Insight

การระดมเงินฝากธนาคารพาณิชย์ไทยปี 2549 : ครึ่งปีแรกเข้มข้น ... ครึ่งปีหลังชะลอตัว

ตลอดระยะเวลา 4-5 เดือนแรกของปี 2549 ที่ผ่านมา สถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ต่างแข่งขันเพื่อแย่งชิงเงินฝากอย่างเข้มข้น โดยกลยุทธ์ส่วนมากที่ใช้ จะเน้นไปที่การเสนอราคา (อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก) ที่จูงใจ ส่งผลให้เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือนเมษายน…

ตลอดระยะเวลา 4-5 เดือนแรกของปี 2549 ที่ผ่านมา สถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ต่างแข่งขันเพื่อแย่งชิงเงินฝากอย่างเข้มข้น โดยกลยุทธ์ส่วนมากที่ใช้ จะเน้นไปที่การเสนอราคา (อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก) ที่จูงใจ ส่งผลให้เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือนเมษายน 2549 จากตารางรายงานฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศของธปท. โดยปรับปรุงผลกระทบจากการนับรวมธนาคารพาณิชย์รายใหม่ และควบรวมกิจการแล้ว นั้น ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 6.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เทียบกับร้อยละ 0.83 ในเดือนธันวาคม 2548 ที่ผ่านมา หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นในเชิงมูลค่าถึง 3.64 แสนล้านบาทภายในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2549 เทียบกับการเพิ่มขึ้นเพียง 4.4 หมื่นล้านบาทสำหรับทั้งปี 2548 อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง จะสามารถสังเกตเห็นได้ว่าการแข่งขันด้านราคาในผลิตภัณฑ์เงินฝาก ลดความเข้มข้นลงอย่างชัดเจน โดยธนาคารพาณิชย์ไม่ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท.ทันทีเหมือนเช่นแต่ก่อน อีกทั้ง ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดเล็กบางแห่ง ก็ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับบุคคลธรรมดาบางประเภทลงในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2549 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การแข่งขันด้านราคาสำหรับผลิตภัณฑ์เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทย คงจะชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจากช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งของไทยและของต่างประเทศคงจะใกล้ที่จะถึงจุดสูงสุด (Peak) เต็มที ทำให้ธนาคารพาณิชย์คงจะไม่สามารถพึ่งพิงอัตราผลตอบแทนจากสภาพคล่อง มาชดเชยต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายจากการแข่งขันด้านราคาผลิตภัณฑ์เงินฝากได้เหมือนเช่นในช่วงครึ่งปีแรก ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์ไทยคงจะต้องหันกลับมาคำนึงถึงปัจจัยด้านสภาพคล่อง แนวโน้มการขยายสินเชื่อ และคุณภาพสินทรัพย์มากขึ้น นอกเหนือไปจากประเด็นการรักษาฐานลูกค้าเงินฝาก ทั้งนี้ เนื่องจาก ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2549 ปริมาณสภาพคล่องได้เพิ่มขึ้นถึง 3.02 แสนล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะนำไปรองรับการขยายสินเชื่อดีได้ตลอดทั้งปี ประกอบกับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การขยายสินเชื่อดีของธนาคารพาณิชย์ไทยน่าจะมีอัตราที่ชะลอตัวลงจากร้อยละ 7 ณ สิ้นไตรมาส 1/2549 ไปอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ในช่วงสิ้นปี 2549 และธนาคารพาณิชย์อาจเผชิญความเสี่ยงจากการถดถอยของคุณภาพสินทรัพย์มากขึ้น ตามภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่า การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำในช่วงครึ่งปีหลัง จะเป็นไปอย่างจำกัด โดยมีขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (กรอบขั้นต่ำ) สำหรับบุคคลธรรมดาได้เพียงร้อยละ 0.25-0.50 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังไม่เห็นความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สำหรับบุคคลธรรมดาของธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ต่อเงินฝากรวมของระบบธนาคารพาณิชย์จะลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอย่างชัดเจนตั้งแต่กลางปี 2548 ทั้งนี้ เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์จะมีผลกระทบอย่างมากต่อต้นทุนการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับการลดลงของสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ต่อเงินฝากรวม น่าจะชะลอลงในช่วงที่เหลือของปี ตามการแข่งขันด้านราคาที่เบาบางลง

สำหรับการขยายตัวของเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น คาดว่าจะมีอัตราที่ชะลอตัวลงเช่นกันในช่วงที่เหลือของปี โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5-4.3 ณ สิ้นปี 2549 ซึ่งน่าจะชะลอตัวลงจากประมาณการอัตราการเติบโตของเงินฝาก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2549 ที่ร้อยละ 5.6-6.0 และร้อยละ 6 ในเดือนเมษายน 2549 เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในลักษณะที่จำกัดจากธนาคารพาณิชย์ไทย คงจะลดแรงจูงใจในการย้ายเงินออมจากช่องทางอื่นๆ มายังธนาคารพาณิชย์ไทยดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก ในระหว่างที่ สถาบันการเงินประเภทอื่นๆ อาทิ สถาบันการเงินเฉพาะกิจบางแห่ง ยังเสนออัตราดอกเบี้ยที่เหนือกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ พร้อมมีเงื่อนไขและวงเงินฝากเพื่อรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขั้นสูงสุดของเงินฝากแต่ละประเภทที่จูงใจกว่า นอกจากนี้ หากปัจจัยความไม่แน่นอนด้านการเมืองคลี่คลายลง มีการจัดการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับ ได้เร็วภายในปีนี้ ผนวกกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็อาจช่วยพลิกฟื้นความเชื่อมั่นในการลงทุนได้ในช่วงปลายปี อันน่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการตัดสินใจลงทุนต่อของภาคธุรกิจ และส่งผลตามมาให้มีเงินฝากจากภาคธุรกิจทยอยระบายออกจากระบบธนาคารพาณิชย์ไทยได้