เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าซบเซา เมื่อเทียบกับเงินยูโร เนื่องจากตลาดเงินคาดการณ์ว่าสหรัฐฯมีแนวโน้มที่อาจรักษาอัตราดอกเบี้ยคงเดิม ณ ระดับ 5.25% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่น ก็ตกอยู่ในภาวะอึมครึมเช่นกัน เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นแสดงท่าทีว่าจะไม่เร่งรัดเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเร็วๆนี้ ส่วนเงินปอนด์อังกฤษ อ่อนกำลังลงเล็กน้อย หลังจากเหตุการณ์ภัยก่อการร้ายในกรุงลอนดอนคลายความตึงเครียดลงบ้าง ทางด้านราคาทองคำในตลาดต่างประเทศ โน้มต่ำลง โดยซื้อขายอยู่ในช่วงเฉลี่ยราว 622-629 ดอลลาร์/ออนซ์ เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงต่ำกว่า 75 ดอลลาร์/บาร์เรล
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าอ่อนตัวลงตามความคาดหมายของนักค้าเงินตราต่างประเทศ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจยุติการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดลง โดยปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยคงเดิมไว้ก่อน เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศว่าจะแผ่วลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้หรือไม่ ในทางตรงกันข้าม รายงานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ โดยในไตรมาสที่ 2 มีอัตราเพิ่มสูงสุดในรอบ 6 ปี เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา โดยเฉพาะเศรษฐกิจเยอรมนีช่วงไตรมาสที่ 2 ขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 5 ปี ขณะที่ฝรั่งเศสก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน โดยมีอัตราการเจริญเติบโตมากสุดในรอบเกือบ 6 ปี ส่งผลให้ตลาดเงินเก็งว่าธนาคารกลางยุโรปมีแนวโน้มที่อาจขยับอัตราดอกเบี้ยต่อไป แม้ว่าธนาคารจะเพิ่งปรับเพิ่มเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็ตาม
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่กดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แก่ รายงานตัวเลขดัชนีผู้ผลิตและดัชนีผู้บริโภคสหรัฐฯเดือนกรกฎาคมที่ลดลง ได้ชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯคลี่คลายดีขึ้น และอาจไม่มีความจำเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก นอกจากนี้ รายงานตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ ยอดสร้างบ้านและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง ล้วนเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ตอกย้ำให้ตลาดเงินมั่นใจว่าทางการสหรัฐฯ น่าจะชะลอการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนกำลังลง อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากธนาคารกลางฟิลาเดลเฟียระบุว่าดัชนีภาวะธุรกิจย่าน Mid-Atlantic ช่วงเดือนสิงหาคมเพิ่มสูงสุดในรอบกว่าขวบปี ช่วยคลายกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯลงบ้าง
เงินเยนญี่ปุ่น ยังคงอ่อนไหว เมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ เป็นผลมาจากการคาดคะเนว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นคงจะไม่เร่งรีบที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีกระลอก แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะนี้จะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจกว่าช่วงที่ผ่านๆมาก็ตาม แต่บรรดาสมาชิกของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของแบงก์ชาติญี่ปุ่นล้วนมีความคิดเห็นคล้ายคลึงกันที่จะทรงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีก หลังจากที่ปรับเพิ่มครั้งแรกในรอบ 6 ปี ไปแล้วเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
เงินปอนด์อังกฤษ มีค่ามั่นคงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เพราะดอลลาร์ถูกแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง เมื่อตลาดมองว่าเงินเฟ้ออ่อนแรงลงและธนาคารกลางสหรัฐฯเริ่มยุติการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว ในทางกลับกัน เงินปอนด์กลับมีค่าลดลง เมื่อเทียบกับเงินยูโร เนื่องจากเศรษฐกิจยูโรแจ่มใส อีกทั้ง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ก็มีส่วนผลักดันเงินยูโรสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เงินปอนด์ยังได้รับแรงกดดันจากรายงานเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมของอังกฤษที่แผ่วลง รวมถึงธนาคารกลางอังกฤษก็ไม่มีท่าทีชัดเจนว่าจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้อีกครั้ง
ราคาทองคำในตลาดต่างประเทศง่อนแง่น เพราะสถานการณ์น้ำมันดิบในตลาดโลกคลายความเข้มแข็งลงมาก หลังจากที่สหประชาชาติได้ช่วยเข้าไปแก้ไขปัญหาในเลบานอน ทำให้บรรดานักเก็งกำไรและพ่อค้าน้ำมันไม่จำเป็นต้องเร่งกว้านซื้อน้ำมันดิบมาเก็บตุนจนเกินไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันผ่อนคลาย และช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ทำให้ความต้องการซื้อทองคำในระยะนี้จึงลดน้อยลงด้วย
อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับเงินตราสำคัญสกุลต่างๆ ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2549 เทียบกับวันที่ 17 สิงหาคม 2549 (ตัวเลขในวงเล็บ) มีดังนี้
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าเท่ากับ 1.2714 ดอลลาร์/ยูโร (1.2829 ดอลลาร์/ยูโร) 116.74 เยน (116.03 เยน) และ 1.8873 ดอลลาร์/ปอนด์ (1.8849 ดอลลาร์/ปอนด์)
ราคาทองคำในตลาดลอนดอน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2549 เท่ากับ 627.95 ดอลลาร์/ออนซ์ เทียบกับราคา 625.65 ดอลลาร์/ออนซ์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2549