สินค้าประเภทอาหารอินทรีย์ในตลาดไต้หวัน: โอกาสการส่งออกของไทยในอนาคต

ในปัจจุบัน ด้วยสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและความเป็นอยู่ของมนุษย์ ผู้บริโภคทั่วโลกจึงเริ่มตระหนักถึงการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และส่งผลให้แนวโน้มการบริโภคอาหารอินทรีย์ (Organic food) ซึ่งได้มาจากการทำการเกษตรอินทรีย์ (Organic agriculture) ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างกว้างขวาง ซึ่งในไต้หวันก็เช่นเดียวกัน โดยพิจารณาได้จากยอดขายอาหารอินทรีย์แบบบรรจุหีบห่อในไต้หวันที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 30 ต่อปีระหว่างปี 2548 – 2552 โดยในปี 2552 มีมูลค่าตลาด 763.8 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เติบโตร้อยละ 24 (YoY) และยังมีการคาดการณ์ไว้ว่ายอดขายในปี 2553 และปี 2554 อาจเติบโตที่อัตราร้อยละ 16.5 (YoY) และ 13 (YoY)1 ตามลำดับ แม้ว่าจะยังเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มูลค่ายังไม่มากนักในลักษณะ Niche market แต่ก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตได้ในอนาคต ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากการที่ไต้หวันเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทำให้ประชาชนมีความสนใจในสินค้าที่ตอบสนองได้มากกว่าความต้องการพื้นฐาน โดยอรรถประโยชน์เพิ่มเติมที่ต้องการคือ เป็นสินค้าที่สามารถส่งเสริมสุขภาพได้ และกระบวนการผลิตก็ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โอกาสทางการตลาดของสินค้าอาหารอินทรีย์ของไทยในไต้หวันมีช่องทางขยายตัวได้ในอนาคต เนื่องจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยหลายชนิดได้รับการยอมรับในตลาดยุโรป ซึ่งขึ้นชื่อในด้านความเข้มงวดของคุณภาพมาตรฐานสินค้า อีกทั้งสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิดมีสถานะเป็นผู้นำตลาดในไต้หวัน ทำให้มีโอกาสที่ไทยจะพัฒนาสินค้าเหล่านั้นขึ้นเป็นอาหารอินทรีย์โดยอาศัยชื่อเสียงด้านคุณภาพสินค้าเพื่อเจาะตลาดไต้หวันได้

จากการที่เศรษฐกิจของไต้หวันเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีการหดตัวทางเศรษฐกิจเพียง 2 ครั้งคือในปี 2544 และ 2551 อีกทั้งยังนับว่าเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชีย ทำให้ประชากรไต้หวันมีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศเอเชียอื่นๆ ด้วยรายได้ประชากรเฉลี่ยถึงกว่า 40,000 ดอลลาร์ไต้หวันต่อคนต่อเดือน (กว่า 40,000 บาทไทย) ด้วยเหตุดังกล่าวจึงส่งผลให้ชาวไต้หวันมีกำลังซื้อสูง เมื่อประกอบกับรสนิยมการบริโภคของชาวไต้หวันที่ตื่นตัวในการรักษาสุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพมีทิศทางเติบโตขึ้น อีกทั้งไต้หวันมีพื้นฐานการบริโภคที่แข็งแกร่ง ด้วยสัดส่วนการบริโภคขั้นสุดท้ายภาคเอกชนต่อ GDP ที่สูงถึงร้อยละ 58 ทำให้สินค้าบริโภคที่อยู่ในกระแสความนิยมอย่างอาหารอินทรีย์ มีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดไต้หวัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ศึกษาถึงโอกาสในการส่งออกอาหารอินทรีย์ของไทยไปยังไต้หวัน พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

– สินค้าประเภทอาหารอินทรีย์ของไทยมีโอกาสเติบโตได้ในไต้หวัน
แม้ว่าสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังไต้หวันเป็นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรเป็นส่วนใหญ่ แต่สินค้าอาหารก็นับเป็นสินค้ากลุ่มหนึ่งที่มีศักยภาพสูงในการขยายตลาดในไต้หวัน และโอกาสเจาะตลาดอาหารอินทรีย์ในไต้หวันของไทยก็ยังเปิดกว้างพอสมควร เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตอาหารที่สำคัญของโลก จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานของผู้ประกอบการ ผนวกกับทรัพยากรธรรมชาติและพืชพรรณที่หลากหลาย ทำให้ไทยสามารถใช้ข้อได้เปรียบเหล่านี้พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ป้อนเข้าสู่ตลาดไต้หวันได้

ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของไทยที่มีการผลิตเพื่อส่งออกในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น
– ข้าวอินทรีย์ นับว่าเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการยอมรับมากในไต้หวัน เนื่องจากมีมูลค่าตลาด 763.8 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 74 ของมูลค่าตลาดอาหารอินทรีย์บรรจุหีบห่อทั้งหมด มีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 21.3 (YoY) ในปี 2552 โดยจุดแข็งที่ไทยสามารถใช้ในการเจาะตลาดข้าวอินทรีย์คือการที่ไทยเป็นแหล่งนำเข้าข้าวขาวที่ขัดสีแล้ว (HS 100630) อันดับ 1 ของไต้หวันมากว่า 10 ปีติดต่อกัน (2543 – 2552) ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 49 ต่อปี นอกจากนั้น ยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวอินทรีย์รายสำคัญของโลกอันดับต้นๆ อีกด้วย โดยสินค้าสำคัญที่สุดของไทยคือ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ซึ่งไทยผลิตเพื่อส่งออกถึงกว่าร้อยละ 90 ของการผลิตในประเทศ และเป็นที่ยอมรับและต้องการมากในตลาดสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาข้าวอินทรีย์ของไทยในตลาดไต้หวัน ประกอบด้วย
– ผู้บริโภคและช่องทางจัดจำหน่าย โดยในปัจจุบัน ผู้บริโภคข้าวอินทรีย์ในไต้หวันไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มตลาดบนเท่านั้น หากแต่ผู้บริโภคระดับกลางก็มีความสนใจในข้าวอินทรีย์ด้วย ทำให้โอกาสของข้าวอินทรีย์ในไต้หวันเปิดกว้างมากขึ้น โดยช่องทางการตลาดที่น่าสนใจนอกเหนือจากร้านขายสินค้าอินทรีย์โดยเฉพาะ (Specialty store) แล้ว ปัจจุบันสินค้าอาหารอินทรีย์ยังมีวางจำหน่ายทั่วไป เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายผ่านเวปไซต์ขายสินค้าอินทรีย์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ผลิตไทยสามารถผลักดันสินค้าผ่านทางเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย (Retail chain) ของไต้หวัน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนกว่า 20 ราย และบางรายทำหน้าที่ครบวงจรตั้งแต่เป็นผู้นำเข้าไปจนถึงเป็นเจ้าของร้านค้าที่ทำหน้าที่จัดจำหน่าย อันจะมีผลให้ผู้ส่งออกไทยได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น และไม่ต้องเสียส่วนต่างกำไรหลายทอดด้วย

– การบริหารจัดการด้านอุปทาน เนื่องจากการผลิตข้าวอินทรีย์มีข้อจำกัดที่จะต้องควบคุมให้ได้มาตรฐานและใช้เวลาในกระบวนการเตรียมการเพาะปลูกนานกว่าข้าวทั่วไป อีกทั้งในปัจจุบัน จำนวนแปลงเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ในไทยยังมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับข้าวธรรมดา ทำให้อาจมีปัญหาด้านการส่งมอบสินค้าไม่ทันคำสั่งซื้อได้ อย่างไรก็ดี หากผู้ส่งออกร่วมกับผู้ผลิตมีการวางแผนจัดการเป็นอย่างดี โดยอาจเป็นในรูปแบบของการสร้างเครือข่ายเพาะปลูกหรือรวมกลุ่มสหกรณ์ ก็จะช่วยให้สามารถผลิตได้ในปริมาณที่มากขึ้นและส่งมอบสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยให้สามารถประหยัดต้นทุนจากการผลิตและใช้วัตถุดิบร่วมกันอีกด้วย เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก น้ำหมักชีวภาพที่ใช้แทนยาฆ่าแมลง เป็นต้น ทั้งนี้ในปัจจุบัน ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตัวอย่างเช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการผลิตข้าวหอมมะลิมาตรฐานเพื่อการส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ ระยะที่ 2 (ปี 2552 – 2556) เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพิ่มเติมอีก 4 แสนไร่ และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายการผลิตที่ 2 แสนตัน ภายในปี 2556 ซึ่งจะช่วยขยายปริมาณผลผลิตให้รองรับความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น

