The Office@Central World มากกว่าแค่ออฟฟิศ

อาคารกระจกสูงเด่นเป็นสง่ากลางแยกราชประสงค์นั้นก็คือ The Office@ Central World ซึ่งผู้บริหารแห่งเซ็นทรัลพัฒนาต่างหมายมั่นปั้นมือให้ที่นี่เป็น “อาคารสำนักงานอัจฉริยะ หรือ smart office” ที่จะมาเชิดหน้าชูตากรุงเทพฯ ของเรา ให้ทัดเทียมมหานครชั้นนำอย่าง นิวยอร์ก ลอนดอน โตเกียว เป็นต้น

“เมืองสำคัญของโลกต่างก็มี smart office เป็นที่เชิดชูทั้งนั้น” สุทธิเดช จิราธิวัฒน์ ในฐานะรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจ และบริหารโครงการก่อสร้าง เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้อาคารแห่งนี้กลายเป็น smart office

สุทธิเดชขยายความคำว่า “อัจฉริยะ” ของตึก The Office@ Central World มาจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างลงตัว “ส่วนใหญ่ออฟฟิศในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเท่าไรนัก ที่นี่จึงพยายามทิ้ง open space ไว้เป็น public area ให้มากขึ้น”…จึงเป็นที่มาของสระน้ำและสวนหย่อมขนาดย่อมหน้าออฟฟิศ

ความอัจฉริยะทางสถาปัตย์ยังเกิดจากการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างมีประสิทธิภาพด้วยโครงสร้างภายในแบบ Central Core คือแทนที่จะนำเสามาไว้ตรงกลาง ก็เปลี่ยนเป็นเนื้อที่ของส่วนบริการทั้งหมด เช่น ลิฟต์โดยสารและขนของ ห้องเครื่อง ห้องน้ำ และสิ่งจำเป็นอื่นๆ จึงมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

ขณะเดียวกันโถงชั้นล่างที่มีความสูงราวตึก 4 ชั้น ช่วยสร้างความรู้สึกหรูหราอลังการจนทำให้ล็อบบี้แห่งนี้นิยมใช้เป็นสถานที่จัดงานอีเวนต์หรูๆ เก๋ๆ มาแล้วหลายงาน หนึ่งในนั้นก็คือ งานเปิดตัวชุดว่ายน้ำโดยคณะผู้ประกวดมิสยูนิเวิร์สที่เพิ่งผ่านไป โดยบริเวณโถงชั้นล่างนี้สามารถรองรับอีเวนต์ขนาดใหญ่ได้สบาย เพราะผนังเป็นกระจกใสจึงช่วยเชื่อมต่อบรรยากาศของพื้นที่ภายในกับภายนอกให้เข้ากันได้

“มันเป็นความตั้งใจแต่แรกที่เราอยากเว้นพื้นที่ตรงนี้ไว้จัดอีเวนต์ เพราะมองว่าต่อไปอีเวนต์จะเป็นเรื่องสำคัญ และการหาสถานที่โอ่อ่าใจลางเมืองอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย”

นอกจากนี้ ชั้น 45 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดยังเป็นที่นิยมจัดอีเวนต์ฮิพๆ อีกแห่งของตึกนี้ ด้วยความสูงโล่งถึง 4.5 เมตร บวกกับทิวทัศน์กรุงเทพฯ ยามค่ำคืนเป็นฉากหลัง หลายอีเวนต์จึงถูกจัดขึ้นที่นี่ สร้างรายได้ไม่น้อย แต่สุทธิเดชได้วางแผนให้ชั้น 44-45 กลายเป็นที่ตั้งของภัตตาคารหรูขนาดใหญ่ ที่เขาจะปลุกปั้นให้เป็นแหล่งสังสรรค์รื่นเริงของคนในสังคม (ชั้นสูง) และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ควรพลาด

รวมทั้ง ตั้งใจให้เป็นสถานที่จัดอีเวนต์ที่ต้องการความเอ็กคลูซีฟ เป็นส่วนตัว และปลอดภัยสูง เช่น งานเปิดตัวเพชร หรือนาฬิการาคาแพง “อย่างงานเหล่านี้ แขกจะแต่งตัวดีๆ มา เขาอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยถ้าต้องจอดรถใต้ดิน แต่ที่นี่บริเวณที่จอดรถจะมีร้านค้าสว่าง และก็มีการเชื่อมระหว่างลิฟต์แก้วชั้นจอดรถไปสู่ลิฟต์ที่ขึ้นไปชั้น 45 ให้อยู่ในบริเวณเดียวกัน” สุทธิเดชอธิบาย

