Insight

‘วิกฤตราคาน้ำมัน’ แค่ด่านแรก สิ่งที่คนไทยกังวลตามมา คือ ของแพง และกลัวตกงาน

‘วิกฤตราคาน้ำมัน’ แม้จะเป็นประเด็นที่คนไทยเครียดและหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ แต่จากข้อมูลของ Wisesight ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye พบว่า ยังมีอีก 3 ประเด็นที่ทำให้คนไทยกังวลมากสุด ได้แก่ ประเด็นที่ 1 ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นโดยรวม เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกว้างที่สุด…

Global,Risk,And,Crisis,Alert,Concept,With,Business,Hand,Holding

‘วิกฤตราคาน้ำมัน’ แม้จะเป็นประเด็นที่คนไทยเครียดและหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ แต่จากข้อมูลของ Wisesight ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye พบว่า ยังมีอีก 3 ประเด็นที่ทำให้คนไทยกังวลมากสุด ได้แก่

ประเด็นที่ 1 ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นโดยรวม

เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกว้างที่สุด ด้วยเอนเกจเมนต์กว่า 4 ล้านครั้ง และ Sentiment เชิงลบสูงกว่า 65% สะท้อนความกังวลของคนไทยต่อราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกเมนู แต่ปริมาณและคุณภาพลดลง, การปรับขึ้นของค่าไฟรอบใหม่ และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้นทุกด้าน ขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิม

ประเด็นที่ 2 ความกังวลเรื่องการถูก Layoff/ตกงาน 

ประเด็นนี้มีเอนเกจเมนต์รวมกว่า 893,067 ครั้ง โดยมี Sentiment เชิงลบสูงถึง 72% ผ่านแฮชแท็ก #ตกงาน #เลิกจ้าง และ #วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งการพูดถึงครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการเปิดโปงพฤติกรรมนายจ้างที่บีบให้พนักงานลาออกเองแทนการเลิกจ้างเพื่อตัดสิทธิ์รับค่าชดเชย ไปจนถึงความกังวลส่วนตัวของผู้คน ที่เริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ โดยหลายคนยอมรับว่ามีเงินสำรองเพียงพอแค่ 1–2 เดือนหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียก็เริ่มเต็มไปด้วยคอนเทนต์ด้านการเงินส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นวิธีเก็บเงิน การฝากเงิน หรือการลงทุนเพื่อเกษียณ สะท้อนให้เห็นความต้องการหาทางออกในภาวะที่ตลาดแรงงานหดตัวและการหางานใหม่ทำได้ยากขึ้น แม้แต่อาชีพอิสระอย่างไรเดอร์และงานขนส่งก็ไม่รอดพ้น เมื่อต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะที่รายได้กลับลดลง

ประเด็นที่ 3 ปัญหาราคาที่อยู่อาศัย/บ้านแพง

ประเด็นนี้มี Sentiment เชิงลบอยู่ที่ 58% สะท้อนถึงความกังวล เช่น ‘การเข้าถึงสินเชื่อ’ ที่หลายคนมีเงินดาวน์ไม่เพียงพอหรือรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด และแม้จะกู้ได้ ภาระผ่อนชำระก็หนักขึ้นตามดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูง ในขณะที่รายได้ยังคงที่

ผลลัพธ์ที่เห็นชัดในโซเชียลคือความรู้สึกสิ้นหวัง คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มมองไม่เห็นเส้นทางที่จะพาตัวเองไปถึงการมีบ้านเป็นของตัวเองได้จริง

คัมภีร์สู้ชีวิตของ 3 เจเนอเรชัน

เมื่อวิกฤตบีบคั้น พฤติกรรมจึงต้องเปลี่ยน โดยแต่ละ Gen กำลังปรับตัวในพายุเศรษฐกิจครั้งนี้

Gen X (อายุ 46–61 ปี): เปลี่ยนโหมดจาก ‘เติบโต’ สู่ ‘ปกป้อง’

80% ของกลุ่ม Gen X ระบุว่ากังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ และสิ่งที่กังวลจริง ๆ ไม่ใช่การอยู่รอด ‘รายวัน’ แต่เป็น ‘ความมั่นคงระยะยาว’ โดยเฉพาะแผนเกษียณที่ต้องเลื่อนออกไป บวกกับภาระของ Sandwich Generation ที่ต้องแบกรับทั้งค่าเทอมลูกและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่สูงวัยไปพร้อมกัน

