Insight

รายย่อย ‘ญี่ปุ่น’ อาการหนัก! 'ล้มละลาย' ทะลุ 1 หมื่นราย สูงสุดในรอบ 11 ปี จากปัญหาเงินอ่อนค่า-ขาดแคลนแรงงาน

ดูเหมือนไม่ใช่แค่ ร้านราเม็ง ของญี่ปุ่นที่ ล้มละลาย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เป็นบริษัทรายย่อยแทบทั้งประเทศที่แห่กันล้มละลาย จนทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากเจอกับ ต้นทุนที่สูง ปัญหาแรงงาน และไร้ผู้สานต่อธุรกิจ

Tokyo Japan โตเกียว ญี่ปุ่น
ภาพจาก Shutterstock
ดูเหมือนไม่ใช่แค่ ร้านราเม็ง ของญี่ปุ่นที่ ล้มละลาย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เป็นบริษัทรายย่อยแทบทั้งประเทศที่แห่กันล้มละลาย จนทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากเจอกับ ต้นทุนที่สูง ปัญหาแรงงาน และไร้ผู้สานต่อธุรกิจ

โดยจากการสำรวจของ Tokyo Shoko Research บริษัทวิจัยสินเชื่อ เปิดเผยว่า ในปี 2024 มีจำนวนบริษัทที่ล้มละลายในญี่ปุ่นพุ่งถึง 10,006 บริษัท เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง +15.1% ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดในรอบ 11 ปี โดยจำนวน 10,004 บริษัท ที่ล้มละลายเป็น บริษัทขนาดกลาง-เล็ก มีหนี้สินรวมอยู่ที่ 2.34 ล้านล้านเยน ถือว่าลดลง 2.4% จากปี 2023

ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้บริษัทล้มละลายสูงเป็นสถิติเป็นเพราะ ค่าเงินเยนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 37 ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ ต้นทุนการนำเข้าของธุรกิจสูงขึ้น ปัญหา ขาดแคลนแรงงาน ที่หนักขึ้นจากประชากรสูงอายุในญี่ปุ่นที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการนำกฎระเบียบการ ทำงานล่วงเวลา ที่เข้มงวดยิ่งขึ้นมาใช้ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การก่อสร้างและบริการต้องเผชิญกับความตึงเครียดมากขึ้น

นอกจากนี้ มาตรการเลื่อนภาษีพิเศษ ที่นำมาใช้ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ได้ยุติลงในปี 2024 ทำให้ภาระทางการเงินของบริษัทเล็ก ๆ ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

เมื่อแบ่งตามอุตสาหกรรมพบว่า ภาคบริการ รวมถึงร้านอาหาร มีจำนวนการล้มละลายสูงสุดที่ 3,329 ราย เพิ่มขึ้น 13.2% สูงเกิน 3,000 คดีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ตามมาด้วย ภาคก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการปฏิรูปเวลาการทำงาน โดยมีการล้มละลาย 1,924 คดี เพิ่มขึ้น 13.6%

นอกจากนี้ การล้มละลายซึ่งมีสาเหตุจากการ ขาดแคลนแรงงาน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับสูงสุดที่ 289 คดี ในขณะที่การล้มละลายที่เกิดจาก ไม่สามารถหาผู้มาดำเนินกิจการต่อได้ นั้นมีทั้งหมด 462 คดี ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด เช่นกันส่วนจำนวนการล้มละลายเนื่องจาก ภาระทางการเงินที่เกิดจากค่าประกันสังคมและภาษี เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเป็น 176 คดี จาก 92 คดี

Source