– คู่แข่งที่สำคัญ คือสหรัฐฯ ซึ่งครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ตลาดข้าวอินทรีย์ในไต้หวันอยู่ในเวลานี้ โดยสหรัฐฯ มีจุดเด่นเหนือไทยในด้านเทคโนโลยีและการควบคุมคุณภาพ ดังนั้นไทยจึงควรเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูก รวมทั้งพัฒนาด้านมาตรฐานสินค้า เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสหรัฐฯ ในตลาดข้าวอินทรีย์ในไต้หวัน

– หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์แช่เย็น/แช่แข็ง ซึ่งในปัจจุบัน ไทยมีการผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์เพื่อการส่งออกต่างประเทศอยู่แล้วโดยมีตลาดหลักได้แก่ ญี่ปุ่น รองลงมาได้แก่ ยุโรป และตลาดในแถบเอเชีย ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น แม้ว่าในปัจจุบันไต้หวันจะยังไม่ใช่ตลาดหลักของหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ไทย แต่ไทยก็เป็นแหล่งนำเข้าหน่อไม้ฝรั่งธรรมดาอันดับ 1 ของไต้หวันด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 90 ทำให้ไทยสามารถอาศัยชื่อเสียงและการยอมรับที่มีอยู่เดิมเพื่อขยายผลิตภัณฑ์ไปสู่หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าได้

สำหรับปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ของไทยเพื่อการส่งออกไปยังไต้หวัน ได้แก่
– ผู้บริโภคและช่องทางจัดจำหน่าย เนื่องจากคุณสมบัติของหน่อไม้ฝรั่งในด้านสารอาหาร ได้แก่ วิตามินเอ ซี บี ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กในปริมาณสูง อีกทั้งรสนิยมชาวไต้หวันที่นิยมผักสด/แช่เย็น/แช่แข็ง มากกว่าผักกระป๋อง ทำให้หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์แช่เย็น/แช่แข็งสามารถตอบรับกับรสนิยมผู้บริโภคในไต้หวันได้เป็นอย่างดี โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูงและมีช่วงอายุระหว่าง 30 – 40 ปี ซึ่งในส่วนของช่องทางจัดจำหน่ายหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์นั้นมีหลากหลายเช่นเดียวกับข้าวอินทรีย์ ได้แก่ ซุปเปอร์มาร์เกต ไฮเปอร์มาร์เกต ห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงร้านค้าสินค้าอินทรีย์โดยเฉพาะ

– การบริหารจัดการด้านอุปทาน ในปัจจุบันเกษตรกรไทยใช้วิธีเข้าร่วมโครงการของบริษัทผู้ส่งออกที่รับซื้อสินค้าตามเกรดที่กำหนด โดยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการอบรมการเพาะปลูกอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้สินค้ามีการควบคุมคุณภาพอยู่แล้วในเบื้องต้น แต่ปัญหาที่ประสบอยู่ในขณะนี้ก็คือ ปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการสั่งนำเข้า โดยผู้ผลิตไทยสามารถพัฒนาได้โดยการวางแผนเพื่อเพิ่มจำนวนแหล่งเพาะปลูกให้มากขึ้น หรือสร้างเครือข่ายผู้ผลิตเช่นเดียวกับข้าวอินทรีย์ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น มีต้นทุนการผลิตลดลง และได้ผลผลิตสม่ำเสมอมากขึ้น

