คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งจะเป็นการประชุมรอบสุดท้ายของปีนี้ หลังจากที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่องร้อยละ 0.25 ต่อครั้งในการประชุม 12 รอบหลังสุด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย Fed Funds ของสหรัฐฯ ปรับขึ้นจากร้อยละ 1.00 มาเป็นร้อยละ 4.00 ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เฟดจะยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds อีกร้อยละ 0.25 มาที่ร้อยละ 4.25 ในการประชุมวันที่ 13 ธันวาคมนี้ โดยปัจจัยสนับสนุนการคาดการณ์ดังกล่าว สามารถสรุปได้ดังนี้
ปัจจัยสนับสนุนการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด
• ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯยังมีทิศทางการขยายตัวที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง นับตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนจนถึงขณะนี้ การเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ ของสหรัฐฯส่วนใหญ่จะมีทิศทางการปรับตัวที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง อาทิ
- ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี : เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวถึงร้อยละ 4.3 (q-o-q annualized) ในไตรมาส 3/2548 (ตัวเลขจากการทบทวนครั้งที่สอง) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.8 ตามการเปิดเผยข้อมูลในครั้งแรก และเทียบกับร้อยละ 3.8 และร้อยละ 3.3 ในไตรมาสแรกและไตรมาส 2/2548 โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายผู้บริโภคและการใช้จ่ายของรัฐบาล
- ภาคการผลิตและภาคการบริการ : จากการเปิดเผยของสถาบันจัดการด้านอุปทาน ISM (Institution for Supply Management) ดัชนีภาคการผลิต มีระดับ 58.1 ในเดือนพฤศจิกายน ลดลงเล็กน้อยจาก 59.1 ในเดือนตุลาคม ขณะที่ดัชนีภาคการบริการ อยู่ที่ระดับ 58.5 ในเดือนพฤศจิกายน ลดลงเล็กน้อยจาก 60.0 ในเดือนตุลาคม โดยแม้ว่าดัชนีทั้งสองจะปรับลดลงเล็กน้อยเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า แต่ดัชนีก็ยืนเหนือระดับ 50 ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
- ตลาดแรงงาน : ภายหลังภัยธรรมชาติจากพายุ ตลาดแรงงานของสหรัฐฯได้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง โดยการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 2.15 แสนตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน เทียบกับที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.7 และ 4.4 หมื่นตำแหน่งในเดือนกันยายนและตุลาคม ตามลำดับ ซึ่งในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2548 เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 1.67 แสนตำแหน่งต่อเดือน
- ตลาดอสังหาริมทรัพย์ : ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯยังคงขยายตัว โดยแม้ว่าในเดือนตุลาคม ยอดขายบ้านมือสองจะหดตัวลงร้อยละ 2.7 จากเดือนที่แล้ว แต่ยอดขายบ้านใหม่กลับขยายตัวได้มากถึงร้อยละ 13 จากเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้นมาที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.424 ล้านหน่วย สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
•อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ภายในกรอบที่ดูแลได้ของเฟด ภายหลังผ่านพ้นภัยธรรมชาติจากพายุซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3/2548 ที่อ่าวเม็กซิโกในสหรัฐฯ ราคาน้ำมันตลาดโลกได้ทยอยปรับตัวลดลงตามลำดับ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลงจากค่าเฉลี่ยประมาณ 62.9 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลในเดือนกันยายน มามีค่าเฉลี่ยประมาณ 58.6 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลในเดือนตุลาคม ส่งผลตามมาให้ภาวะเงินเฟ้อโดยรวมในเดือนตุลาคมของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงจากเดือนกันยายน ดังจะเห็นได้จาก
- อัตราเงินเฟ้อทางด้านผู้บริโภค (CPI Inflation) : ในเดือนตุลาคม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 4.3 (y-o-y) ชะลอตัวลงจากร้อยละ 4.7 ในเดือนกันยายน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน อยู่ที่ร้อยละ 2.1 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 2.0 ในเดือนกันยายน
- อัตราเงินเฟ้อทางด้านผู้ผลิต (PPI Inflation) : ในเดือนตุลาคม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับสินค้าขั้นสุดท้าย (Finished Goods) อยู่ที่ร้อยละ 5.9 ลดลงจากร้อยละ 6.7 ในเดือนกันยายน ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ร้อยละ 2.0 ลดลงเช่นกันจากร้อยละ 2.5 ในเดือนกันยายน
- อัตราเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคาการใช้จ่ายผู้บริโภค (PCE Inflation) : ในเดือนตุลาคม อัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ร้อยละ 3.3 ชะลอลงจากร้อยละ 3.7 ในเดือนก่อน เช่นเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งเป็นตัวแปรที่เฟดมักจะใช้ประกอบการพิจารณาการดำเนินนโยบายการเงิน อยู่ที่ร้อยละ 1.8 ลดลงจากร้อยละ 2.0 ในเดือนกันยายน โดยยังคงอยู่ในกรอบร้อยละ 1.5-2.0 ซึ่งเฟดยังไม่จำเป็นต้องกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อมากนัก
- อัตราเงินเฟ้อที่วัดจากต้นทุนแรงงานต่อหน่วย (Unit Labor Costs) : ในไตรมาส 3/2548 ต้นทุนแรงงานต่อหน่วย หดตัวร้อยละ 1.0 เทียบกับที่หดตัวลงร้อยละ 1.2 ในไตรมาสก่อนหน้า บ่งชี้ว่า แรงกดดันเงินเฟ้อทางด้านตลาดแรงงานยังไม่เพิ่มสูงขึ้นมาก
• ตลาดล่วงหน้าได้มีการปรับตัวตอบรับต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ของเฟดในการประชุมครั้งนี้ไปแล้วอย่างเต็มที่ จากการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ล่วงหน้า หรือ Fed Funds Futures ได้บ่งชี้ว่า ตลาดมีการตอบรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ของเฟดในการประชุมรอบสุดท้ายของปีในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ไปแล้วอย่างเต็มที่หรือร้อยละ 100 ในขณะที่ตลาดคงจะรอการเปิดเผยแถลงการณ์หลังการประชุมซึ่งจะบ่งชี้ถึงมุมมองของเฟดที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯโดยรวม เพื่อที่จะคาดการณ์ถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายของเฟดในระยะต่อไป
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ปี 2549
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า เสถียรภาพทางด้านเงินเฟ้อและการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สนับสนุนให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ จะยังคงเป็นเป้าหมายหลักสำหรับการตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ของเฟดต่อไปในปี 2549 ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (consensus forecasts) ที่เปิดเผยโดย Blue Chip Financial Forecasts ในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากร้อยละ 3.7 ในปี 2548 มาเป็นร้อยละ 3.5 ในปี 2549 อันเป็นผลจากการชะลอตัวลงของการใช้จ่ายผู้บริโภค ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI Inflation) ก็มีแนวโน้มจะลดลงจากค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.5 ในปี 2548 มามีค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.2 ในปี 2549 ตามแนวโน้มราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับ จากการที่เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่องด้วยขนาดรวมร้อยละ 3.25 จากร้อยละ 1.00 เป็นร้อยละ 4.25 ณ ปลายปี 2548 (รวมการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2548 ไปแล้ว) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวก็นับว่าน่าจะเข้าใกล้ระดับที่มีความเป็นกลาง หรือระดับที่มีความเหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและไม่ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า เฟดน่าจะใกล้เสร็จสิ้นนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่นานนักจากขณะนี้ โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ของสหรัฐฯ อาจจะขยับขึ้นไปที่ระดับสูงสุดที่ร้อยละ 4.75-5.00 ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2549 ก่อนที่เฟดจะตัดสินใจหยุดนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เข้มงวดมากขึ้นโดยให้อัตราดอกเบี้ย Fed Funds ทรงตัวที่ระดับสูงสุดไปจนกระทั่งปลายปี 2549 ในกรณีที่เศรษฐกิจสหรัฐฯไม่มีสัญญาณการชะลอตัวลงมากกว่าคาด โดยปัจจัยที่คาดว่าจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่ยังต้องติดตาม คงจะได้แก่
- สถานการณ์ด้านพลังงาน : ตามการคาดการณ์ของ EIA (Energy Information Administration) ล่าสุดในวันที่ 6 ธันวาคม 2548 ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI Crude) อาจมีค่าเฉลี่ยทั้งปี 2549 ที่ประมาณ 63.33 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 56.54 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลในปี 2548 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นต่อปีประมาณร้อยละ 12.0 ชะลอตัวลงจากอัตราการเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 36.4 ในปี 2548 จากปี 2547 ทั้งนี้ หากเป็นไปตามที่คาด แนวโน้มราคาน้ำมันที่มีเสถียรภาพมากขึ้น น่าจะเป็นผลดีต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยจำกัดการชะลอลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯในปี 2549
- ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ : การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับผลบวกจากอัตราดอกเบี้ยกู้จดจำนอง (mortgage rate) ที่มีระดับต่ำและราคาบ้านที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง นับว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯในปี 2548 แต่ในปี 2549 นั้น อัตราดอกเบี้ยที่มีระดับสูงขึ้น และการขยายตัวของราคาบ้านที่น่าจะชะลอตัวลง อาจมีผลกระทบในเชิงลบต่อภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์และแนวโน้มการใช้จ่ายผู้บริโภคของสหรัฐฯ
- การดำเนินนโยบายของประธานเฟดคนใหม่ : การส่งผ่านตำแหน่งประธานเฟดในช่วงต้นปี หลังนายอลัน กรีนสแปน จะหมดวาระลง และนายเบน เบอร์นันเก้ จะเข้ามารับตำแหน่งแทนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไป นับว่าเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามว่าประธานเฟดคนใหม่จะดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยโดยให้น้ำหนักกับเป้าหมายใดเป็นหลัก ซึ่งการส่งสัญญาณของเฟดในแต่ละครั้งมักจะมีอิทธิพลต่อการปรับตัวของตลาดเสมอไม่มากก็น้อย
ทั้งนี้ ในกรณีเลวร้ายที่เศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัวลงอย่างรุนแรง โดยอาจเกิดภาวะฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ หรือราคาน้ำมันไม่มีเสถียรภาพตามที่คาด ก็มีความเป็นไปได้ว่าเฟดอาจจะจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงปลายปี 2549 หลังจากที่อัตราดอกเบี้ย Fed Funds ได้ขึ้นไปที่ระดับสูงสุดที่ร้อยละ 4.75-5.00 ภายในครึ่งแรกของปี
ผลกระทบ
สำหรับผลกระทบจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ในปี 2549 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในกรณีพื้นฐานที่เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงไม่รุนแรงไปกว่าที่คาด (ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นมากกว่า) การเสร็จสิ้นนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจจะเพิ่มความเข้มงวดในนโยบายการเงินมากขึ้น ตลอดจน แนวโน้มการปรับเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบอัตราแลกเปลี่ยนของทางการจีน ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจจะทำให้เงินดอลลาร์ฯมีแนวโน้มปรับตัวอ่อนค่าลงในปี 2549 หลังจากที่เงินดอลลาร์ฯปรับแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 17.3 และ 14.7 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนธันวาคม 2548 เมื่อเทียบกับเงินเยนและเงินยูโร ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยบวกที่ลดจำนวนลงสำหรับเงินดอลลาร์ฯ อาจทำให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักมากขึ้นกับปัญหาพื้นฐานเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาลของสหรัฐฯอีกครั้ง (Twin Deficits) นั่นก็จะยิ่งกดดันเงินดอลลาร์ฯให้อ่อนค่าลงไปจากเดิมอีก
ทั้งนี้ แนวโน้มเงินดอลลาร์ฯที่อ่อนค่าลงดังกล่าว หรือเงินบาทที่มีแนวโน้มปรับแข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบ อาจจะมีผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของภาคการส่งออกไทย ในขณะที่ การเสร็จสิ้นนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น คงจะช่วยผ่อนคลายข้อกังวลต่อการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิของไทยลงไปได้บ้าง เพราะค่าผลต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจากที่ติดลบกลับมามีค่าเป็นบวก หากธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง