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ซึ่งส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ไทยสามารถนำเงินฝากที่ระดมได้มาลงทุนในตลาดเงินและตลาดพันธบัตร และนำผลตอบแทนที่ได้รับไปชดเชยกับต้นทุนเงินฝากที่เพิ่มขึ้นได้ โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในรอบนี้ แม้ว่าปริมาณสภาพคล่องมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน แต่ด้วยช่องทางของการนำสภาพคล่องไปลงทุนค่อนข้างจำกัด เนื่องจากอัตราผลตอบแทนในตลาดเงินลดลงมาอยู่ในระดับต่ำ (เพราะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก ธปท. ขณะที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2550) จึงน่าจะมีส่วนผลักดันให้การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ เป็นการปรับขึ้นทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ยืม ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยยังสามารถรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและการทำกำไรไว้ได้ อย่างน้อยก็ในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า

ความรวดเร็วของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป … ยังคงต้องชั่งน้ำหนักปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่นำโดยธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ในครั้งนี้ มีทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินให้กู้ยืม ซึ่งแม้ว่าจะช่วยพยุงให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ก็ย่อมจะซ้ำเติมความต้องการสินเชื่อจากภาคเอกชน รวมถึงคุณภาพสินเชื่อ ที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากปัญหาอัตราเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในระยะถัดไป จึงน่าจะขึ้นอยู่กับการปรับตัวของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดว่าลูกค้าสินเชื่อ หรือลูกค้าที่ต้องการกู้เงินจะสามารถรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมได้มากน้อยเพียงใด
โดยในกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในระยะต่อไป ยังมีความเปราะบาง ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยในรอบนี้อาจจะกินเวลาไม่นานนัก ก็อาจจะถึงจุดสิ้นสุด รวมทั้งอาจจะมีขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่มากนัก (นั่นคือ วัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ คงจะสั้นกว่าวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ครั้งก่อนหน้าในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2547 – สิงหาคม 2549 ซึ่งกินระยะเวลาถึง 1 ปี 10 เดือน และมีขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 1 ปีด้วยขนาด 4%) เนื่องจากปัญหาเอ็นพีแอลอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น และสินเชื่ออาจชะลอตัวลง ซึ่งจะทำให้ปริมาณสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยไม่ได้ลดลงตามคาด

ขณะที่ ในกรณีที่ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจทั้งปัญหาการเมืองและปัญหาเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านการเร่งการใช้จ่าย และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาลสัมฤทธิ์ผล ก็คงจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องได้ ทำให้ความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น และสภาพคล่องลดลง หนุนให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดำเนินต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้น

โดยสรุป ธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินให้กู้ยืมเป็นการทั่วไปตั้งแต่ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่า คงจะกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งอื่นๆ ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกันตามมาในอนาคตอันใกล้ ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนว่าวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า นอกจากความต้องการในการรักษาฐานลูกค้าเงินฝากแล้ว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยดังกล่าว ยังน่าจะมีสาเหตุจากการที่สินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทยปรับตัวลดลง หลังจากที่สินเชื่อขยายตัวได้ดีกว่าเงินฝากในช่วง 4 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ตลอดจน เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับการครบกำหนดของผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบพิเศษและตั๋วแลกเงินที่ได้ทยอยออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ การเลือกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเป็นการทั่วไปในครั้งนี้ แทนที่จะเป็นการเลือกออกโครงการ หรือผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบพิเศษซึ่งเอื้อให้สามารถกำหนดต้นทุนได้ดีกว่านั้น อาจชี้ถึงการคาดการณ์ของธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นว่าแนวโน้มสภาพคล่องน่าจะปรับลดลงชัดเจนขึ้นในอนาคต และ/หรือ อัตราดอกเบี้ยในประเทศคงจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดเต็มทีแล้ว ดังนั้น จึงน่าจะเป็นจังหวะที่สามารถล็อกเงินฝากต้นทุนต่ำที่สุดได้ในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ในครั้งนี้ มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมไปพร้อมๆ กับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ซึ่งอาจมีผลซ้ำเติมความต้องการสินเชื่อจากภาคเอกชน รวมถึงคุณภาพสินเชื่อ ที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากปัญหาอัตราเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ในระยะถัดไป จึงน่าจะขึ้นอยู่กับการปรับตัวของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดว่าลูกค้าสินเชื่อ หรือลูกค้าที่ต้องการกู้เงินจะสามารถรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมได้มากน้อยเพียงใด โดยในกรณีที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในระยะต่อไป ยังมีความเปราะบาง ก็อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาเอ็นพีแอลและความต้องการสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ อันอาจทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไทยกินเวลาไม่นานนัก ก็จะถึงจุดสิ้นสุด รวมทั้งมีการปรับขึ้นด้วยขนาดที่ไม่มากนัก (นั่นคือ วัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ คงจะสั้นกว่าวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ครั้งก่อนหน้าในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2547 – สิงหาคม 2549 ซึ่งกินระยะเวลาถึง 1 ปี 10 เดือน และมีขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 1 ปีด้วยขนาด 4%) ยกเว้นว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์อย่างรุนแรง จนนำมาสู่การแข่งขันปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราเร่งกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อรักษาฐานะสภาพคล่องของตนไว้

ขณะที่ ในกรณีที่ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจทั้งปัญหาการเมืองและปัญหาเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านการเร่งการใช้จ่าย และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาลสัมฤทธิ์ผล ก็คงจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้และสภาพคล่องในระบบยังคงทยอยลดลง ซึ่งจะหนุนให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังคงเดินหน้าต่อไปได้นานกว่ากรณีแรก