– คู่แข่งที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ โดยสหรัฐฯ และออสเตรเลียนั้นนับว่าเป็นผู้นำในตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในไต้หวัน อีกทั้งได้รับการยอมรับอย่างมากในด้านคุณภาพมาตรฐาน ขณะที่ฟิลิปปินส์นั้นเป็นผู้ส่งออกสำคัญที่มีฤดูการผลิตตรงกับไทย ทำให้เป็นคู่แข่งอีกประเทศที่ไม่ควรมองข้าม โดยผู้ผลิตไทยควรเร่งพัฒนาด้านการควบคุมคุณภาพ รวมไปถึงวางแผนเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่อาจรุนแรงขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคในไต้หวันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีสินค้าประเภทอาหารอินทรีย์อีกหลายชนิดที่น่าสนใจส่งออกไปยังไต้หวัน เช่น
– ผักอินทรีย์อื่นๆ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี ผักกาดหวาน (Cos lettuce) และผักกาดแก้ว เป็นต้น เนื่องจากไต้หวันยังผลิตในประเทศได้ไม่เพียงพอ ทำให้มีความต้องการนำเข้าผักเหล่านี้เพิ่มเติมจากต่างประเทศ

– กลุ่มซอส น้ำสลัด และเครื่องปรุงอินทรีย์ ซึ่งในปี 2552 มีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 41.1 (YoY) ในตลาดไต้หวัน โดยช่องทางจัดจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าและเวปไซต์ขายสินค้าอินทรีย์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ประกอบการไทยอาจอาศัยเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายข้าวอินทรีย์ที่คุ้นเคยในการพ่วงเจาะตลาดไต้หวันในกลุ่มสินค้าดังกล่าว หรืออาจกระจายสินค้าผ่านทางร้านอาหารเพื่อสุขภาพและร้านอาหารที่มุ่งเน้นตลาดผู้บริโภคระดับสูง เนื่องจากแนวโน้มผู้บริโภคในไต้หวันมีความพิถีพิถันในด้านการเลือกรับประทานอาหารมากขึ้น ดังนั้นการใช้เครื่องปรุงอินทรีย์ย่อมช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและความนิยมในร้านอาหารได้เป็นอย่างดี

– ผักและผลไม้กระป๋อง รวมไปถึงน้ำผลไม้ ที่ผลิตจากผัก/ผลไม้อินทรีย์ เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกสำคัญรายหนึ่งในตลาดสินค้าผักและผลไม้กระป๋อง รวมไปถึงน้ำผลไม้อยู่ก่อนแล้ว ทำให้มีโอกาสที่จะยกระดับสู่สินค้าอินทรีย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าให้มากขึ้น และเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าระดับสูงขึ้นกว่าเดิม โดยอาศัยพันธมิตรที่ติดต่อค้าขายสินค้ากลุ่มนี้อยู่แล้วในการขยายตลาด

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยท้าทายของการส่งออกอาหารอินทรีย์ไปยังไต้หวัน
ปัจจัยสนับสนุน
– เศรษฐกิจไต้หวันที่กำลังปรับตัวดีขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และรสนิยมการบริโภคของชาวไต้หวัน เป็นปัจจัยส่งเสริมให้อาหารอินทรีย์ในไต้หวันมีโอกาสเติบโตได้อย่างดีในระยะต่อไป เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีของไต้หวัน ผนวกกับเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้ผู้บริโภคในไต้หวันมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย อีกทั้งจากรสนิยม/ความเชื่อดั้งเดิมของชนเชื้อสายจีน ในการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพร่างกายด้วยอาหารที่ดี เช่น การส่งเสริมให้ลูกหลานรับประทานผักใบเขียวและเต้าหู้ แม้ว่าครอบครัวจะต้องกินอยู่อย่างประหยัด ทำให้ผู้บริโภคไต้หวันมีแนวโน้มจะยอมใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่ออาหารที่ดีต่อร่างกาย หากสินค้านั้นเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

– พืชพรรณธรรมชาติที่หลากหลาย และความเชี่ยวชาญของไทยในด้านสินค้าเกษตร เป็นจุดแข็งที่สำคัญของไทยในการพัฒนาสินค้าเกษตรสู่เกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้นเพื่อเจาะตลาดในประเทศพัฒนาแล้วรวมถึงไต้หวัน ซึ่งการพัฒนาอย่างจริงจังและการส่งเสริมจากภาครัฐจะช่วยยกระดับไทยสู่การเป็นผู้ผลิตอาหารอินทรีย์ระดับโลกได้ โดยปัจจุบัน ไทยอยู่ในช่วงเวลาของแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติฉบับที่ 1 (2551 – 2554) ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้วหลายด้าน เช่น การสร้างศูนย์กลางบริหารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ ถ้าหากภาครัฐมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาหารอินทรีย์ของไทยในอนาคต

