หลังการเปิดตลาดในช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม ดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะระดับที่ประมาณ 714-715 จุด หลังจากที่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม ดัชนีได้ปรับตัวลดลงไปปิดที่ 701.03 จุด ซึ่งถือเป็นระดับปิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2548 ซึ่งปิดที่ 698.95 จุด โดยในตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลดลงอย่างมากถึงกว่าร้อยละ 10.4 หรือคิดเป็นการปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบจาก ณ.สิ้นเดือน เมษายน ซึ่งส่งผลให้ดัชนีสูญเสียแรงบวกที่เคยทำไว้ในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่ต้นปี 2549 โดยปรับตัวลงไปร้อยละ 1.78 เมื่อเทียบจากระดับปิด ณ.สิ้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สาเหตุที่ดัชนีปรับตัวลงค่อนข้างแรงนั้น มาจากการขายสุทธิอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่สูงถึงประมาณ 3.35 หมื่นล้านบาทในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือสูงกว่า 3.03 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นเดือน พฤษภาคม เป็นต้นมา (ส่งผลให้ยอดการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม อยู่ที่ 8.18 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันมียอดขายสุทธิที่ 6.16 และ 2.02 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ)
อย่างไรก็ตาม การปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกล้วนแล้วแต่มีการปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน โดยในช่วงก่อนหน้านั้น ตลาดหุ้นของหลายประเทศได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากนับจากช่วงต้นปี เช่น ดัชนี DJIA ของสหรัฐฯซึ่งได้ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 ปีและดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีซึ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตลอดจน ดัชนี NIKKEI ของญี่ปุ่นได้ปิดที่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 ปีเมื่อต้นเดือน เมษายน จึงส่งผลให้คาดว่านักลงทุนต่างชาติ เช่น กองทุนต่างๆ ได้อาศัยจังหวะตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯมีการรายงานตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าความคาดหมาย และก่อให้เกิดการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯอาจจะปรับขึ้นนานกว่าที่คาดไว้เป็นการขายทำกำไรที่ได้รับจากการลงทุนในตลาดหุ้น พร้อมทั้งมีการโยกเงินลงทุนไปยังตลาดพันธบัตรซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า นอกจากนั้น การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นยังมาจากปัจจัยอื่นๆ เช่น การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนเพื่อรอซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นของ Bank of China ซึ่งจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงในต้นเดือนหน้า และหุ้นของ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ซึ่งจะจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ สิ้นเดือนนี้ ก็มีส่วนทำให้เกิดการขายหุ้นออกมา
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้พิจารณาการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นที่สำคัญ เช่น ดัชนี DJIA ของสหรัฐฯ ดัชนี NIKKEI ของญี่ปุ่น และดัชนี SET Index ของไทยนับตั้งแต่ต้นปี โดยปรับให้ระดับปิด ณ.วันที่ 30 ธันวาคม 2548 ของแต่ละดัชนีเป็นระดับฐาน (=100) เพื่อให้สะดวกในการเปรียบเทียบ แล้วพบว่า ดัชนี SET มีการเคลื่อนไหวไปกับดัชนี NIX และดัชนี DJIA รวมทั้ง มีการแกว่งตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือน พฤษภาคม เป็นต้นมา
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของ SET Index ยังสอดคล้องกับความผันผวนของค่าเงินบาท โดยในช่วงที่ผ่านมา การคาดการณ์ที่ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงไป จากปัญหาการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ตลอดจน วัฎจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯที่ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดในขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในภูมิภาคเอเชียยังคงดำเนินต่อไป อีกทั้ง แนว โน้มการแข็งค่าของเงินหยวนของจีน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ค่าเงินสกุลต่างๆในภูมิภาคเอเชียปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน และการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศต่างๆในเอเชียจะยังคงมีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ได้ส่งผลให้มีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในเอเชียเพื่อเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และกลายเป็นปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ช่วยหนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นและค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะเผชิญกับแรงขายอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาตินั้น ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นไปถึงร้อยละ 9.64 ส่วนเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นถึงร้อยละ 7.7 จากระดับ ณ.