โศกนาฏกรรมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น หรือ เขต Tohoku เมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นยกระดับความรุนแรง (Magnitude) ขึ้นเป็นระดับ 9.0 จากเดิมที่ระดับ 8.8 นับเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น และรุนแรงเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อ 14.46 น. ณ เวลาท้องถิ่น (12.46 น. ตามเวลาในไทย) ความรุนแรงของแผ่นดินไหวส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิความเร็วถึง 800 กม.ต่อชั่วโมง ความสูงถึง 10 เมตร โถมเข้าหาเกาะญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงต่อมา โดยจังหวัดมิยางิและจังหวัดฟุคุชิมาเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด ขณะที่แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค นับตั้งแต่เหนือสุดของเกาะฮอนชูลงมาถึงโตเกียว ส่วนยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดพุ่งขึ้นเป็น 10,000 คน
ตัวเลขความเสียหาย ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้แน่ชัด แต่จากความสูญเสียอย่างหนักที่เกิดขึ้นต่อสนามบินเซนได โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมา โรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือ ระบบคมนาคมขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่เกษตรกรรม รวมไปถึงทรัพย์สินของประชาชนนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ในเบื้องต้นว่าความเสียหายในรูปของทรัพย์สินและมูลค่าเศรษฐกิจน่าจะไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ฯ หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 2 ของจีดีพีของญี่ปุ่น ที่คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2554 นี้ อย่างไรก็ตาม ผลโดยรวมต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปี 2554 อาจได้รับแรงกระตุ้นจากการที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณขนาดใหญ่เพื่อการบูรณะฟื้นฟูความเสียหาย ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นทั้งปียังมีโอกาสเติบโตเป็นบวกได้ ถ้าไม่เกิดอาฟเตอร์ช็อครุนแรงที่สร้างความเสียหายเพิ่มเติมอีก อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาในขณะนี้อยู่ที่การควบคุมความร้อนของเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมูลค่าความเสียหายที่ประเมินข้างต้นยังไม่รวมถึงกรณีหากเกิดปัญหากัมมันตภาพรังสีรั่วไหลจนถึงขั้นอันตราย โดยหากเกิดเหตุการณ์กรณีเลวร้ายดังกล่าว ผลกระทบอาจจะรุนแรงเพิ่มขึ้นทวีคูณ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น … อาจฉุดจีดีพีไตรมาสแรก แต่น่าจะกลับมาเร่งตัวในครึ่งปีหลัง
จากความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่ตามมาด้วยคลื่นยักษ์สึนามิ ทำให้ธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งแปซิฟิคจำนวนมากปิดทำการและหยุดการผลิต แต่นอกเหนือจากพื้นที่ Tohoku ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวแล้ว สถานประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเสียหาย หรือเสียหายเพียงเล็กน้อย จึงเป็นการหยุดทำการเพื่อตรวจสอบสภาพความปลอดภัย ขณะที่บางส่วนไม่สามารถเดินสายการผลิตได้เนื่องจากกระแสไฟฟ้าดับ รวมทั้งอุตสาหกรรมบางส่วนปิดโรงงานเพื่อลดการใช้พลังงานในช่วงที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเหตุการณ์แผ่นดินไหว และในบางพื้นที่ยังต้องอาศัยระยะเวลาในการคลี่คลายความเสียหาย อาจจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 1/2554 หดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งจะนับเป็นการติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาส (-1.3% Annualized QoQ ในไตรมาสที่ 4/2553) และตรงกับนิยามของภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) อย่างไรก็ดี เมื่อภาคการผลิตและบริการด้านต่างๆ เริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ รวมทั้งมีการเร่งจัดหาที่พักอาศัยตลอดจนสิ่งของบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัย เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2/2554 น่าจะกลับมาขยายตัว และเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง เมื่อภาครัฐเร่งพลิกฟื้นบูรณะฟื้นฟูความเสียหายของระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ครั้งใหญ่
อย่างไรก็ดี ผลในระยะกลางถึงระยะยาว อาจเป็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อประเด็นด้านเสถียรภาพทางการคลังของญี่ปุ่น โดยประเด็นที่ควรจับตามองคือแหล่งเงินทุนที่รัฐบาลจะใช้เพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ซึ่งอาจมาจากการออกพันธบัตรรัฐบาลหรือการใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่การออกพันธบัตรรัฐบาลจะยิ่งกระทบสถานะหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่ปัจจุบันมีระดับสูงถึงกว่าร้อยละ 200 ของจีดีพีอยู่แล้ว แต่หากใช้ช่องทางทุนสำรองระหว่างประเทศอาจมีความเกี่ยวข้องกับการขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งอาจจะมีผลต่อทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดการเงินได้
ผลต่อเศรษฐกิจไทย
ผลในด้านการค้า
ในระยะสั้น การส่งออกและนำเข้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอาจประสบปัญหาหยุดชะงักชั่วคราว จากการปิดทำการของท่าเรือและสนามบิน แต่จะเป็นเพียงชั่วระยะสั้น เนื่องจากท่าเรือและสนามบินหลักไม่ได้รับผลกระทบ โดยท่าเรือหลักของญี่ปุ่น เช่น ชิบะ นาโกย่า โยโกฮามา โตเกียว โอซาก้า และโกเบ ล้วนแต่ไม่ได้รับความเสียหาย เช่นเดียวกับสนามบินนานาชาติส่วนใหญ่