– การแข่งขันจากจีนยังไม่รุนแรงมากนัก โดยในปัจจุบัน แม้ว่าจีนจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรระดับต้นๆ ของโลกในหลายสินค้าอันเนื่องจากการเปิดตลาดของจีน แต่สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์มายังไต้หวันแล้ว จีนยังคงไม่ได้รับการยอมรับมากนัก เนื่องจากจีนยังคงมีปัญหาด้านการควบคุมมาตรฐานสินค้า อีกทั้งในความตกลง ECFA ไต้หวันไม่เปิดตลาดแก่จีนเป็นพิเศษในสินค้าเกษตร ทำให้จีนยังต้องเผชิญกับกำแพงภาษีเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นไทยจึงควรใช้จังหวะเวลานี้เร่งพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้สามารถติดตลาดในไต้หวัน ก่อนที่จีนจะสามารถพัฒนาขึ้นมาจนได้ระดับมาตรฐาน ซึ่งอาจมีผลให้การแข่งขันทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามมาได้

ปัจจัยท้าทาย
– ปริมาณการผลิตอาหารอินทรีย์ยังทำได้ไม่มากนัก เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนสูงกว่าและเพาะปลูกได้ช้ากว่าการผลิตแบบธรรมดา อีกทั้งยังมีสินค้าทดแทนมากมาย ทำให้เสียเปรียบด้านราคารวมไปถึงรูปลักษณ์เมื่อวางจำหน่ายเทียบกัน เนื่องจากการทำการเกษตรอินทรีย์นั้นจะต้องดูแลแปลงปลูกอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ปลอดจากการตัดแต่งสารพันธุกรรม (GMO) ในการเตรียมดินให้ปลอดสารเคมีก็ยังต้องใช้เวลานานนับปี อีกทั้งในการแสดงสินค้าว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ยังต้องผ่านการตรวจมาตรฐานอย่างเข้มงวดอีกด้วย ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์มีราคาสูงและผลิตได้จำนวนไม่มาก อีกทั้งในกลุ่มผักผลไม้สดยังเสียเปรียบสินค้าที่ใช้สารเคมีซึ่งมีรูปลักษณ์น่ารับประทานกว่า ทำให้เมื่อวางจำหน่ายร่วมกันแล้วอาจเสียเปรียบในมุมมองของผู้บริโภคทั่วไป

– ไต้หวันมีระเบียบด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรนำเข้าที่เข้มงวด อีกทั้งยังไม่มีการรับรองตราสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย ทำให้ในปัจจุบันยังไม่สามารถแสดงสินค้าว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ได้ โดยปกติ การนำเข้าสินค้าเกษตรโดยทั่วไปเข้าสู่ไต้หวันจะต้องปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัยอย่างเข้มงวด มีการตรวจกักกันโรคพืชและสารตกค้าง อีกทั้งยังต้องมีหนังสือรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) และเมื่อสินค้ายกระดับเป็นเกษตรอินทรีย์ ทางการไต้หวันก็ยิ่งกำหนดมาตรฐานไว้เข้มข้นยิ่งขึ้น การที่ยังไม่มีการรับรองตราสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย ทำให้ขณะนี้ผู้ส่งออกอาจใช้วิธีผลักดันสินค้าเข้าไปก่อนในชื่ออื่นๆ เช่น สินค้าเกษตรอนามัย เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคในไต้หวัน แล้วค่อยยกระดับขึ้นเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าต่อไปเมื่อไทยได้รับการรับรองตราสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอนาคต

– ไทยยังมีปัญหาความชัดเจนของตราสินค้าเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากผู้ผลิตยังมีความสับสนระหว่างสินค้าเกษตรอินทรีย์ และผักอนามัย ซึ่งความเข้มข้นของการควบคุมมาตรฐานมีความแตกต่างกัน ทำให้สินค้าที่ออกมาสู่ตลาดบางครั้งไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ และส่งผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของตราสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย ดังนั้นจึงควรเร่งปรับปรุงในประเด็นนี้โดยเร็วเพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการเจาะตลาดเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ โดยทั้งๆ ที่ไทยมีศักยภาพในสินค้าชนิดนี้