ต้นปี แต่ ณ.วันที่ 25 พฤษภาคม เงินบาทแข็งค่าในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯที่ร้อยละ 5.8 อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นไปในอัตราที่มากที่สุด เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆในภูมิภาค
สำหรับแนวโน้มของตลาดหุ้นในช่วงที่ยังเหลือของปีนี้นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ว่าบรรยากาศในการลงทุนขณะนี้จะยังคงไม่ดีนัก จากการขาดปัจจัยบวกที่ชัดเจนและแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ แต่ยังคงมีความเป็นไปได้ที่ในระยะต่อไปจะมีกระแสเงินลงทุนไหลเข้ามาในเอเชียอีกรอบหนึ่งเหมือนดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา จากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน คาดว่าจะยังมีการขยายตัวในระดับสูง ตลอดจน เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่น่าจะฟื้นตัวขึ้นจากในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนแนวโน้มของค่าเงินและตลาดหุ้นในภูมิภาคด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ มูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติในรอบใหม่นั้น จะเข้ามายังตลาดหุ้นไทยมากหรือน้อยเพียงใด และจะมีส่วนช่วยหนุนการปรับตัวของตลาดหุ้นไทยให้สามารถปิดเพิ่มขึ้นได้จากในปีที่ผ่านมาหรือไม่นั้น คงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยแนวโน้มของตลาดหุ้นนับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป อาจจะได้รับปัจจัยบวก จาก
? การที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีราคาค่อนข้างต่ำ จึงน่าจะเป็นโอกาสในการกลับเข้าซื้ออีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งค่า P/E ของตลาดหุ้นไทยยังคงต่ำเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค ในขณะที่มี Dividend Yield ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยที่จูงใจให้ นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุน โดยค่า P/E ของตลาดหุ้นไทย ณ.สิ้นเดือน เมษายน อยู่ที่ประมาณ 9.4 ขณะที่ Dividend Yield ร้อยละ 4.17
? อีกทั้ง ปัจจัยลบหลายประการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ได้เป็นที่รับรู้ของนัก ลงทุนในตลาดหุ้น และสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นบ้างแล้ว หากว่า ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไม่รุนแรงเกินกว่าระดับที่คาดไว้ ก็น่าจะทำให้ความเสี่ยงจากการปรับตัวลดลงของดัชนีในอนาคต (Down side risk) เป็นไปอย่างจำกัด
? ความเป็นไปได้ที่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจอาจจะมีการคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น มีการเลือกตั้งเสร็จสิ้นและจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ การปรับตัวของราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าคาดการณ์ไว้ การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่เหลือของปีเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย ตลอดจน การส่งออกซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจสามารถมีการขยายตัวในระดับที่สูง
อย่างไรก็ตาม แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติอาจจะถูกจำกัดด้วยความวิตกกังวลเกี่ยว กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย เช่น
? การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ยังเหลือของปีนี้ ที่คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัว ที่ชะลอลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการขยายตัวที่ลดลงจากร้อยละ 5.3 ในไตรมาสแรก สู่ร้อยละ 3.5-4.5 ในไตรมาสอื่นๆที่ยังเหลือของปีนี้ อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน จากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศ
? นอกจากนั้น ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความล่าช้าของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล แผน การลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ และกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ
? แนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ฯในช่วงที่ยังเหลือของปีนี้ที่ น่าจะเป็นไปในอัตราที่ลดลงจากช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการที่เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นไปในอัตราที่ค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆในภูมิภาค โดยแข็งค่าขึ้นไปแล้วร้อยละ 5.8 นับตั้งแต่ต้นปี (เงินบาทอยู่ที่ 38.385 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ.วันที่ 25 พฤษภาคม) รองลงมาได้แก่ เงินวอนของเกาหลีใต้ (แข็งค่าขึ้นร้อยละ 5.4) และเงินดอลลาร์ฯสิงคโปร์ (แข็งค่าขึ้นร้อยละ 4.2) คาดว่าแนวโน้มการปรับตัวของเงินบาทในระยะต่อไป คงจะเผชิญกับแรงกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงในปีนี้ โดย Consensus Forecasts ได้คาดการณ์ว่า เงินบาทน่าจะมีระดับปิด ณ.สิ้นปี 2549 ที่ประมาณ 37.81 บาทต่อดอลลาร์ฯ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการถือครองเงินบาทลดลง และเป็นการลดความน่าสนใจในการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระดับหนึ่ง
? แนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ทั้งนี้ การเข้าซื้อขาย เพื่อเก็งกำไรราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก เช่น ทองคำ และทองแดง ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมา นอกจากนั้น ราคาน้ำมันยังคงได้รับปัจจัยลบจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดจากโครงการนิวเคลียร์ในประเทศอิหร่าน ซึ่งราคาที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทจดทะเบียน และแนวโน้มผลกำไรของบริษัทในที่สุด
ถึงแม้ว่า มีแนวโน้มที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้ โดยได้รับ อานิสงส์จากส่วนหนึ่งของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่คาดว่าจะไหลกลับเข้ามาสู่ภูมิภาคในรอบใหม่ก็ตาม แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับตัวของดัชนีในอนาคตจะยังมีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยคาดว่า ดัชนีอาจจะยังคงได้รับแรงกดดันจากการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน โดยมีแรงซื้อกลับเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลง สลับกับแรงขายเพื่อทำกำไรออกมาเป็นระยะๆ เนื่องจากตราบใดที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนให้น้ำหนักอย่างมากในการตัดสินใจลงทุนระยะยาวยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนต่างๆ ตามที่กล่าวถึงในข้างต้น ก็ย่อมจะเป็นการลดความสนใจในการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนต่างชาติได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มของดัชนี ณ.สิ้นปีนี้ ยังคงสามารถปิดที่ระดับ 795 จุดได้ หากปัจจัยบวกต่างๆเป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้
กล่าวโดยสรุปได้ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างมากถึงประมาณร้อยละ 10 ภายในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไปปิดที่ 701.03 จุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นระดับปิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2548 ซึ่งปิดที่ 698.95 จุด ทั้งนี้ ดัชนีได้สูญเสียแรงบวกที่เคยทำไว้ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2549 โดยปรับตัวลงร้อยละ 1.78 เมื่อเทียบจากระดับปิด ณ.สิ้นปี 2548 การที่ดัชนีปรับตัวลงค่อนข้างแรงดังกล่าว เป็นผลมาจากการขายสุทธิอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีมูลค่าที่สูงถึงประมาณ 3.35 หมื่นล้านบาทในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ส่งผลให้ยอดการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม อยู่ที่ 8.18 หมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ตาม การปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกล้วนแล้วแต่มีการปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน โดยในช่วงก่อนหน้านั้น ตลาดหุ้นของหลายประเทศได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงต้นปี จึงส่งผลให้คาดว่านักลงทุนต่างชาติ เช่น กองทุนต่างๆ ได้อาศัยจังหวะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขายทำกำไรที่ได้รับจากการลงทุนในตลาดหุ้น พร้อมทั้งมีการโยกเงินลงทุนไปยังตลาดพันธบัตรซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า พร้อมกันนั้น การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนเพื่อรอซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่ในต่างประเทศ เช่น หุ้นของ Bank of China และหุ้นของ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ก็มีส่วนทำให้เกิดการขายหุ้นออกมาเช่นกัน
