การประชุม FOMC 28-29 ต.ค. … เฟดอาจโน้มเอียงที่จะลดดอกเบี้ยลงอีกร้อยละ 0.25-0.50

ในวันที่ 28-29 ตุลาคม 2551 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน หรืออัตราดอกเบี้ย Fed Funds ซึ่งขณะนี้ยืนอยู่ที่ร้อยละ 1.50 หลังจากที่เฟดพร้อมด้วยธนาคารกลางอีกหลายประเทศเพิ่งจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงฉุกเฉินในวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เฟดอาจมีความโน้มเอียงที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ลงอีกร้อยละ 0.25-0.50 มาที่ร้อยละ 1.00-1.25 ในการประชุมวันที่ 28-29 ตุลาคมนี้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ให้ตกอยู่ภายใต้ภาวะถดถอยที่ลึกและรุนแรง โดยปัจจัยแวดล้อมประกอบการคาดการณ์ดังกล่าว สามารถสรุปได้ดังนี้ :-

แม้ความวิตกกังวลต่อภาคการเงินจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่การกลับคืนสู่ภาวะปกติยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานเกือบปี สภาวะตลาดเงินที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ สะท้อนได้จากการปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาของอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารในตลาดลอนดอนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (LIBOR) ระยะ 3 เดือน จากร้อยละ 4.81875 ณ วันที่ 10 ตุลาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 3.535 ณ วันที่ 23 ตุลาคม อาจบ่งชี้ถึงความวิตกกังวลที่เบาบางลงของนักลงทุนต่อวิกฤตการเงินโลก ภายหลังทางการของประเทศต่างๆ พากันอัดฉีดสภาพคล่องและดำเนินนโยบายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในรอบนี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย LIBOR ระยะ 3 เดือน และตั๋วเงินคลังระยะ 3 เดือน (TED Spread) ที่ล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 2.5644 (23 ตุลาคม) ก็ยังคงเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง แม้จะเริ่มลดลง ซึ่งบ่งชี้ถึงสถานะทางด้านเครดิตในตลาดเงินที่ยังคงมีปัญหาอยู่ อีกทั้ง กว่าที่กระบวนการหรือความพยายามจากการใช้มาตรการมากมายของประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐฯ จะช่วยเยียวยาปัญหาในภาคการเงินและทำให้ภาวะตลาดกลับคืนสู่ปกติ คาดว่าจะยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานเกือบปีเป็นอย่างน้อย

ภาคเศรษฐกิจจริงมีความเปราะบางและอาจตกอยู่ในภาวะถดถอย ปัญหาในภาคการเงินและสถาบันการเงินที่กำลังขยายขอบเขตไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของสหรัฐฯผ่านตลาดแรงงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง อาจทำให้สหรัฐฯต้องประสบกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่ลึกและรุนแรงในระยะข้างหน้า โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯอาจตกอยู่ในภาวะถดถอยหรือมีอัตราการเติบโตที่ติดลบในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และอาจต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ในขณะที่ อัตราการว่างงานอาจพุ่งขึ้นเกินระดับร้อยละ 7.0 ในระยะถัดไป เทียบกับที่อยู่ที่ร้อยละ 6.1 ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ ความเปราะบางของปัญหาในภาคการเงินที่ยังมีอยู่ กอปรกับความอ่อนแอในตลาดแรงงานและการถดถอยลงของรายได้ผู้บริโภค คงจะนำมาสู่การชะลอตัวของการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มคลายตัวลง ตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเฟดและธนาคารกลางทั่วโลกในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ล่าสุดปรับตัวลงมาแล้วประมาณร้อยละ 55 จากที่เคยขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 145.36 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2551 มาที่ระดับ 65.38 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ณ วันที่ 23 ตุลาคม รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ขยับตัวลง ตลอดจนแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจหลักในโลก คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของสหรัฐฯและประเทศต่างๆ ในโลก รวมทั้งเอื้อให้เฟดและธนาคารกลางทั่วโลกสามารถจะดำเนินนโยบายการเงินไปในเชิงที่ผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตการเงินโลก

ตลาดปรับตัวรับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดไปแล้วล่วงหน้า อัตราดอกเบี้ย LIBOR สกุลเงินดอลลาร์ฯ ประเภทข้ามคืน (overnight) ซึ่งอยู่ใกล้ร้อยละ 1.20 ในปัจจุบัน เทียบกับอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ที่อยู่ที่ร้อยละ 1.50 รวมถึงสัญญาอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าที่คาดการณ์ด้วยความเป็นไปได้มากกว่าร้อยละ 80 ว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงร้อยละ 0.50 ในการประชุมวันที่ 28-29 ตุลาคมนี้ ล้วนบ่งชี้ว่าตลาดได้มีการปรับตัวรับกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดไปล่วงหน้าแล้ว

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจโน้มเอียงที่จะมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ลงอีกร้อยละ 0.25-0.50 จากร้อยละ 1.50 มาที่ร้อยละ 1.00-1.25 ในการประชุมวันที่ 28-29 ตุลาคม 2551 นี้ โดยแม้สภาวะตลาดเงินจะเริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้นในระยะสั้น แต่สถานะทางด้านเครดิตที่ยังมีปัญหาและคงต้องใช้เวลาในการเยียวยาอีกยาวนาน ตลอดจนความอ่อนไหวที่วิกฤตการเงินจะลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงให้ตกไปอยู่ในภาวะถดถอยที่ลึกและรุนแรง คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้เฟดยังมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินและใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่ไปในเชิงที่ผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจการเงินในภาพรวมให้คืนกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง ตามการปรับตัวลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ก็น่าจะเอื้อให้เฟดและธนาคารกลางทั่วโลกมีความยืดหยุ่นมากขึ้นที่จะดำเนินนโยบายการเงินไปในแนวทางที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจด้วย ทั้งนี้ แม้ว่าประสิทธิผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในการประชุมรอบนี้ อาจจะไม่สามารถช่วยให้วิกฤตการเงินสิ้นสุดลงหรือทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯรอดพ้นจากภาวะถดถอยไปได้ แต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯที่ลดลงดังกล่าว ก็น่าที่จะเป็นข่าวดีที่สนับสนุนบรรยากาศของตลาดในภาพรวม และมีผลในเชิงจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน นอกจากนี้ เป็นที่คาดการณ์ว่าทั้งเฟดและทางการสหรัฐฯ ตลอดจนประเทศต่างๆ ทั่วโลก คงจะยังมีการทยอยประกาศมาตรการกอบกู้วิกฤตการเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับข่าวร้ายหรือปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป