Insight

จาก "วิ่งแลกของ" สู่ "โหนบาร์แลกสินค้า" การตลาดชาเลนจ์สุดไวรัล ที่เล่นกับจิตวิทยาชอบเอาชนะของคนไทย

RUNTRADE-01.jpg

ในอดีตการทำการตลาดของแบรนด์อาจเน้นไปที่การอัดโปรโมชันลดราคา ซึ่งนอกจากจะหั่นกำไร (Margin) ตัวเองแล้ว ยังไม่สามารถสร้าง Brand Loyalty ได้ในระยะยาว

"แบรนด์ยุคใหม่" จึงหันมาดึงความสนใจของผู้บริโภค (Attention Economy) ผ่านกลยุทธ์ “Gamification” หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้กลายเป็นเกมท้าทาย โดยหันมาเล่นกับ “จิตวิทยาชอบเอาชนะ” ของคนไทย ที่ยอมเหนื่อย ยอมอาย แต่ไม่ยอมแพ้!

จาก "วิ่งแลกของ" เควสต์ระยะยาวของคนอยากชนะใจตัวเอง

จุดเริ่มต้นของเทรนด์นี้เติบโตมาจากกระแส “วิ่งแลกของ” (Virtual Run / Fitness Challenge) ที่เปลี่ยนกิจวัตรการออกกำลังกายน่าเบื่อ ๆ ให้กลายเป็น "เควสต์ (Quest)" ในเกม

ทั้งนี้ พฤติกรรมของคนยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่สุขภาพที่ดี แต่ต้องการ Instant Gratification หรือความสำเร็จที่จับต้องได้ในทันที ทำให้กระแสวิ่งแลกของไวรัลบนโซเชียลมีเดีย อาทิ

-วิ่งแลกไอเทมแฟชั่น/บิวตี้ ตั้งแต่วิ่งแลกแว่นตา, วิ่งแลกสปา, วิ่งแลกคอร์สนวด/กายภาพ

-วิ่งแลกทำสวย ชาร์เลนจ์ยอดฮิตอย่างวิ่งสะสมระยะเพื่อแลกฉีดโบท็อกหรือบูสต์ผิวใส

ขณะที่ Social Currency จากเหรียญรางวัลลิมิเต็ดหรือเสื้อวิ่งจากงานวิ่งต่าง ๆ กลายเป็น "เหรียญตราแห่งความภูมิใจ" บนโลกออนไลน์ที่ใช้อวดไลฟ์สไตล์แบบโปรดักทีฟ

69026.jpg

แคมเปญบียอนด์กว่าเดิม เกิดชาเลนจ์หลุดโลกหน้าร้าน

เมื่อจังหวะวิ่งแลกของเริ่มเสถียร และกระแสรักสุขภาพโตต่อเนื่อง แบรนด์ค้าปลีกจึงย่อส่วนชาร์เลนจ์มาอยู่หน้าร้าน กลายเป็นกิจกรรมชวนลูกค้ามา "ออกแรง" หรือ "ร่วมสนุก" แลกของรางวัลทันที จนสร้างเสียงหัวเราะและกลายเป็นไวรัลเต็มฟีด TikTok และ Instagram เช่น

-i wanna eat yoggurt แบรนด์โยเกิร์ตน้องใหม่ที่ท้าลูกค้าให้ “โหนบาร์” ตามเวลาที่กำหนดเพื่อแลกไอศกรีมโยเกิร์ตฟรี ปลุกสัญชาตญาณความใจสู้ของคนไทย

-ยืดเปล่า (Yuedpao) เล่นใหญ่ให้ลูกค้าทำท่ายืดขาหรือฉีกขาเพื่อรับส่วนลด ตอกย้ำฟังก์ชันความยืดหยุ่นของเนื้อผ้าผ่านประสบการณ์ตรงที่เจ็บจริง (แต่คุ้ม!)

-Potato Corner ชวนผู้บริโภคมาบีบสกุชชี่คลายเครียดหน้าร้านเพื่อแลกเฟรนฟรายส์ฟรี (เมื่อซื้อสินค้าใดก็ได้ขนาดใหญ่สุด) เปลี่ยนพลังลบให้กลายเป็นความสนุกและอิ่มท้อง

69027.jpg

แบรนด์ได้อะไร? มากกว่ายอดขายคือ “ความทรงจำ”

ทั้งนี้ สิ่งที่แบรนด์ได้รับกลับมาจากการลงทุนในชาร์เลนจ์เหล่านี้ มีมูลค่าสูงกว่าเม็ดเงินโฆษณาแบบเดิมหลายเท่า

1.โรงงานผลิต UGC (User-Generated Content)

ลูกค้าที่ร่วมกิจกรรมพร้อมใจกันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปและแชร์ต่อโดยที่แบรนด์ไม่ต้องจ้าง กลายเป็นคอนเทนต์ที่ดูเรียลและจริงใจ

2.Experiential Marketing แบบโดนเส้นคนไทย

การตลาดผ่านการลงมือทำ สร้างการจดจำแบรนด์ได้ลึกซึ้งกว่า ลูกค้าอาจจะลืมป้ายโฆษณาที่เดินผ่าน แต่จะไม่ลืมวันที่ตัวเองไปยืนโหนบาร์หรือฉีกขาหน้าร้านแน่นอน

3.ดึงคนลงหน้าร้านเพิ่มทราฟฟิก

ท่ามกลางยุค E-commerce กิจกรรมเหล่านี้คือแม่เหล็กชั้นดีในการดึงคนออกจากบ้าน และเมื่อลูกค้าได้รางวัลหรือส่วนลดแล้ว มักจะเกิดพฤติกรรมการซื้อสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติมในร้านตามมา

69024.jpg