สำหรับแนวโน้มของตลาดหุ้นในช่วงที่ยังเหลือของปีนี้นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ที่ในระยะต่อไปจะมีกระแสเงินลงทุนไหลเข้ามาในเอเชียอีกรอบหนึ่งจากแนว โน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน ยังมีการขยายตัวในระดับสูง ตลอดจน เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่น่าจะฟื้นตัวขึ้นจากในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนแนวโน้มของค่าเงินและตลาดหุ้นในภูมิภาคด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ มูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติในรอบใหม่นั้น จะเข้ามายังตลาดหุ้นไทยมากหรือน้อยเพียงใด และจะมีส่วนช่วยหนุนการปรับตัวของตลาดหุ้นไทยให้สามารถปิดเพิ่มขึ้นได้จากในปีที่ผ่านมาหรือไม่นั้น คงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยแนวโน้มของตลาดหุ้นนับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป อาจจะได้รับปัจจัยบวก จาก การที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีราคาค่อนข้างต่ำ จึงน่าจะเป็นโอกาสในการกลับเข้าซื้ออีกครั้ง อีกทั้งค่า P/E ของตลาดหุ้นไทยยังคงต่ำเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค ในขณะที่มี Dividend Yield ในระดับที่น่าพอใจ ปัจจัยลบหลายประการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ได้เป็นที่รับรู้ของนักลงทุนในตลาด และสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นบ้างแล้ว หากว่า ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไม่รุนแรงเกินกว่าระดับที่คาดไว้ ก็น่าจะทำให้ความเสี่ยงจากการปรับตัวลดลงของดัชนีในอนาคต (Downside risk) เป็นไปอย่างจำกัด นอกจากนั้น หากปัจจัยที่เกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจมีการคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ก็จะมีส่วนช่วยหนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้ เช่น มีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ การปรับตัวของราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าคาดการณ์ไว้ การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่เหลือของปีเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย ตลอดจน การส่งออกซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจสามารถมีการขยายตัวในระดับที่สูง อย่างไรก็ตาม แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติอาจจะถูกจำกัดด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ยังเหลือของปีนี้ ที่คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวที่ชะลอลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการขยายตัวที่ลดลงจากร้อยละ 5.3 ในไตรมาสแรก สู่ร้อยละ 3.5-4.5 ในไตรมาสอื่นๆที่ยังเหลือของปีนี้ ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล แผนการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ และกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ แนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ฯในช่วงที่ยังเหลือของปีนี้ที่น่าจะเป็นไปในอัตราที่ลดลงจากช่วงที่ผ่านมา จากการที่เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นไปในอัตราที่ค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆในภูมิภาค แนวโน้มการปรับตัวของเงินบาทในระยะต่อไปคงจะเผชิญกับแรงกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงในปีนี้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการถือครองเงินบาทลดลง และเป็นการลดความน่าสนใจในการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระดับหนึ่ง แนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ของบริษัทจดทะเบียน และแนวโน้มผลกำไรของบริษัทในที่สุด
ถึงแม้ว่า มีแนวโน้มที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้ โดยได้รับอานิสงส์จากส่วนหนึ่งของเงินลงทุนที่คาดว่าจะไหลกลับเข้ามาสู่ภูมิภาคในรอบใหม่ก็ตาม แต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับตัวของดัชนีในอนาคตจะยังมีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยคาดว่า ดัชนีอาจจะยังคงได้รับแรงกดดันจากการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน โดยมีแรงซื้อกลับเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลง สลับกับแรงขายเพื่อทำกำไรออกมาเป็นระยะๆ เนื่องจากตราบใดที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนให้น้ำหนักอย่างมากในการตัดสินใจลงทุนยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนต่างๆ ตามที่กล่าวถึงในข้างต้น ก็ย่อมจะเป็นการลดความสนใจในการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนต่างชาติได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มของดัชนี ณ.สิ้นปีนี้ ยังคงสามารถปิดที่ระดับ 795 จุดได้ หากปัจจัยบวกต่างๆปรับตัวไปตามที่คาดการณ์ไว้