ทางออกของคนกลุ่มนี้ ยอมตัด ‘ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะทางสังคมลง เช่น การชะลอเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่, งดซื้อสินค้าแบรนด์เนม, ลดทริปท่องเที่ยวหรูหราต่างประเทศ

แต่สิ่งที่ไม่ยอมลดเด็ดขาด ได้แก่ ประกันสุขภาพพรีเมียมของพ่อแม่และตัวเอง ค่าเทอมและการศึกษาของลูก เครือข่ายคอนเนกชันทางสังคมและธุรกิจ เพราะมองเป็น ‘เครื่องมือเดียวที่ทำให้ยังกุมอำนาจต่อรองได้’

นอกจากนี้ยังมีแผนการเงินเชิงรุก เช่น รีไฟแนนซ์หนี้ก้อนใหญ่ เคลียร์พอร์ตการลงทุนที่เสี่ยงสูง สะท้อนการเปลี่ยนโหมดจาก ‘การเติบโต’ สู่ ‘การปกป้องสินทรัพย์’ อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ 20% ของคนกลุ่มนี้ ‘ไม่กังวล’ และมองวิกฤตเป็น ‘โอกาสทอง’ ในการช้อนซื้อสินทรัพย์ราคาถูกจากความเปราะบางของระบบ มากกว่าภัยคุกคาม สะท้อนทัศนคติเชิงรุกและมั่นใจในประสบการณ์ที่ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง

Gen Y (อายุ 30–34 ปี): จัดระเบียบชีวิตใน ‘ระบบที่บิดเบี้ยว’

Gen Y ไม่ได้กังวลเรื่องการอยู่รอดรายวัน แต่กังวลถึงความสามารถในการสร้างอนาคตในระบบที่รู้สึกว่าเอื้อประโยชน์ให้คนรุ่นก่อนมากกว่า วิธีลดภาระทางการเงินที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ การใช้แอปติดตามค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ ใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่าย เปรียบเทียบราคาออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อ ยกเลิก Subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง และหารายได้เสริมผ่านงานฟรีแลนซ์หรือธุรกิจออนไลน์

เมื่อถูกถามว่าหากต้องลดภาระจะเลือกลดอะไรก่อน คำตอบที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดคือ ‘ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะทางสังคม’ และรายการแรกที่พร้อมตัดทิ้งคือ ‘ค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างคอนเทนต์โซเชียล’ เช่น งดเที่ยวเพื่อถ่ายรูป ลดการไปร้านอาหารแพงเพื่อ check-in

รองลงมาคือ Subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง, ชะลอซื้อ Gadget และลดความถี่เดินทางต่างประเทศ สะท้อน Mindset ที่เปลี่ยนจาก ‘ดูดี’ มาเป็น ‘มั่นคง’

สำหรับสิ่งที่ไม่ยอมลดหรือตัดเด็ดขาด

1.การศึกษาและพัฒนาตนเอง

2.ประกันสุขภาพและ Wellness เพราะค่ารักษาพยาบาลสูงมากและการป้องกันดีกว่าการรักษา

3.การสร้างเครือข่ายอาชีพ

4.เงินออมและการลงทุนระยะยาว โดยมองว่า กองทุนฉุกเฉิน 3–6 เดือนคือสิ่งจำเป็น

Gen Z (อายุ 14–29 ปี): เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่

ภาพรวม 57% กังวลกับการใช้ชีวิตเดือนต่อเดือน ตลาดแรงงานท้าทาย หางานตรงสายยาก มองการมีบ้านเป็นเรื่องไกลเกินฝัน ส่วนอีก 43% ไม่กังวลและพร้อมใช้ทักษะออนไลน์ปั่นกระแสข้อมูลสร้างรายได้

สิ่งที่ยอมตัดลดเพื่อรอด คือ การปฏิเสธหนี้สินระยะยาว (ไม่ผ่อนรถ/ไม่ผ่อนคอนโด) เน้นถือเงินสดและรักษาความคล่องตัว มอง ‘อิสรภาพ’ สำคัญกว่า ‘การครอบครอง’

จุดเน้นย้ำ ได้แก่ การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) และใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเครื่องมือทำเงิน

วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2569 นี้ พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า มันไม่ได้หยุดอยู่แค่ปัญหาราคาน้ำมันแพง แต่คือแรงกดดันหลากมิติที่ซ้อนทับกัน จนกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของคนไทยทุกคน ซึ่งไม่ว่าจะเป็น Gen ไหนต่างกำลังดิ้นรนหา ‘จุดสมดุล’ เพื่อเอาชีวิตรอดในพายุที่ยังไม่มีท่าทีจะสงบลงง่าย ๆ