Insight

อัญมณีและเครื่องประดับไทยในจีน : ต้องเร่งเปิดเกมรุกอย่างหนัก...เพื่อชิงส่วนแบ่ง

สถานการณ์การค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยกับจีนตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ในช่วงหลายปีที่ผ่าน พบว่าทิศทางส่วนใหญ่ไทยเสียเปรียบดุลการค้าต่อจีน และมีมูลค่าการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่า 10.57 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าการขาดดุล 33.21 ล้…

สถานการณ์การค้าอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างไทยกับจีนตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ในช่วงหลายปีที่ผ่าน พบว่าทิศทางส่วนใหญ่ไทยเสียเปรียบดุลการค้าต่อจีน และมีมูลค่าการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมูลค่า 10.57 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าการขาดดุล 33.21 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2546 และในปี 2548 ที่ผ่านมาสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยเสียเปรียบดุลการค้ากับจีนคิดเป็นมูลค่า 124.6 ล้านเหรียญ ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกปี 2549 สินค้ากลุ่มนี้ของไทยเสียเปรียบดุลการค้ากับจีนเป็นมูลค่า 71.69 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสินค้าที่ไทยขาดดุลกับจีนมากที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโลหะเงินที่ขาดดุลเป็นมูลค่า 90.09 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนพลอยก็เป็นสินค้าที่ไทยเกินดุลกับจีนมากที่สุดที่มูลค่า 16.79 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนก็ยังเป็นตลาดส่งออกที่น่าสนใจสำหรับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย ทั้งนี้เพราะภาวะเศรษฐกิจของจีนมีการเติบโตที่รวดเร็วมาก โดยในช่วงไตรมาสสองปี 2549 จีนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ 11.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2548 และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ส่งผลต่อเนื่องให้รายได้ของผู้บริโภคจีนมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังมีความนิยมเครื่องประดับที่หลากหลายเพิ่มขึ้นด้วย จากเดิมที่มีเพียงเครื่องประดับทองคำล้วนเท่านั้นที่ได้รับความนิยมสูงมาก แต่ปัจจุบันเครื่องประดับรูปแบบอื่นๆต่างก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับแพลทินัม เครื่องประดับแพลทินัมฝังเพชร เครื่องประดับเงิน หรือเครื่องประดับฝังพลอยสี รวมถึงเครื่องประดับเทียมด้วย และเป็นที่น่าสังเกตว่าประเภทของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ไทยขาดดุลการค้ากับจีนส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทวัตถุดิบอย่างโลหะเงินที่การขุดพบภายในประเทศไทยยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ขณะที่สินค้าที่ไทยเกินดุลการค้าต่อจีนอย่างพลอยที่แม้ว่าจะมีปริมาณที่ร่อยหรอลงไปบ้างแล้ว แต่ไทยก็ยังได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับฝีมือการเจียระไนพลอยทั้งในด้านความสวยงามและการสร้างคุณค่าที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้พลอยไทยมีศักยภาพและสัดส่วนสูงกว่าคู่แข่งค่อนข้างชัดเจนในตลาดจีน ส่วนสินค้าเครื่องประดับแท้นั้น ไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องประดับเงิน ทำให้โอกาสในการรุกตลาดจีนจึงค่อนข้างสดใสพอสมควร ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาพรวมของการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยจากจีนในปี 2549 น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 และน่าจะส่งผลให้การขาดดุลการค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยต่อจีนโดยรวมมีอัตราการเติบโตชะลอตัวลงในที่สุด ดังนั้นจีนจึงเป็นตลาดผู้ซื้อขนาดใหญ่ที่น่าจับตามองไม่น้อย และอาจจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญระดับโลกในไม่ช้า จนส่งผลให้สถานการณ์การแข่งขันในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับจีนก็จะทวีความเข้มข้นขึ้นตามมาด้วย

เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพการแข่งขันของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดจีน ก็พบว่า ทั้งระดับอัตราการขยายตัวและส่วนแบ่งตลาดของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวมในตลาดจีนยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ดีพอสมควร โดยจากรายงานของ Global Trade Atlas พบว่าในปี 2548 จีนนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยคิดเป็นมูลค่า 66.67 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.98 ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกปี 2549 จีนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากไทยคิดเป็นมูลค่า 21.76 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.69 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2548 โดยประเภทสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในตลาดจีนที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 5 เดือนแรกปี 2549 ได้แก่ ไข่มุก (เพิ่มขึ้นร้อยละ 236.26) อัญมณีสังเคราะห์(เพิ่มขึ้นร้อยละ 89.08) และเครื่องประดับแท้(เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.97) สำหรับในด้านส่วนแบ่งตลาด พบว่าแม้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในตลาดจีนจะมีสัดส่วนไม่สูงมากนักด้วยระดับร้อยละ 1-2 ในแต่ละปี โดยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2549 ไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในจีนด้วยสัดส่วนร้อยละ 1.29 และเป็นแหล่งนำเข้ารายสำคัญอันดับที่ 11 ของจีน แต่หากพิจารณาถึงอัตราการเติบโตของส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในจีนแล้วก็พบว่ามีทิศทางการเติบโตที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของตลาดจีนเป็นอันดับหนึ่งในช่วง 5 เดือนแรกปี 2549 คือประเทศแอฟริกาใต้(สัดส่วนร้อยละ 26.74) ตามมาด้วยเบลเยี่ยม(สัดส่วนร้อยละ 25.78) ญี่ปุ่น(สัดส่วนร้อยละ 7.71) อินเดีย(สัดส่วนร้อยละ 6.26) และอิสราเอล(สัดส่วนร้อยละ 5.82) ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแหล่งผลิตและค้าเพชรที่สำคัญในตลาดโลก ทั้งนี้เหตุผลส่วนหนึ่งที่มีผลให้การครองส่วนแบ่งตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในตลาดจีนยังไม่มากเท่าที่ควรนั้น น่าจะเป็นผลสืบเนื่องจากจีนเป็นตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจเพื่อหวังกระจายความเสี่ยงจากการที่เดิมเคยมุ่งเน้นแต่ตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสภาพยุโรปเท่านั้น จึงทำให้การบุกตลาดจีนในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาของไทยยังไม่ได้เปิดเกมรุกอย่างจริงจังมากนัก ประกอบกับจีนเองก็สามารถผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศได้ด้วย นอกจากนี้ การที่ เดอเบียร์ส บริษัทผู้ค้าเพชรรายใหญ่ของโลกเข้ามาบุกเบิกตลาดและดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนสามารถครอบครองใจผู้บริโภคจีนได้ในวงกว้าง และมีการเติบโตของตลาดเพชรอย่างมั่นคงและยั่งยืนจวบจนปัจจุบัน ทำให้ตลาดเครื่องประดับพลอยสีในจีนถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ส่งผลกระทบให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยซึ่งมีศักยภาพทางด้านพลอย แต่ยังไม่เด่นทางด้านเพชรเท่าที่ควรจึงยังมีส่วนแบ่งในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในจีนได้ไม่มากนัก

ในการพิจาณาถึงความสามารถในการแข่งขันของการค้าระหว่างประเทศ โดยวัดจากดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หรือ RCA (Revealed Comparative Advantage) โดยอาศัยข้อมูลการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของตลาดจีนจากฐานข้อมูลของ Global Trade Atlas พบว่าโดยภาพรวมแล้วสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังมีศักยภาพค่อนข้างต่ำ แต่ทั้งนี้ก็พบว่าค่า RCA ของอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดจีนมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่สินค้ากลุ่มนี้ของไทยเคยมีค่า RCA เท่ากับ 0.55 ในปี 2543 ก็ขยับค่า RCA เป็น 0.64 ในปี 2545 และเท่ากับ 0.91 ในปี 2548 ซึ่งหากพิจารณาแยกตามรายประเภทสินค้า ก็พบว่า สินค้าในกลุ่มนี้ของไทยที่มีศักยภาพสูงอย่างต่อเนื่องคือพลอย(ในปี 2548 มีค่า RCA เท่ากับ 22.11) เครื่องประดับเงิน(ในปี 2548 ค่า RCA เท่ากับ 6.31) อัญมณีสังเคราะห์(ในปี 2548 ค่า RCA เท่ากับ 4.51) และไข่มุก(ในปี 2548 ค่า RCA เท่ากับ 2.69) ขณะที่สินค้าที่ไทยมีศักยภาพค่อนข้างต่ำได้แก่ เพชร เครื่องประดับทองและเครื่องประดับเทียม