สำหรับผู้ส่งออกไทย เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีลูกค้าที่ตั้งโรงงานอยู่ในพื้นที่ประสบภัยอาจมีคำสั่งซื้อลดลง ขณะเดียวกัน โรงงานในไทยที่ต้องอาศัยชิ้นส่วนนำเข้าจากญี่ปุ่น อาจมีความล่าช้าของการขนส่งสินค้าและกระทบต่อสายการผลิตในไทยได้ อย่างไรก็ดี ถ้าสถานการณ์เป็นเพียงช่วงสั้น คาดว่าธุรกิจน่าจะมีสต็อกในระดับหนึ่งและผลกระทบต่อการผลิตในไทยคงไม่ยืดเยื้อ นอกจากนี้ หากมองในระยะที่ยาวออกไป ความต้องการสินค้าบางชนิดจากไทยอาจเพิ่มขึ้น โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายธุรกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนี้
สินค้าที่อาจได้ประโยชน์ คาดว่าจะเป็นกลุ่มวัสดุ เช่น ผลิตภัณฑ์เหล็ก ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์พลาสติก ที่น่าจะมีความต้องการใช้ในงานก่อสร้างและบูรณะฟื้นฟูความเสียหาย นอกจากนี้ สินค้าเครื่องจักรกลก็อาจเป็นอีกกลุ่มที่จะมีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทลิฟท์ บันไดเลื่อน ซึ่งในกลุ่มสินค้าเหล่านี้ ได้มีบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับไปยังญี่ปุ่นอยู่แล้ว ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนรวมกันประมาณร้อยละ 10 ของการส่งออกของไทยไปญี่ปุ่น
สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบในช่วงระยะแรก แต่ภาพรวมทั้งปีอาจไม่เปลี่ยนแปลง เช่น กลุ่มยานยนต์และกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจมีบริษัทลูกค้าในญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวทำให้มีการชะลอการสั่งซื้อไปบ้าง โดยสินค้าหมวดยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ 2 กลุ่มแรกที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่น มีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 37 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยที่ไปยังญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม การส่งออกรถยนต์ในปีนี้น่าจะยังขยายตัวสูง ตามส่งออกรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีการโยกย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทย นอกจากนี้ หลังจากเหตุการณ์คลี่คลายอาจมีความต้องการสินค้ายานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป เพื่อทดแทนทรัพย์สินที่เสียหาย ผลโดยรวมจึงอาจไม่เปลี่ยนแปลงภาพแนวโน้มการส่งออกในปีนี้มากนัก
สินค้าที่ความต้องการน่าจะยังคงมีอยู่ ได้แก่หมวดอาหาร ซึ่งสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปญี่ปุ่น เช่น ผลิตภัณฑ์ไก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง อาจได้รับผลกระทบในช่วงที่ระบบการขนส่งสินค้ายังมีปัญหา แต่เนื่องจากพื้นที่ Tohoku เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร เช่น ข้าว เนื้อวัวและผลิตภัณฑ์นมที่สำคัญ หากความเสียหายต่อภาคเกษตรมีความรุนแรง อาจทำให้มีความต้องการนำเข้าอาหารจากไทยเพิ่มขึ้น
สินค้าที่อาจมีความต้องการใช้ลดลง เช่น ยางพารา เนื่องจากปริมาณการผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่นที่โรงงานบางส่วนอาจต้องชะลอการผลิตออกไป
ผลต่อการลงทุน
สถานการณ์ที่เกิดขี้นไม่น่าจะส่งผลกระทบในทางลบต่อแผนการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยการลงทุนโดยตรง หรือ FDI (Foreign Direct Investment) จากญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว ขณะเดียวกัน ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนี้อาจมีผลให้บริษัทญี่ปุ่นต้องตระหนักถึงการเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดเป้าหมายการลงทุนนอกประเทศญี่ปุ่นเพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยไทยก็อาจเป็นเป้าหมายหนึ่งในการเป็นฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายสำคัญอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2553 ที่ผ่านมา มีโครงการลงทุนจากญี่ปุ่นที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ มูลค่า 104,442 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 44 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด
ผลต่อการท่องเที่ยว
เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นนี้ค่อนข้างสะเทือนความรู้สึกของชาวญี่ปุ่น ซึ่งอาจกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว และอาจมีผลต่อการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นในไทยได้ ทั้งนี้ ในปี 2553 มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย 984,688 คน ลดลงร้อยละ 2 สวนทางกับภาพรวมในตลาดอื่นๆ เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในไทย ส่งผลให้ตลาดนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นตกลงมาเป็นอันดับ 3 (เป็นรองมาเลเซียและจีน จากเดิมเป็นอันดับ 2) และเพิ่งเริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วงต้นปีมานี้
ผลต่อตลาดเงินตลาดทุน
