แต่ไม่นานมานี้ แบรนด์กลับตกเป็นข่าวใหญ่ เมื่อมีกระแสว่าค้างจ่ายเงินเดือนพนักงานนานถึง 6 เดือน ก่อนที่ผู้บริหารจะออกมายอมรับว่า บริษัทกำลังประสบปัญหากระแสเงินสด พร้อมยืนยันว่าต้นเหตุไม่ได้เกิดจากยอดขายตก หากแต่เป็นความผิดพลาดในการบริหารต้นทุนและระบบบัญชีต้นทุน โดย Positioning จะพาไปสรุปเรื่องราวทั้งหมด พร้อมบทเรียนสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคนควรรู้
จุดเริ่มต้นของ "เนื้อแท้"
แบรนด์ "เนื้อแท้" ถือกำเนิดจาก วีรชน ศรัทธายิ่ง (โต) และ นภศูล รามบุตร (ตาล) ที่มีความหลงใหลในการรับประทานเนื้อวัวคุณภาพ และร่วมกันก่อตั้ง บริษัท คอมพานี บี จำกัด ในปี 2557 เริ่มต้นจากการผลิตเนื้อวัวแบบ Dry Aged ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกของไทย ก่อนต่อยอดสู่ร้านอาหาร
ร้านแรกคือ The Beef Master ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ก่อนพัฒนาเมนูให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น จนกลายเป็นแบรนด์ "เนื้อแท้" ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบัน บริษัทมีธุรกิจ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ร้านอาหาร ธุรกิจเนื้อสด ธุรกิจแคเทอริ่ง และอาหารแปรรูป ภายใต้หลายแบรนด์ เช่น เนื้อแท้, เนื้อแท้ Wok, The Beef Master, เซียนเตี๋ยว, พัน ละ วัน และ เนื้อแท้ Butchery รวมกว่า 45 สาขา
Timeline ดราม่า
- ต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ข่าวลือแพร่สะพัดว่าร้านอาหารชื่อดังที่เน้นขายเนื้อ ค้างจ่ายเงินเดือนพนักงานนานถึง 6 เดือน และบางรายได้รับเงินเพียงประมาณ 6% ของเงินเดือนที่ควรได้รับ
- กระแสสังคมพุ่งเป้ามาที่ "เนื้อแท้" หลังพบว่าบางสาขาปิดให้บริการชั่วคราว และช่องทางโซเชียลของแบรนด์เงียบผิดปกติ
- 10 กรกฎาคม นภศูล รามบุตร ผู้ร่วมก่อตั้ง ให้สัมภาษณ์กับ News1 ยอมรับว่าบริษัทกำลังประสบปัญหากระแสเงินสดจริง พร้อมยืนยันว่าจะทยอยจ่ายเงินเดือนครบภายในสิ้นเดือน
- 11 กรกฎาคม บริษัทออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าปัญหาเกิดจากความผิดพลาดในการคำนวณต้นทุน พร้อมระบุว่าได้รับเงินทุนก้อนใหม่เข้ามาเสริมสภาพคล่อง และจะทยอยชำระเงินเดือนที่ค้างทั้งหมดภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม รวมถึงทยอยเปิดสาขาที่ปิดชั่วคราวกลับมาให้บริการ
ส่องผลประกอบการ "เนื้อแท้"
ข้อมูลจากงบการเงินของ บริษัท คอมพานี บี จำกัด พบว่า
- 2563 รายได้ 202.7 ล้านบาท ขาดทุน 11.2 ล้านบาท
- 2564 รายได้ 216.5 ล้านบาท ขาดทุน 62.2 ล้านบาท
- 2565 รายได้ 333 ล้านบาท กำไร 2.3 ล้านบาท
- 2566 รายได้ 504 ล้านบาท กำไร 13 ล้านบาท
- 2567 รายได้ 635 ล้านบาท กำไร 16 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า รายได้ของบริษัทเติบโตต่อเนื่องทุกปี ขณะที่กำไรเริ่มกลับมาเป็นบวกในช่วง 3 ปีหลัง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงสัดส่วน จะพบว่ากำไรสุทธิยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับรายได้ สะท้อนว่าธุรกิจมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของบริษัทที่ระบุว่า ปัญหาหลักเกิดจากความผิดพลาดในการคำนวณต้นทุน ไม่ใช่ยอดขายที่ลดลง
ก่อนเกิดดราม่า บริษัทเองยังประกาศเป้าหมายเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วงปี 2569-2570 พร้อมตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500-1,800 ล้านบาท
คำนวณต้นทุนผิด...ทำไมถึงกลายเป็นปัญหาใหญ่
ในธุรกิจร้านอาหาร การคำนวณต้นทุนผิดไม่ได้หมายถึงเพียงการบันทึกบัญชีคลาดเคลื่อน แต่ยังอาจหมายถึงการตั้งราคาที่ไม่ครอบคลุมต้นทุนจริง ประเมินต้นทุนวัตถุดิบต่ำเกินไป หรือมองข้ามค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าแพ็กเกจจิ้ง และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
ผลลัพธ์คือ แม้ยอดขายจะเติบโตต่อเนื่อง แต่กำไรที่แท้จริงอาจน้อยกว่าที่คิด หรือบางเมนูอาจขาดทุนทุกครั้งที่ขาย โดยที่ผู้บริหารไม่ทันสังเกต จนท้ายที่สุดกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจ
ขายดี มีกำไร ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เจ๊ง
สิ่งที่ทำให้กรณีของ "เนื้อแท้" แตกต่างจากหลายกรณีที่ผ่านมา คือการที่ผู้บริหารออกมายอมรับตรงไปตรงมาว่า ปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากยอดขายลดลง หรือกำลังซื้อหดตัว แต่เกิดจาก ความผิดพลาดในการคำนวณต้นทุน
และถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการว่า ยอดขายที่เติบโต หรือกำไรในงบการเงิน ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะปลอดภัยเสมอไป
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) เพราะในโลกธุรกิจ กำไรทางบัญชีไม่ได้แปลว่าเงินสดอยู่ในมือเสมอ หากเงินสดไหลออกเร็วกว่าที่ไหลเข้า ไม่ว่าจะเกิดจากการคำนวณต้นทุนผิด การตั้งราคาที่ไม่เหมาะสม หรือภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจก็อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องได้
ท้ายที่สุดแล้ว กรณีของ "เนื้อแท้" จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การขายไม่ได้ แต่คือการขายดีจนคิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย ทั้งที่เบื้องหลังเงินสดกำลังค่อย ๆ ร่อยหรอ เพราะหากบริหารต้นทุนและกระแสเงินสดผิดพลาด ต่อให้มีลูกค้าเต็มร้าน ธุรกิจก็อาจเดินมาถึงวันที่ไปต่อได้ยากเช่นกัน