“เพราะผู้หญิงอย่าหยุดสวย” จริง ๆ ก็คงไม่ใช่แค่ผู้หญิง แต่ไม่ว่าจะเพศไหน ใคร ๆ ก็อยากทำตัวเองให้ ดูดี ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาด Beauty Multibrand Store ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ผู้บริโภคซื้อเครื่องสำอางผ่านเคาน์เตอร์แบรนด์ในห้างฯ หรือดรักสโตร์ ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาเดินร้านที่รวมสินค้าหลากหลายแบรนด์ไว้ในที่เดียวมากขึ้น เพราะสะดวก มีสินค้าให้ลอง และอัปเดตเทรนด์ไวกว่า ซึ่งในปัจจุบัน มีร้าน Beauty Multibrand Store เยอะมาก จะมีใครบ้าง ไปดูกัน!
EVEANDBOY
EVEANDBOY หนึ่งในผู้นำตลาด beauty multibrand ของไทย โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นร้านเครื่องสำอางเล็ก ๆ ในตึกแถวที่จังหวัดมหาสารคาม เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2548 ก่อตั้งโดยสองพี่น้องคือ คุณอีฟ-สุธาวัลย์ ตราชู และ คุณบอย-หิรัญ ตันมิตร ทายาทร้าน สารคามซูเปอร์มาร์เก็ต ก่อนขยายสู่โมเดล Beauty Superstore ที่รวมทั้งเมคอัพ สกินแคร์ น้ำหอม และอุปกรณ์ความงามไว้ในร้านเดียว
จุดเด่นของ EVEANDBOY คือ "ของครบ โปรแรง และอัปเดตไว" โดยเฉพาะสินค้าไวรัลจาก TikTok หรือ K-Beauty ที่มักเข้าร้านเร็วมาก ทำให้กลายเป็นจุดหมายหลักของสายบิวตี้รุ่นใหม่ ปัจจุบัน EVEANDBOY มีสินค้ากว่า 100,000 SKU จากมากกว่า 1,000 แบรนด์ มีจำนวนสมาชิกกว่า 2.7 ล้านคน โดยในปี 2567 บริษัทรายได้ 4,457 ล้านบาท กำไร 1,071 ล้านบาท ข้อมูลล่าสุด (พฤษภาคม 2568) EVEANDBOY มีทั้งหมด 45 สาขา โดยมีเป้าหมายขยายเป็น 140 สาขาภายในปี 2571

BEAUTRIUM
BEAUTRIUM ก่อตั้งในปี 2555 โดย จิรวุฒิ โรจน์รัตนวลี (CEO) และ อติโรจน์ โรจน์รัตนวลี (CMO) สองพี่น้องทายาทธุรกิจสิ่งทอ BEAUTRIUM เริ่มจากร้านเล็กที่ประตูน้ำ ก่อนย้ายมาที่สยามสแควร์ โดยชื่อ BEAUTRIUM เป็นการนำคำว่า "Beauty" + "Atrium" หมายถึง "อาณาจักรแห่งความงาม" BEAUTRIUM เติบโตอย่างรวดเร็วจากการจับกลุ่ม Gen Z และสาย K-Beauty โดยยึดแนวคิด "Beauty Companion" และ "Cosmetic Equality" หรือทำให้ทุกคนเข้าถึงความงามได้
ที่น่าสนใจคือ BEAUTRIUM มีแบรนด์ไทยบนชั้นวางกว่า 500 แบรนด์ และยอดขายกว่าครึ่งมาจากสินค้าไทย ในปี 2567 BEAUTRIUM มีรายได้ 2,464 ล้านบาท กำไร 442 ล้านบาท โดยข้อมูลล่าสุด (กลางปี 2568) พบว่า BEAUTRIUM มีทั้งหมด 72 สาขา และวางเป้าขยายเป็น 100 สาขาภายในสิ้นปี และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ขยายไปต่างประเทศ เริ่มจากกลุ่ม CLMV โดยเฉพาะเวียดนาม

