ปฏิบัติการล่าฝัน ดังข้ามโลก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่ารายการ La Academia เรียลลิตี้โชว์ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของ TV AZTECA หนึ่งในสถานีโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก ซึ่งมีวัฒนธรรมห่างไกลจากบ้านเราจะข้ามน้ำข้ามทะเลมาโด่งดังได้ถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น แต่ปรากฏการณ์คลื่นปฏิบัติการล่าฝันยังสำแดงเดชในอีกหลายประเทศ ภายใต้ชื่อที่แตกต่างกันไป อาทิ Akademi Fantasia ของ Astro มาเลเซีย Akademi Fantasi Indosiar อินโดนีเซีย Fame Academy ของ BBC 1 ลอนดอน อังกฤษ La Academia USA ของสหรัฐอเมริกา ทุกประเทศต่างประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ

Akademi Fantasia นับเป็นรายการเรียลลิตี้โชว์รายการแรกของมาเลเซียเลยทีเดียว และเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ซื้อลิขสิทธิ์นี้มา โดยออกอากาศเมื่อปี 2546 ก่อนเมืองไทย 1 ปี ดังนั้นปีนี้ AF ของมาเลเซียจึงเป็น AF4 แล้วยังแรงไม่หยุด

Akademi Fantasi Indosiar ของอินโดนีเซีย โด่งดังไม่แพ้กัน ปั้นนักล่าฝันออกเทปเป็นทีมมาแล้วถึง 7 อัลบั้ม ภายใต้สังกัดโซนี่มิวสิค

La Academia USA ของสหรัฐอเมริกา เพิ่งเริ่มออกอากาศเมื่อปี 2548 เป็นซีซั่นแรก มีกิมมิกที่ว่าผู้สมัครจะต้องมีเชื้อสายหรือพูดภาษาสเปนได้เท่านั้น เพื่อดึงดูดคนดูที่พูดภาษาสเปนได้ในอเมริกาให้เพิ่มมากขึ้น ผู้สมัครกว่า 5,000 คนถูกคัดเหลือเพียง 30 คน และส่งไปฝึกอย่างเข้มข้นที่เม็กซิโก ก่อนจะเหลือ 18 คนสุดท้ายเข้าสู่รายการต่อไป

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า Academy Fantasia ของไทย ภายใต้การผลิตของยูบีซี เป็นรายการที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น ดำเนินรอยตาม La Academia ของเม็กซิโก ซึ่งสร้างความพออกพอใจให้กับ TV AZTECA ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นอย่างมาก ด้วยการนำภาพคอนเสิร์ตของ AF เมืองไทย ตีพิมพ์เป็นภาพโฆษณารายการ AF เพื่อใช้โปรโมตในงาน Television Asia ซึ่งเป็นงานแฟร์สำหรับให้ผู้ผลิตรายการทีวีแต่ละประเทศมาพบปะเพื่อซื้อหารายการที่ถูกใจไปออกอากาศในประเทศของตนเอง

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Academy Fantasia ประสบความสำเร็จได้นั้น คือ ระยะเวลาการออกอากาศที่ออกอากาศถึง 24 ชม. เหมือนกับ La Academia แต่ที่เม็กซิโกเข้มข้นกว่าไทยมากนัก ด้วยการออกอากาศถึง 2 ช่องด้วยมุมกล้องที่แตกต่างกัน และทุกวันนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ ไม่ได้มี Key Concept เป็นเรียลลิตี้โชว์ 24 ชม. โดยมาเลเซีย ออกอากาศทาง Pay TV หรือทีวีดาวเทียม และอินโดนีเซีย ออกอากาศทาง Free TV เป็นต้น

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจ คือ ความแตกต่างและลูกเล่นของรายการลิขสิทธิ์ที่แต่ละประเทศซื้อไปผลิต โดยจุดเด่นอยู่ที่อังกฤษ ซึ่งได้จัดตั้ง Fame Factory Bursary ซึ่งเป็นกองทุนที่นำรายได้จากการโหวตของผู้ชม มามอบเป็นทุนการศึกษาด้านดนตรี โดยผู้สมัครจะต้องมีอายุระหว่าง 16-30 ปี และทุนเครื่องมือและอุปกรณ์ดนตรี โดยผู้สมัครจะต้องมีอายุระหว่าง 11-15 ปี

ด้านการโหวต แม้ La Academia จะต้องเสียค่าโหวตถึงครั้งละประมาณ 2.50 เหรียญสหรัฐ แต่ดูเหมือนว่าเม็กซิกันชนจะไม่ใส่ใจ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วคงรายการคงไม่อยู่ยั้งยืนยงมาจนขึ้นปีที่ 7 เช่นนี้ และเป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เมืองไทยที่ว่า รายการ Big Brother ที่ออกอากาศที่นั่นไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก

อรรถพล บอกว่า ความสำเร็จที่มีอย่างท่วมท้นของรายการนี้เป็นเพราะรูปแบบของรายการที่มีการวางสเต็ปให้เข้มข้นเหมือนการดูละคร อีกทั้งคนดูได้รับทั้งความเพลิดเพลินจากดนตรี ได้ชื่นชม เฝ้าติดตามพัฒนาการของคนที่ตนเองชื่นชอบ พร้อมๆ กันนั้นยังได้ความรู้จากเทรนเนอร์อีกด้วย