ด้านเทคโนโลยี อาคารนี้ติดตั้งระบบลิฟต์ทันสมัยล่าสุดที่มีความเร็วสูงมาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ความอัจฉริยะของลิฟต์จะช่วยบริหารเวลาการใช้ลิฟต์ในชั่วโมงเร่งด่วนอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความปลอดภัยด้วยระบบ Access Card ที่ช่วยแจ้งตำแหน่งของลิฟต์ที่จะไปยังชั้นเป้าหมายโดยไม่ต้องแวะไปยังชั้นอื่น (แต่ถ้าระบุชั้นผิดก็จะต้องเสียเวลาลงมาเปลี่ยนข้อมูลใน Access Card ใหม่ที่ล็อบบี้ชั้นล่าง)

“ความสมาร์ทของระบบลิฟต์นี้จะช่วยประหยัดพลังงานและประหยัดเวลา เพราะมันเป็นการ grouping คนที่มีปลายทางเดียวกันไปด้วยกัน”

สุทธิเดชยังกล่าวถึงความอัจฉริยะของออฟฟิศแห่งนี้ว่า “อาคารนี้ใช้กระจกใสเยอะและส่วนของห้องทำงานก็ติดกับกระจก ทำให้ประหยัดพลังงานเพราะจะได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติ และยังทำให้ผู้นั่งทำงานได้มองเห็นวิวภายนอกอีกด้วย” ทั้งนี้ ด้วยระบบเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศที่ช่วยถ่ายเทอากาศภายในอาคาร และปรับอุณหภูมิภายในให้เหมาะสมกับสภาพอากาศภายนอก สุทธิเดชจึงกล้ายืนยันว่าออฟฟิศแห่งนี้จะไม่ร้อนอบอ้าว

อีกปัจจัยที่สุทธิเดชเชื่อว่าไม่อาจมองข้ามสำหรับอาคารสำนักงานที่ดีก็คือ พื้นที่จอดรถที่เพียงพอและการระบายรถที่ดี ซึ่งเขาบอกว่า อาคารจอดรถ 3 ชั้นของ The Office@ Central World ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นพิเศษจะสามารถรองรับรถได้กว่า 7 พันคัน และรองรับปริมาณรถหมุนเวียนรถเข้าออกได้ถึง 35,000 คันต่อวัน

ท้ายสุด สุทธิเดชสรุปว่า องค์ประกอบของ “สมาร์ทออฟฟิศ” ยังต้องอยู่ที่บริษัทที่เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ในอาคารแห่งนี้ด้วย เขาเปรียบอาคารเป็นเสมือนฮาร์ดแวร์ และบริษัทที่เข้ามาอยู่เป็นดั่งซอฟต์แวร์ หากส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ดีก็ย่อมไม่ส่งเสริมเกื้อหนุนซึ่งกัน “เราลงทุนในระบบอัจฉริยะมากมาย ก็เพราะเราหวังว่าตึกนี้จะเป็นศูนย์รวมของบริษัทใหญ่ๆ ชั้นนำที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและต่างประเทศ”

ปัจจุบัน มี “สมาร์ท ซอฟต์แวร์” หลายรายทั้งสัญชาติไทยและต่างชาติที่เข้ามาส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นสมาร์ทออฟฟิศให้กับ The Office@ Central World อย่างเช่น Nestle, MAI, Kim Eng, Ogilvy และเป็นที่ตั้งของ Fashion Trend Center ของโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เป็นต้น

ข้อมูลทั่วไป

ชื่อโครงการ : The Office@ Central World
เจ้าของ : เซ็นทรัลพัฒนา
บริษัทสถาปนิกและวิศวกร : Palmer & Turners (บริษัทของอังกฤษ)
จำนวนชั้น : 45 ชั้น (ชั้น 1 ล็อบบี้ ชั้น 2-3 ร้านค้าและร้านอาหาร ชั้น 6-43 ออฟฟิศ ชั้น 44-45 ภัตตาคารและคลับชั้นดี) อาคารจอดรถชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น
พื้นที่รวม : กว่า 80,000 ตร.ม. (แต่ละชั้นมีเนื่อที่กว่า 2,100 ตร.ม.)
จำนวนผู้เช่า : 80% ของทั้งโครงการ