Sephora
Sephora เป็นบริษัทในเครือ LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton กลุ่มสินค้าลักชูรีอันดับหนึ่งของโลก ดำเนินงานในไทยโดยตรงผ่าน Sephora SEA ซึ่งดูแลตลาดสิงคโปร์ ไทย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย Sephora เปิดสาขาแรกในไทยที่ Siam Center ปี 2013 และเติบโตจนกลายเป็นผู้นำตลาด premium beauty retail
โดย Sephora จะเน้น luxury skincare, niche fragrance และสินค้า exclusive ที่หาไม่ได้ที่อื่น จุดเด่นที่สุดคือร้านค้าแบบเปิดที่อนุญาตให้ลูกค้าสามารถหยิบจับ ทดลองเนื้อสัมผัส สี และกลิ่นของเครื่องสำอางได้เองทุกชิ้นก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้ลูกค้ารู้ว่าแบรนด์ไหนเหมาะกับตัวเองมากที่สุด โดยการให้ลูกค้าทดลองสินค้าจนเกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าเกือบ 50 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน Sephora มีสาขา กว่า 3,000 แห่งใน 35 ประเทศ โดยในไทยมี ทั้งหมด 13 สาขา ทั่วประเทศ

MULTY Beauty
MULTY Beauty ก่อตั้งโดย ไพลิน อึ๊งพลาชัย ที่เกิดจากปัญหาในการหาซื้อคุชชั่นแบรนด์เกาหลีในไทยยาก จึงเห็นโอกาสทางการตลาด โดยเปิด ร้านแห่งแรกในปี 2560 ณ สยามสแควร์ บนพื้นที่ 10 ตารางเมตร เน้นจับกลุ่มลูกค้า K-Beauty Lover อายุ 18-24 ปี
ปัจจุบัน MULTY ถือเป็นศูนย์รวม K-Beauty ที่คัดสรรแบรนด์ดังจากเกาหลีราคาจับต้องง่าย มารวมไว้ในที่เดียว มีสินค้ามากกว่า 400 แบรนด์ แบ่งเป็นแบรนด์เกาหลี 70% ไทยและญี่ปุ่น 30% ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะนักศึกษา โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา MULTY มีรายได้ 314 ล้านบาท ขาดทุน 20 ล้านบาท ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 9-10 สาขา

Konvy
Konvy คือแพลตฟอร์มบิวตี้อีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ก่อตั้งโดย คิงกุ้ย หวง นักธุรกิจชาวจีนที่มีความสนใจด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ โดยเริ่มพัฒนา Konvy ตั้งแต่ปี 2554 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2555 จุดเริ่มต้นมาจากการมองเห็นว่าตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในไทยเฟื่องฟูมาก ประกอบกับประสบการณ์ด้านอีคอมเมิร์ซที่สั่งสมมาจากการทำธุรกิจในอเมริกาและจีน จุดเด่นของ Konvy คือการเป็นศูนย์รวมด้านบิวตี้แบบ One Stop Service ที่นำอินไซต์ลูกค้ามาพัฒนาฟีเจอร์อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะขยายให้บริการแบบออฟไลน์
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จาก 1,000 แบรนด์ มากกว่า 20,000 รายการ และครองส่วนแบ่งตลาดบิวตี้อีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของไทย นอกจากนี้ยังได้รับการระดมทุน Series A มูลค่ากว่า 10 ล้านดอลลาร์จาก Insignia Ventures Partners ด้านรายได้ ปี 2567 มีรายได้กว่า 2,300 ล้านบาท ขาดทุน -32 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม Konvy ตั้งเป้าเป็นสตาร์ทอัประดับยูนิคอร์นภายในปี 2569 และมีแผนขยายสู่ตลาดต่างประเทศอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ปัจจุบัน Konvy มี 4 สาขาในไทย

KIS Beauty Store
KIS เป็น premium beauty store ของ Central Department Store (ภายใต้ Central Retail Corporation) เปิดสาขาแรกที่ CentralWorld ปี 2019 โดยวางตำแหน่งเป็น premium mass beauty เน้นบรรยากาศร้านที่สวย ทันสมัย และคัดสินค้าแบบ curated มากกว่าเน้นปริมาณ
จุดเด่นของ KIS คือ มีสินค้ากว่า 800 แบรนด์ รวมแล้วกว่า 80,000 รายการ จุดเด่นหลักคือการผสมผสานเคาน์เตอร์แบรนด์ไฮเอนด์ (เช่น Chanel, La Mer) เข้ากับแบรนด์ฮิตระดับสตรีท แบรนด์เกาหลี และแบรนด์ไทยยอดนิยม โดยข้อมูล ณ ต้นปี 2568 KIS มีสาขาทั้งหมดกว่า 40 สาขา หลัก ๆ จะอยู่ในห้างเซ็นทรัล และโรบินสัน