สำหรับผลกระทบต่อตลาดการเงินนั้น ตลาดหุ้นและค่าเงินเยนอาจเผชิญแรงเทขายในระยะสั้นรับข่าวเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงนี้ อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ในอดีต (ในช่วงเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่โกเบในปี 2538) ทำให้คาดว่า เงินเยนอาจจะทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงเวลาหลายเดือนข้างหน้า ตามแรงหนุนของการส่งเงินกลับประเทศของบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่นอกประเทศเพื่อบูรณะความเสียหาย ขณะที่ บริษัทในภาคการเงินก็อาจมีการขายสินทรัพย์ในต่างประเทศเพื่อระดมสภาพคล่องด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ผลกระทบต่อทิศทางของค่าเงินบาทนั้น อาจถูกกดดันในบางช่วงเวลา หากบริษัทญี่ปุ่นที่ตั้งฐานการผลิตในไทยต้องทำการส่งกลับกำไรให้บริษัทแม่ในญี่ปุ่นในขนาดที่มากกว่าระดับปกติ อย่างไรก็ดี ผลกระทบในท้ายที่สุด คงต้องติดตามดูมาตรการทางด้านสภาพคล่องและแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของธนาคารกลางและทางการญี่ปุ่น ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางของตลาดการเงินของโลกในระยะข้างหน้า
โดยสรุป เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในเขต Tohoku หรือทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความรุนแรงถึงระดับ 9.0 สูงสุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น และก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดโถมเข้าหาเกาะญี่ปุ่นอย่างรุนแรง อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณร้อยละ 2 ของจีดีพีญี่ปุ่นในปี 2554 นอกจากนี้ ยังต้องรอประเมินสถานการณ์การควบคุมความร้อนของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าฟุคุชิมา ซึ่งได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว จนทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการประกาศภาวะฉุกเฉินทางนิวเคลียร์
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอาจจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 1/2554 หดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งการติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาส ย่อมหมายถึงญี่ปุ่นได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2/2554 น่าจะกลับมาขยายตัว เมื่อกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะปกติ และคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง จากการเร่งพลิกฟื้นความเสียหายของระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ครั้งใหญ่ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าว อาจเป็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อประเด็นด้านเสถียรภาพทางการคลังของญี่ปุ่น ที่ต้องจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อการบูรณะฟื้นฟูความเสียหาย ซึ่งจะยิ่งกระทบต่อสถานะหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่ปัจจุบันสูงถึงกว่าร้อยละ 200 ของจีดีพีอยู่แล้ว
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น อันดับแรกจะเป็นผลจากการหยุดชะงักลงชั่วคราวของระบบขนส่ง และการหยุดการผลิตของบริษัทคู่ค้าในญี่ปุ่น ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงสั้น แต่ในระยะที่ยาวออกไป แม้ในด้านหนึ่งการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคอาจมีการชะลอตัว ตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่ลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่งสินค้าบางกลุ่มอาจได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรกล ตามการทุ่มงบประมาณของรัฐลงมาเพื่อบูรณะฟื้นฟูความเสียหาย ขณะเดียวกัน สินค้าอาหารอาจมีความต้องการเพิ่มขึ้น หากอุปทานผลผลิตในเขต Tohoku ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรสำคัญได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ หลังจากเหตุการณ์คลี่คลายอาจมีความต้องการสินค้ายานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อทดแทนทรัพย์สินที่เสียหาย ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลโดยรวมต่อการส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นในปีนี้น่าจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากประมาณการเดิมที่คาดว่าอาจขยายตัวร้อยละ 10-15
ส่วนผลกระทบในด้านอื่นๆ คาดว่าผลต่อการลงทุนน่าจะไม่มีผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแผนการลงทุนของธุรกิจญี่ปุ่นในไทยเป็นแผนระยะยาว สำหรับผลต่อตลาดนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 6 ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมดนั้น เหตุการณ์ความสูญเสียที่กระทบความรู้สึกของชาวญี่ปุ่น รวมทั้งการชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อาจมีผลต่อการชะลอแผนการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นได้ ส่วนผลกระทบต่อตลาดการเงินนั้น การดึงเงินกลับประเทศของบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่นอกประเทศ และการขายสินทรัพย์ทางการเงินในต่างประเทศของญี่ปุ่น อาจมีผลต่อทิศทางค่าเงินเยนที่จะกลับมาแข็งค่าขึ้น และอาจเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ฯ และค่าเงินบาทในบางช่วงเวลา
จากการประเมินสถานการณ์ ณ ขณะนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าผลกระทบสุทธิจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงของญี่ปุ่นต่อเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ในขอบเขตจำกัด (เนื่องจากอาจมีผลบวกเข้ามาชดเชยกัน) โดยผลกระทบไม่น่าจะเกินร้อยละ 0.1 ของจีดีพีของไทย ซึ่งอาจไม่มีผลให้ต้องเปลี่ยนแปลงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อย่างไรก็ดี พัฒนาการของการควบคุมปัญหาในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากเกิดปัญหากัมมันตภาพรังสีรั่วไหลจนถึงขั้นอันตราย ผลกระทบอาจจะรุนแรงเพิ่มขึ้นทวีคูณ