โดยสรุป ตลาดอาหารอินทรีย์ (Organic food) ในไต้หวันนับว่ามีความน่าสนใจและเป็นโอกาสในการส่งออกของไทย เนื่องจากการบริโภคอาหารอินทรีย์มีอัตราการเติบโตสูงเฉลี่ยร้อยละ 30 ต่อปีระหว่างปี 2548 – 2552 อีกทั้งยังมีโอกาสเติบโตขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องในอนาคต จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของไต้หวัน ทำให้ผู้บริโภคไต้หวันที่มีกำลังซื้อสูงหันมาสนใจบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และตระหนักในประเด็นการรักษาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ประกอบกับค่านิยมการบริโภคอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพ และพื้นฐานการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่งด้วยสัดส่วนร้อยละ 58 ของ GDP ทำให้สินค้าประเภทอาหารอินทรีย์มีโอกาสเติบโตได้อีกมากในตลาดไต้หวัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ไทยมีโอกาสเจาะตลาดอาหารอินทรีย์ในไต้หวัน เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตอาหารที่สำคัญของโลก มีทรัพยากรธรรมชาติและพืชพรรณที่หลากหลาย ผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญ อีกทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยหลายชนิดได้รับการยอมรับในตลาดยุโรปซึ่งขึ้นชื่อในด้านความเข้มงวด โดยสินค้าที่น่าสนใจผลักดันเข้าสู่ไต้หวัน ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ และหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ นอกจากนั้นยังมีสินค้าอื่นๆ ซึ่งเหมาะแก่การพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อการผลักดันเป็นสินค้าอินทรีย์ส่งออกไปยังไต้หวัน ได้แก่ ผักอินทรีย์อื่นๆ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี ผักกาดหวาน (Cos lettuce) และผักกาดแก้ว กลุ่มซอส น้ำสลัด และเครื่องปรุงอินทรีย์ รวมไปถึง ผักและผลไม้กระป๋อง และน้ำผลไม้ ที่ผลิตจากผัก/ผลไม้อินทรีย์ โดยคู่แข่งที่สำคัญสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ในไต้หวันในปัจจุบันคือ สหรัฐฯ และออสเตรเลีย ส่วนคู่แข่งที่น่าจับตามองในอนาคตคือ จีน เนื่องจากมีกำลังการผลิตมหาศาล อีกทั้งยังมีความได้เปรียบด้านการขนส่ง และอาจพัฒนาคุณภาพขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับในไต้หวันได้ในอนาคต ส่วนอุปสรรคที่สำคัญของไทยในขณะนี้ คือ กำลังการผลิตที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการส่งออก ทำให้จำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต อีกทั้งยังต้องอาศัยการกระตุ้นจากภาครัฐทั้งในด้านการขยายพื้นที่เพาะปลูกและด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างโอกาสในการนำรายได้เข้าประเทศและการขยายตลาดอย่างยั่งยืนในอนาคต สำหรับช่องทางในการขยายโอกาสส่งออกสินค้าอาหารอินทรีย์ของไทย ผู้ประกอบการไทยอาจผลักดันการส่งออกผ่านเครือข่ายผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายของไต้หวัน ซึ่งบางรายทำธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ขั้นตอนเข้ามารับซื้อสินค้าจากแหล่งผลิตในไทยไปจนถึงการกระจายสินค้าสู่ตลาด ซึ่งน่าจะเป็นช่องทางที่สะดวกกว่าวิธีอื่น ประเด็นปัญหาสำคัญในการเจาะตลาดไต้หวันคือการที่ไต้หวันยังไม่รับรองตราสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย ทำให้ต้องส่งสินค้าเข้าไปในนามของสินค้าเกษตรอนามัย ก็นับเป็นอุปสรรคที่ควรเร่งแก้ไขโดยภาครัฐควรผลักดันให้มีการยื่นขอรับการรับรองเพิ่มมิให้ไทยเสียโอกาสในตลาดสินค้าอินทรีย์ที่กำลังขยายตัว นอกจากนั้นความสับสนของผู้ผลิตไทยเอง ระหว่างมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรอนามัย ก็อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของอาหารอินทรีย์ไทย และเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกไปยังไต้หวันได้เช่นกัน