LOOKS
LOOKS by Tops ร้านมัลติบิวตี้แบรนด์ในเครือ Central Retail Tops ใช้เวลากว่า 7 ปีในการปั้นโซน LOOKS ขึ้นมาภายในร้าน ก่อนตัดสินใจ Spin-off ออกมาเป็นร้าน Standalone อย่างเต็มตัว จุดเริ่มต้นมาจากการเห็นว่าลูกค้าไม่ได้มองโซน Beauty เป็นแค่จุดซื้อของใช้จำเป็นอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ค้นหาและทดลองสินค้า โดยในปีที่ผ่านมาโซน LOOKS เติบโตถึง 2 หลักเมื่อเทียบกับปีก่อน จุดเด่นคือการการันตีสินค้านำเข้าของแท้ในราคาใกล้เคียงต่างประเทศหรือถูกกว่าร้านหิ้ว และมี Solution Bar ให้ลูกค้าตรวจสอบสภาพผิวและรับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจาก LOOKS Beauty Specialist ประจำร้าน ปัจจุบันโมเดล LOOKS ถูกขยายไปแล้วกว่า 120 สาขาภายใน Tops มีสินค้าเกือบ 20,000 รายการ ส่วน Standalone สาขาแรกเพิ่งเปิดที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พื้นที่ราว 200 ตร.ม. มีสินค้ากว่า 4,000 รายการ พร้อมเป้าขยายให้ครบ 100 สาขาภายในปี 2571

found & found
found & found คือร้านค้าปลีกสุขภาพและความงามของบริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส (ORHW) ในเครือ OR (ปตท.) ภายใต้แนวคิด "SIMPLE. EASY. EVERYSKIN." จุดเริ่มต้นมาจากหลังโควิด-19 ที่ผู้คนหันมาสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น OR จึงเห็นโอกาสและต้องการขยายพอร์ตโฟลิโอออกจากธุรกิจน้ำมัน
จุดเด่นคือการเน้นสินค้านำเข้าจากเกาหลีและญี่ปุ่นในสัดส่วน 35-50% ของพื้นที่ร้าน และใช้จุดแข็งของเครือข่าย PTT Station กว่า 2,200 สถานีและ Café Amazon กว่า 4,600 สาขา ที่มีลูกค้าใช้บริการ 3.3 ล้านรายต่อวัน เริ่มเปิดสาขาแรกในปี 2567 โดยเน้นทำเลเข้าถึงง่ายอย่าง PTT Station และคอมมูนิตี้มอลล์
หลังเปิดมาครบ 1 ปี มีแล้ว 10 สาขาและ 2 จุดจำหน่าย วางแผนขยายเป็น 200 สาขาใน 1-3 ปี และ 500 สาขาภายในปี 2573 พร้อมตั้งเป้ารายได้ 8,000-10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดแฟรนไชส์ด้วย

สู่สงครามของทุนใหญ่ ในปีที่ผ่านมา ตลาดผลิตภัณฑ์ความงาม ของไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 180,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวสู่ระดับประมาณ 290,000 ล้านบาท ภายในปี 2577 แม้ว่าจะเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตมหาศาล แต่ไม่ใช่ตลาดที่ง่ายแน่นอน เพราะที่ผ่านมา มีผู้เล่นหลายรายที่หายหน้าหายตาไปจากตลาดก็เยอะ อย่างเช่น @cosme STORE คือร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติญี่ปุ่น ที่เริ่มจากการเป็นเว็บไซต์รีวิวเครื่องสำอางชื่อดัง ก่อนขยายมาเปิดร้านค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ โดยจับมือกับกลุ่มสยามพิวรรธน์ แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวไป โดยแนวโน้มของตลาดที่จะเห็นได้ก็คือ การตบเท้าเข้ามาของ ทุนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเครือเซ็นทรัล หรือ OR แม้ว่าเจ้าตลาดในปัจจุบันจะเป็นผู้เล่นอิสระอย่าง EVEANDBOY หรือ BEAUTRIUM ก็ตาม จากนี้ทุกเจ้าพยายามแย่งตำแหน่ง destination ของสาย beauty และ self-care ทั้งหมด และการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่เรื่อง ขายเครื่องสำอาง แต่คือการแข่งขันว่าใครจะ ตามเทรนด์ได้ไว ดึงสินค้าไวรัลได้เร็วที่สุด และสร้างประสบการณ์การช้อปที่ดีที่สุด ดังนั้น ต้องรอดูว่าจากการที่มีผู้เล่นใหม่ ๆ ตบเท้าเข้ามา โดยเฉพาะรายใหญ่ จะมีใครที่ต้องหายไปจากตลาดนี้หรือไม่