สำหรับในปี 2549 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าสถานการณ์การค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยกับจีนนั้น ไทยก็ยังน่าจะต้องนำเข้าวัตถุดิบอย่างโลหะเงินจากจีนเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะโลหะเงินที่พบในไทยยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ อีกทั้งความต้องการเครื่องประดับเงินในตลาดโลกก็ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยก็นับเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินรายสำคัญอันดับต้นๆของโลกที่นับวันจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นตามลำดับด้วย จึงมีความเป็นไปได้ว่าไทยคงต้องเสียเปรียบดุลการค้าต่อจีนในส่วนของโลหะเงินเช่นเดิม และมีผลต่อเนื่องให้สถานการณ์การค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยกับจีนโดยรวมต้องเผชิญกับภาวะที่ไทยต้องขาดดุลการค้ากับจีนต่อเนื่องต่อไปอีก อย่างไรก็ตาม ไทยก็น่าจะสามารถรักษาความได้เปรียบทางดุลการค้าไว้ได้ในส่วนของพลอย และเครื่องประดับแท้โดยเฉพาะเครื่องประดับเงิน เพราะภาวะเศรษฐกิจในจีนยังอยู่ในเกณฑ์ดี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการสินค้าดังกล่าวมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งปัจจุบันผู้ประกอบการไทยก็ได้มีการร่วมมือกับผู้ประกอบการจีนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภคชาวจีนหันมาสนใจพลอยเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย จึงน่าจะส่งผลให้ความต้องการสินค้าเครื่องประดับพลอยสีกระเตื้องขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

การเปิดเกมรุกเพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดจีนนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าควรประกอบด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

- การเร่งพัฒนาปรับปรุงด้านการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเร่งผลิตแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพ การเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการในการออกแบบให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ และการผลิตนักออกแบบให้มีจำนวนมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในจีนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

- ผู้ประกอบการไทยควรต้องใส่ใจต่อการศึกษาถึงความต้องการ ที่แท้จริงของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งมากขึ้น และต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรมและพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศจีนด้วย ทั้งนี้เพื่อรับทราบทิศทางของตลาดและสามารถนำเสนอได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคจีนได้อย่างถูกต้อง

- ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยควรต้องให้ความสำคัญกับแฟชั่นทางตะวันตกอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดจีนปัจจุบันได้เปิดรับอิทธิพลจากแหล่งแฟชั่นชั้นนำทางตะวันตกมากขึ้น และมักจะมีพฤติกรรมการเลียนแบบด้วย

- การปรับกลยุทธ์ในการแข่งขันทางการตลาดตลอดเวลา เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าและสร้างฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ในงานแสดงสินค้าที่มีการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับปีละหลายครั้งในหลายเมือง เช่น กวางโจว เซินเจ้น เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง รวมถึงการเผยแพร่บทความในนิตยสาร หรือผ่านเครือข่ายโทรทัศน์ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างโอกาสในการรับรู้ถึงคุณค่าของพลอยสีไทยในสายตาของผู้บริโภคจีน

- การเร่งสร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพราะผู้ซื้อในตลาดจีนปัจจุบันให้ความมั่นใจต่อสินค้า Brand name ค่อนข้างมาก

- นอกจากนี้ควรเร่งหาช่องทางเชื่อมโยงกับบริษัทผู้ซื้อ รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นในระดับมณฑลมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะในการดำเนินธุรกิจการค้าในจีนนั้นต้องอาศัยสายสัมพันธ์ในการสร้างเครือข่ายค่อนข้างมาก

- ปัจจุบันราคาสินค้าของไทยสามารถแข่งขันในจีนได้ สำหรับสินค้าระดับปานกลางเพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมตามแฟชั่นโดยเฉพาะแฟชั่นตะวันตก และมักจะเปลี่ยนแปลงรสนิยมได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ แต่ทั้งนี้ผู้ผลิตไทยก็ต้องมีการออกแบบที่ถูกใจด้วย ขณะที่ในส่วนของการเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายในระดับบนที่พบว่าตลาดยังมีช่องว่างสำหรับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในส่วนของสินค้าคุณภาพและรูปแบบที่สวยงาม หรูหราและทันสมัยพอสมควรนั้น ผู้ประกอบการไทยควรดำเนินการผลิตแบบครบวงจรในเมืองไทยด้วยพลอยคุณภาพสูง เนื่องจากฝีมือช่างทำตัวเรือนในไทยมีทักษะและประสบการณ์ทำสินค้าคุณภาพสูงได้ดีกว่าจีน

- ศึกษาและติดตามความเคลื่อนไหวของกฎระเบียบ ที่แตกต่างกันในแต่ละมณฑลของจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันกับคู่แข่ง

บทสรุป จากการที่ปัจจุบันจีนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ประกอบกับจำนวนประชากรจีนที่มีมากกว่า 1,300 ล้านคน จึงทำให้จีนกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเป็นมูลค่ามหาศาล ซึ่งรวมถึงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับด้วยที่พบว่ามีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จากมูลค่า 987.93 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่า 3,470.51 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 นอกจากนี้สมาคมอัญมณีและหยกของจีนก็ได้ประมาณการถึงภาวะตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในจีนว่าน่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 ต่อปีนับจากนี้ไปจนถึงปี 2553 อีกทั้งตลาดการค้าเครื่องประดับในจีนก็เป็นตลาดของผู้ซื้อ เพราะมีอุปสงค์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทั่วประเทศ และเป็นสินค้าที่มีผู้บริโภคจากทุกระดับชั้น ทำให้จีนจึงกลายเป็นตลาดใหม่ขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยไม่ควรมองข้าม แต่ขณะเดียวกันตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในจีนก็นับเป็นสมรภูมิการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ไทยคงต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงเข้มข้นไม่น้อยด้วย จากบรรดาคู่แข่งต่างชาติอย่าง สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่ต่างก็หมายปองที่จะเข้าช่วงชิงกำลังซื้อผู้บริโภคจีนเช่นกัน รวมถึงบรรดาผู้ประกอบจีนเองที่มีอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับที่ค่อนข้างหลากหลายอยู่แล้วด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ผลิตภายในประเทศจีนยังไม่สามารถตอบสนองความต้องของผู้บริโภคบางกลุ่มที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูง รูปแบบสวยงาม แปลกและหลากหลายได้มากนัก ส่งผลให้จีนยังคงต้องนำเข้าเครื่องประดับคุณภาพสูงเป็นมูลค่าไม่น้อย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ดังนั้นหากทั้งภาครัฐและเอกชนไทยมีการร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องในการรุกตลาดจีน โดยเฉพาะในส่วนของพลอยและเครื่องประดับแท้ที่ไทยมีศักยภาพการแข่งขันค่อนข้างดี ก็อาจจะส่งผลให้ไทยสามารถครอบครองส่วนแบ่งตลาดในจีนเพิ่มมากขึ้นได้ รวมทั้งผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญต่อมาตรฐานสินค้า และการสร้างความแข็งแกร่งแก่กิจการยิ่งขึ้นด้วย ทั้งนี้หากสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในจีนซึ่งนับวันจะกลายเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ที่สำคัญของโลกเพิ่มมากขึ้น ก็น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีการขยายตลาดในวงกว้างยิ่งขึ้นในระดับโลกต่อไปในที่สุดด้วย